รัสเซียรวยขึ้นจากวิกฤตอิหร่าน
รัสเซียรวยขึ้นจากวิกฤตอิหร่าน โรงกลั่นทั่วโลกหันซบน้ำมันดิบมอสโกแทนตะวันออกกลาง รายได้น้ำมันพุ่งสูงสุด นับแต่สงครามยูเครน
9-4-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า รัสเซียกำลังทำรายได้จากการส่งออกน้ำมันสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงต้นสงครามยูเครน โดยอาศัยแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งขึ้นและปริมาณส่งออกที่ฟื้นตัว ดันมูลค่าการขนส่งน้ำมันทางเรือแตะระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่ถูกซ้ำเติมจากสงครามในตะวันออกกลาง
ประเทศรัสเซีย (Russia) มีรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรกๆ ของสงครามในยูเครน โดยราคาที่พุ่งสูงขึ้นและปริมาณการส่งออกที่ฟื้นตัวได้ผลักดันให้มูลค่าการขนส่งสินค้าทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022
สงครามในตะวันออกกลางได้ขับเคลื่อนราคาน้ำมันโลกให้พุ่งสูงขึ้นในรอบหลายปี และกระตุ้นความต้องการน้ำมันดิบจากรัฐบาลมอสโก (Moscow) หลังจากที่รัฐบาลเตหะราน (Tehran) ประสบความสำเร็จในการปิดกั้นเส้นทางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ส่งผลให้น้ำมันดิบส่งออกของตะวันออกกลางมากกว่า 12 ล้านบาร์เรลต่อวันถูกกักอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย และช่วยระบายปริมาณน้ำมันดิบของรัสเซียที่เก็บไว้ในทะเล เนื่องจากบรรดาโรงกลั่นต่างเร่งหาแหล่งอุปทานทางเลือกอย่างเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม คลังแสงทางการเงินของทำเนียบเครมลิน (Kremlin) ยังไม่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นนี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากผลกระทบที่ยืดเยื้อจากการที่ยูเครน (Ukraine) ส่งโดรนโจมตีท่าเรือส่งออกบนชายฝั่งทะเลบอลติกและทะเลดำ นอกจากนี้ การประกาศพักรบเป็นเวลา 2 สัปดาห์ในความขัดแย้งกับอิหร่านเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ยังส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงลง ซึ่งอาจทำให้รายได้ของมอสโกลดลงหากการพักรบนี้มีผลยั่งยืนและน้ำมันสามารถไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง
มูลค่าการส่งออก
จากการคำนวณของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) โดยใช้ข้อมูลราคาจาก Argus Media และข้อมูลการติดตามเรือพบว่า รายได้รวมจากการส่งออกน้ำมันดิบทางทะเลในรอบ 28 วัน (สิ้นสุดวันที่ 5 เมษายน) เพิ่มขึ้นเป็น 2.02 พันล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์ จากเดิม 1.79 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่กระโดดขึ้นอีกครั้ง
การขนส่งน้ำมันดิบจากท่าเรืออุสต์-ลูกา (Ust-Luga) ในทะเลบอลติกยังคงหยุดชะงักมานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ หลังจากโดรนโจมตีถังเก็บน้ำมันที่ท่าเรือ แม้ว่ากิจกรรมที่ท่าเรือพริมอร์สก์ (Primorsk) ที่อยู่ใกล้เคียงจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นแล้วก็ตาม ทั้งนี้ การโจมตีอุสต์-ลูกาอีกครั้งเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ในช่วงที่การโหลดน้ำมันดิบกำลังจะเริ่มขึ้นใหม่ อาจทำให้การหยุดชะงักยาวนานขึ้นไปอีก
สำหรับการส่งออกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ของรัสเซีย ฟื้นตัวกลับมาเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณที่สูญเสียไปในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยปริมาณการส่งออกยังคงต่ำกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกัน (ในช่วง 7 วันจนถึงวันที่ 5 เมษายน) ขณะที่ค่าเฉลี่ยการส่งออกในรอบ 4 สัปดาห์แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยขยับขึ้นเพียง 20,000 บาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่เฉลี่ย 3.35 ล้านบาร์เรล
ปริมาณน้ำมันค้างในทะเลลดลง
การลดลงของปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบในช่วงล่าสุด เกิดขึ้นพร้อมกับการพุ่งสูงขึ้นของการส่งมอบน้ำมันจากเรือบรรทุกที่เคยติดค้างอยู่ในทะเลก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบรัสเซียที่ค้างอยู่ในทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว โดยน้ำมันบนเรือลดลงประมาณ 26 ล้านบาร์เรลในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา และภายในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำมันในน้ำลดลงเหลือ 105 ล้านบาร์เรล จากจุดสูงสุดที่ประมาณ 140 ล้านบาร์เรลในช่วงกลางเดือนมกราคม
โรงกลั่นในประเทศอินเดีย (India) ได้เร่งเข้าซื้อน้ำมันดิบรัสเซียที่เคยติดค้างอยู่ในทะเลอาหรับก่อนหน้านี้ โดยการส่งมอบไปยังอินเดียดีดตัวกลับมาอยู่ที่ 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน หลังจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (US Treasury) ออกข้อยกเว้นอนุญาตให้ซื้อน้ำมันรัสเซียที่โหลดขึ้นเรือก่อนวันที่ 12 มีนาคม ในขณะที่ปริมาณการส่งออกไปยังประเทศจีน (China) ลดลงมาอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกัน หลังจากทำสถิติสูงสุดที่ 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์
การเคลื่อนไหวรายภูมิภาคและราคา
ราคาน้ำมันดิบเกรดอูราลส์ (Urals) ปรับตัวสูงขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ห้าติดต่อกัน โดยได้รับแรงหนุนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลบวกต่อราคาอ้างอิงทั่วโลก และการที่รัสเซียเริ่มลดส่วนลดที่เคยต้องเสนอให้จีนเพื่อให้สินค้าเคลื่อนไหวได้ เนื่องจากผู้ซื้อเริ่มกลับมาสนใจน้ำมันดิบของรัสเซียอีกครั้ง
ราคาอูราลส์ที่ส่งออกจากทะเลบอลติกพุ่งขึ้นประมาณ 12.50 ดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 85.73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาในทะเลดำเพิ่มขึ้นในระดับใกล้เคียงกันมาอยู่ที่ 84.07 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ ESPO ของแปซิฟิกเพิ่มขึ้น 7.90 ดอลลาร์ มาอยู่ที่เฉลี่ย 92.11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาที่ส่งมอบในอินเดียก็พุ่งสูงขึ้น 16.10 ดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 113.76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ในช่วงปลายสัปดาห์ น้ำมันดิบอ้างอิงของรัสเซียมีราคาอยู่ที่ 116.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 13 ปี อันเป็นผลโดยตรงจากสงครามในอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลกอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ไม่นับรวมน้ำมันดิบเกรด KEBCO ของประเทศคาซัคสถาน (Kazakhstan) ซึ่งเป็นการขนส่งผ่านท่อส่งน้ำมันของรัสเซียเพื่อส่งออกผ่านท่าเรือโนโวรอสซีสค์ (Novorossiysk) และอุสต์-ลูกา เนื่องจากไม่ตกอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป (EU) หรือการกำหนดเพดานราคา (Price Cap) โดยคาซัคสถานได้เปลี่ยนชื่อเกรดน้ำมันของตนเพื่อสร้างความแตกต่างจากน้ำมันของบริษัทรัสเซียนับตั้งแต่มีการรุกรานยูเครน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-04-08/russia-boosts-oil-income-to-highest-since-early-in-ukraine-war