ตะวันออกกลางใกล้หายนะนิวเคลียร์แค่ไหน?
ตะวันออกกลางใกล้หายนะนิวเคลียร์แค่ไหน? จากโรงไฟฟ้าบูเชร์สู่คลังยูเรเนียม จุดเสี่ยงนิวเคลียร์ในสงครามอิหร่านอาจทำให้ภูมิภาคกลายเป็นพื้นที่อยู่อาศัยไม่ได้
10-4-2026
สำนักข่าว RT รายงานว่า สงครามที่สหรัฐอเมริกา (US) และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน (Iran) โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันวิกฤตนิวเคลียร์ กำลังเดินหน้าสู่ความย้อนแย้งอันอันตราย เมื่อความเสี่ยงของ “หายนะกัมมันตรังสี” ในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน จากการโจมตีใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Bushehr หลายครั้ง การถกเถียงเรื่องการเข้าไปยึดครองคลังยูเรเนียมเข้มข้นของอิหร่านและความตึงเครียดที่แทบไม่เปิดพื้นที่ให้การประนีประนอมทางการเมือง
สงครามที่เปิดฉากโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลด้วยเป้าหมายที่ประกาศไว้ว่าเพื่อ "ป้องกันวิกฤตินิวเคลียร์" อาจกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตินั้นเสียเอง ด้วยการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชอร์ (Bushehr) และการเผชิญหน้าที่ไม่มีการประนีประนอม ทำให้โอกาสที่จะเกิดฝุ่นกัมมันตภาพรังสีฟุ้งกระจายไปทั่วตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การโจมตีที่ขยับใกล้เตาปฏิกรณ์บูเชอร์
นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เตหะราน (Tehran) รายงานว่ามีการโจมตีทางทหารใกล้โรงไฟฟ้าบูเชอร์ถึง 4 ครั้ง โดยเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 เมษายน ขีปนาวุธได้ตกห่างจากแนวเขตของโรงไฟฟ้าเพียง 75 เมตร ซึ่งทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ยืนยันข้อมูลนี้จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม
Rosatom ของรัสเซียซึ่งเป็นผู้ก่อสร้างและดูแลโรงไฟฟ้า ระบุว่าการโจมตีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ถือเป็นครั้งแรกที่อาวุธตกลงในเขตคุ้มครองของโรงไฟฟ้า อเล็กเซ ลิคาเชฟ (Aleksey Likhachev) ผู้อำนวยการ Rosatom เตือนตั้งแต่วันแรกของความขัดแย้งว่า การใช้โรงไฟฟ้าที่กำลังเดินเครื่องเป็นเป้าซ้อมรบคือ "การฆ่าตัวตาย" ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเตือนว่า "เงาของหายนะรังสีที่รุนแรงกว่าเชอร์โนบิลกำลังทอดตัวเหนืออ่าวเปอร์เซีย"
ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst Case Scenario)
ปีเตอร์ คุซนิค (Peter Kuznick) ผู้อำนวยการสถาบันนิวเคลียร์ศึกษาแห่ง American University ระบุว่าหากเกิดการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีขนาดใหญ่ ไม่เพียงแต่อิหร่านเท่านั้น แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกาตาร์ (Qatar), คูเวต (Kuwait) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) อาจกลายเป็นเขตที่อยู่อาศัยไม่ได้ เนื่องจากสารเซเซียม-137 (Cesium-137) จะปนเปื้อนในระบบน้ำดื่ม ซึ่งประเทศเหล่านี้พึ่งพาระบบการกลั่นน้ำทะเล (Desalination) เกือบ 100% และยากที่จะกำจัดสารพิษออกไปได้
การล่าขุมทรัพย์ยูเรเนียมและอาวุธนิวเคลียร์
ความเสี่ยงสูงสุดอาจมาจากการปนเปื้อนของคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ซึ่งเชื่อว่าถูกเก็บไว้ใต้ดินในอิสฟาฮาน (Isfahan) และนาทานซ์ (Natanz) โดยมีการคาดการณ์ว่าปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่มีการใช้เครื่องบินถึง 150 ลำ อาจเกี่ยวข้องกับความพยายามในการค้นหาและยึดครองคลังยูเรเนียมเหล่านี้
ในขณะเดียวกัน อิสราเอลเองก็เผชิญความเสี่ยงเช่นกัน หลังจากอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีใกล้เมืองดิโมนา (Dimona) และอารัด (Arad) ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ชิมอน เปเรส เนเกฟ แม้อิสราเอลจะมีระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ดีที่สุด แต่ผู้บัญชาการระดับสูงยอมรับว่ามันไม่ได้ "ปิดสนิท 100%" และอาจเกิดความผิดพลาดได้ทุกเมื่อ
การก้าวข้ามขีดจำกัดนิวเคลียร์
คุซนิคตั้งข้อสังเกตว่า โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ทำลายจารีตและกฎหมายระหว่างประเทศเกือบทุกข้อ ซึ่งจิตวิทยาเดียวกันนี้อาจนำไปสู่การก้าวข้าม "ข้อห้ามนิวเคลียร์" (Nuclear Taboo) เช่นเดียวกับที่อิสราเอลเกือบจะใช้มันในช่วงสงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur) ปี 1973 คำถามสำคัญคือหากความฝัน 40 ปีของ เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ในการบดขยี้อิหร่านเริ่มเลือนลางไป เขาและทรัมป์จะตัดสินใจอย่างไรในช่วงเวลาคับขัน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.rt.com/news/637577-iran-nuclear-disaster-risks/