.
การเจรจาสันติภาพ สหรัฐฯ-อิหร่าน รอบสองยังไม่แน่นอน 'ทรัมป์ขู่โจมตีซ้ำ' หากไม่มีข้อตกลงก่อน 'เส้นตายคืนวันพุธ'
22-4-2026
นาฬิกานับถอยหลังสู่เส้นตายหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ (US) และอิหร่าน (Iran) เดินหน้าต่อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าการเจรจาสันติภาพรอบที่สองจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ขณะที่ปากีสถาน (Pakistan) ในฐานะประเทศเจ้าภาพยอมรับว่ายังไม่ได้รับคำยืนยันจากเตหะรานเรื่องการส่งคณะผู้แทนเข้าร่วมการหารือ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ยืนยันไม่ต้องการขยายเวลาหยุดยิงออกไป
การหยุดยิงชั่วคราวระยะเวลา 2 สัปดาห์เริ่มมีผลเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 โดยมีนายกรัฐมนตรีปากีสถานเป็นตัวกลาง แต่ตั้งแต่นั้นมา ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าละเมิดข้อตกลง ทั้งจากการโจมตีทางอากาศและการปิดล้อมทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)
ปากีสถานรอคำตอบจากเตหะราน
เจ้าภาพปากีสถานระบุผ่านรัฐมนตรีสารสนเทศ อัตตาอุลเลาะห์ ทาราร์ (Attaullah Tarar) ว่า จนถึงช่วงค่ำวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ยังไม่มี “คำตอบอย่างเป็นทางการ” จากฝ่ายอิหร่านเกี่ยวกับการส่งคณะผู้แทนเข้าร่วมการเจรจาที่กรุงอิสลามาบัด โดยย้ำว่าปากีสถานยังคงติดต่อกับฝ่ายอิหร่านอย่างต่อเนื่อง และ “เดินหน้าบนเส้นทางการทูตและการเจรจา”
ด้านแหล่งข่าวทางการทูตในปากีสถานให้ข้อมูลสอดคล้องกันกับสำนักข่าวทางการ IRNA ของอิหร่านว่า จนถึงขณะนี้ “ยังไม่มีคณะผู้แทนอิหร่านใด” เดินทางถึงอิสลามาบัด และยังไม่มีข้อมูลทั้งในช่องทางทางการหรือไม่เป็นทางการเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของอิหร่านในวงพูดคุยรอบใหม่ โดยแหล่งข่าวย้ำว่าประเด็นด้าน “ความปลอดภัย” เป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ในการพิจารณาส่งคณะเจรจาออกนอกประเทศ
ก่อนหน้านี้ สื่อต่างประเทศและสื่อในภูมิภาคหลายสำนักรายงานว่า คณะผู้แทนอิหร่านอาจเดินทางไปปากีสถานเพื่อเข้าร่วมการหารือรอบที่สองกับสหรัฐฯ ก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงจะหมดอายุในวันพุธ ทว่าเจ้าหน้าที่อิหร่านระบุชัดว่าเตหะราน “จะไม่เจรจาภายใต้เงาข่มขู่”
สหรัฐฯ ยังไม่ชัดเจนเรื่องกำหนดเดินทางของรองประธานาธิบดี
ฝั่งสหรัฐฯ รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ (JD Vance) ถูกระบุว่าเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจา แต่แหล่งข่าวจากทำเนียบขาวเปิดเผยว่า แวนซ์ยังมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมนโยบายที่วอชิงตันในวันอังคาร และยังไม่ขึ้นเครื่องเดินทางไปอิสลามาบัด ขณะที่เจ้าหน้าที่และสื่อบางส่วนยังคาดหมายว่าเขาจะเดินทางไปทันเข้าร่วมวงเจรจาหากทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ในนาทีสุดท้าย
กรุงอิสลามาบัดเองถูกยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยมีรายงานว่ามีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงนับหมื่นนายทั่วเมือง และมีการปิดล้อมพื้นที่โดยรอบโรงแรมหรูซึ่งถูกเตรียมไว้เป็นสถานที่หารือ
ทรัมป์ขู่พร้อมกลับมาโจมตี หากไร้ข้อตกลง
ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ย้ำว่าเขา “ไม่ต้องการ” ขยายเวลาหยุดยิงออกไป โดยอ้างว่า “ไม่มีเวลามากขนาดนั้น” และกล่าวในเชิงกดดันว่า “ผมคาดว่าจะต้องเริ่มทิ้งระเบิด เพราะผมคิดว่านั่นเป็นท่าทีที่ดีกว่าในการเดินหน้าเจรจา แต่เราพร้อมหมดแล้ว กองทัพพร้อมเต็มที่”
ในเวลาเดียวกัน ทรัมป์โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ กล่าวหาอิหร่านว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้งโดยไม่ลงรายละเอียด แต่ยืนยันว่ามาตรการปิดล้อมทางทะเลและการปิดกั้นท่าเรืออิหร่าน “ประสบความสำเร็จ” และช่วยให้สหรัฐฯ อยู่ใน “สถานะที่แข็งแกร่ง” ในการเรียกร้อง “ข้อตกลงที่ยอดเยี่ยม”
ด้านโฆษกรัฐบาลอิหร่าน ฟาเตเมห์ โมฮาเจรานี (Fatemeh Mohajerani) กล่าวผ่าน IRNA ว่า เตหะราน “ไม่ต้องการถูกโจมตีอีกครั้ง” แต่หากเกิดการโจมตีขึ้น อิหร่านจะ “ตอบโต้กลับอย่างหนักหน่วงกว่าที่ผ่านมาอย่างแน่นอน”
แรงกดดันจากสมรภูมิทะเล: ยึดเรือบรรทุกน้ำมัน–ปิดฮอร์มุซ
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อกองกำลังสหรัฐฯ ประกาศว่ามีการขึ้นตรวจค้นเรือบรรทุกน้ำมัน Tifani ซึ่งอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรจากการค้ากับอิหร่าน โดยระบุว่าปฏิบัติการดำเนินไป “โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรง” เรือดังกล่าวถูกระบุว่าบรรทุกน้ำมันดิบใกล้เต็มลำราว 2 ล้านบาร์เรล และให้สัญญาณปลายทางเป็นสิงคโปร์ ขณะแล่นใกล้ศรีลังกาในมหาสมุทรอินเดีย
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command) ระบุว่า สหรัฐฯ จะยังคงใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมายทางทะเลอย่างแข็งขัน เพื่อ “สกัดกั้นเครือข่ายผิดกฎหมายและยึดเรือที่ถูกคว่ำบาตรซึ่งให้การสนับสนุนด้านวัตถุแก่รัฐบาลอิหร่าน ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิบัติการอยู่ที่ใดก็ตาม”
ฝั่งอิหร่านเคยอ้างว่าการปิดล้อมเรือและการปฏิบัติการทางทะเลของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไม่พร้อมเข้าร่วมการพูดคุยรอบใหม่ แหล่งข่าวชาวอิหร่านที่ถูกติดต่อหลังเหตุการณ์ยึดเรือครั้งล่าสุดระบุว่า เตหะรานยังอยู่ระหว่างการพิจารณาท่าทีอย่างเป็นทางการต่อการเจรจาที่ปากีสถาน
ควบคู่กัน อิหร่านได้จำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเปิดทางเฉพาะเรือของตนเอง หลังจากประกาศจะเปิดช่องแคบอีกครั้งในสัปดาห์ก่อน แต่กลับลำเพราะสหรัฐฯ ปฏิเสธยกเลิกมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ส่งผลให้ช่องแคบยุทธศาสตร์แห่งนี้ยังปิดสำหรับการขนส่งเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่ และทำให้โลกขาดการขนส่งน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน
เศรษฐกิจโลก–ตลาดการเงินรับแรงสั่นสะเทือน
ความหวังว่าการเจรจารอบสองจะช่วยคลี่คลายความตึงเครียดเริ่มลดลง ส่งผลให้ตลาดการเงินตอบสนองในทิศทางลบ โดยหุ้นในวอลล์สตรีท (Wall Street) ปรับตัวลงเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ดัชนีหุ้นโลกอ่อนตัวตาม และราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นราว 3% สะท้อนความกังวลว่าความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานอาจลุกลามเป็น “ช็อกน้ำมัน” รอบใหม่
สงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงปฏิบัติการถล่มและการบุกพื้นที่เลบานอนของอิสราเอล ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันคน และก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่ออุปทานพลังงานโลก จนผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเตือนว่าหากหยุดยิงล้มเหลวและการสู้รบกลับมาปะทุเต็มรูปแบบ เศรษฐกิจโลกอาจถูกผลักเข้าใกล้ภาวะถดถอยมากยิ่งขึ้น
เส้นตายหยุดยิง: ความสับสนและเดิมพันสูง
กำหนดเวลาสิ้นสุดหยุดยิงเองก็กลายเป็นประเด็นที่มีความคลุมเครือในคำพูดของทรัมป์ โดยตอนแรกเขาประกาศว่าข้อตกลงจะมีผลเป็นเวลา 2 สัปดาห์นับจากค่ำวันอังคารที่ 7 เมษายน ตามเวลาวอชิงตัน แต่ในสัปดาห์นี้เขาระบุว่าหยุดยิงจะสิ้นสุด “เย็นวันพุธที่ 22 เมษายน” ซึ่งเท่ากับขยายเวลาออกไปราว 24 ชั่วโมง
แหล่งข่าวจากฝั่งปากีสถานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเจรจา ยืนยันว่าข้อตกลงหยุดยิงจะหมดอายุเวลา 20.00 น. ตามเวลา Eastern Time ของสหรัฐฯ วันพุธ ซึ่งเท่ากับราว 03.30 น. เช้าวันพฤหัสบดีตามเวลาอิหร่าน และเช้าวันพฤหัสบดีตามเวลาไทยที่ใกล้เคียงกัน
ขณะที่เวลาเหลือน้อยกว่าวันเต็มๆ ทั้งสองฝ่ายยังเล่นเกมกดดันกันผ่านสนามรบทางทหาร เศรษฐกิจ และข้อมูลข่าวสาร ขณะที่ปากีสถานพยายามรักษา “โต๊ะเจรจา” ให้ยังไม่ถูกพับเก็บ แม้ยังไม่มีความแน่นอนว่าคณะผู้แทนจากเตหะรานและวอชิงตันจะเดินทางมาถึงอิสลามาบัดทันก่อนที่เสียงปืนและระเบิดจะกลับมาดังอีกครั้งหรือไม่
---
IMCT NEWS