.
ขั้วโลกเหนือตึงเครียด NATO ส่งเครื่องบินรบ F-35 บินประกบเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ Tu-160 ของรัสเซียนอกน่านฟ้ายุโรป
24-6-2026
สำนักข่าว Newsweek รายงานว่า เครื่องบินทิ้งระเบิดหนักเชิงยุทธศาสตร์แบบ Tu-160 ของประเทศรัสเซีย (Russia) ซึ่งได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นในยุคสหภาพโซเวียต มีขีดความสามารถในการบรรทุกได้ทั้งระเบิดธรรมดาและระเบิดนิวเคลียร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) จำนวน 2 เครื่อง ได้ทำการบินประกบเครื่องบินทิ้งระเบิดของรัสเซียที่มีศักยภาพในการบรรทุกอาวุธนิวเคลียร์พิสัยไกล ในระหว่างการปฏิบัติภารกิจที่รัฐบาลมอสโก (Moscow) ระบุว่าเป็นเที่ยวบินฝึกซ้อมตามตารางเวลาปกติในภูมิภาคอาร์กติก (Arctic) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
แม้ว่ากลุ่มประเทศสมาชิกของ NATO มักจะส่งเครื่องบินรบขึ้นสกัดกั้นในทันทีเมื่อตรวจพบอากาศยานของรัสเซียบินเข้าใกล้เขตน่านฟ้าของกลุ่มพันธมิตร แต่การเคลื่อนกำลังพลของเครื่องบินทิ้งระเบิดที่มีขีดความสามารถทางนิวเคลียร์เลียบชายแดนใกล้กับดินแดนของ NATO โดยทั่วไปมักถูกมองว่าเป็นยุทธวิธีในการข่มขู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคอาร์กติก (Arctic) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ NATO กำลังมีความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของอิทธิพลและกำลังทหารของทั้งรัสเซียและจีน (China)
กระทรวงกลาโหมของรัสเซียแถลงว่า เครื่องบินทิ้งระเบิดความเร็วเหนือเสียงแบบ Tu-160 จำนวนหลายเครื่องได้ปฏิบัติภารกิจบินฝึกซ้อมตามกำหนดการเหนือทะเลแบเรนต์ส (Barents Sea) และทะเลนอร์เวย์ (Norwegian Sea) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยรัฐบาลมอสโกเปิดเผยเพิ่มเติมว่า เครื่องบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้รับการคุ้มกันอย่างใกล้ชิดโดยเครื่องบินขับไล่แบบ MiG-31 ของรัสเซีย ตลอดการปฏิบัติภารกิจการบินที่ยาวนานถึง 16 ชั่วโมงผ่านเขตน่านฟ้าสากล
"ในบางช่วงของเส้นทางบิน เครื่องบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ได้รับการบินประกบโดยเครื่องบินขับไล่จากต่างประเทศ" รัฐบาลรัสเซียแถลงอย่างเป็นทางการโดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของสัญชาติเครื่องบินดังกล่าวเพิ่มเติม
ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของ NATO เปิดเผยกับสำนักข่าว นิวส์วีค (Newsweek) ว่า เครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงแบบ F-35 ของประเทศนอร์เวย์ (Norway) จำนวน 2 เครื่อง ได้เข้ารับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่ากองทัพอากาศของทั้งสองฝ่ายต่างปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ "เป็นมืออาชีพ" ทั้งนี้ ภาพฟุตเทจวิดีโอที่เผยแพร่โดยทางการรัสเซียแสดงให้เห็นเครื่องบินขับไล่แบบ F-35 อย่างน้อย 1 เครื่อง บินประกบเคียงข้างอากาศยานของรัสเซียอย่างชัดเจน
ประเทศนอร์เวย์ (Norway) ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของ NATO มีเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงแบบ F-35 ครอบครองอยู่มากกว่า 50 เครื่อง โดยมีจำนวนหนึ่งประจำการอยู่ที่สถานีทางอากาศเอเวเนส (Evenes Air Station) ทางตอนเหนือของประเทศแถบนอร์ดิกแห่งนี้ ซึ่งมีทำเลที่ตั้งหันหน้าเข้าสู่ทะเลนอร์เวย์และทะเลแบเรนต์ส โดยนอร์เวย์มีแนวชายแดนทางบกติดต่อกับรัสเซียเป็นระยะทางประมาณ 120 ไมล์ ซึ่งพรมแดนของนอร์เวย์สิ้นสุดลงห่างจากฐานทัพเรือหลักของรัสเซียไปทางทิศตะวันตกไม่ไกลนัก โดยฐานทัพดังกล่าวตั้งอยู่รอบเมืองท่าแถบอาร์กติกอย่าง มูร์มันสค์ (Murmansk) และเซเวโรโมสค์ (Severomorsk) ซึ่งเป็นท่าจอดของเรือดำน้ำนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งยวดของทำเนียบเครมลิน (Kremlin) ที่พร้อมจะถูกส่งออกปฏิบัติภารกิจทันทีหากเกิดความขัดแย้งทางนิวเคลียร์ขึ้น
ทั้งนี้ ทางการนอร์เวย์มีระบบปฏิบัติการตอบโต้ที่เรียกว่า "การเตือนภัยเพื่อตอบสนองอย่างรวดเร็ว" (Quick Reaction Alert) มาอย่างยาวนาน ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลออสโล (Oslo) จะจัดเตรียมเครื่องบินขับไล่แบบ F-35 จำนวนหนึ่งคู่ให้พร้อมทะยานขึ้นบินสกัดกั้นได้ทันทีทุกเมื่อหากตรวจพบอากาศยานที่ไม่สามารถระบุสัญชาติได้ โดยกองทัพนอร์เวย์ระบุว่า โดยปกติแล้วจะปฏิบัติภารกิจเตือนภัยเพื่อตอบสนองอย่างรวดเร็วในนามของ NATO ประมาณ 40 ครั้งต่อปี และเครื่องบินขับไล่ F-35 ทั้ง 2 เครื่องจะพร้อมขึ้นบินสู่ท้องฟ้าได้ภายในระยะเวลา 15 นาทีหลังจากได้รับสัญญาณเตือนภัย
สำหรับเครื่องบินขับไล่แบบ F-35 เป็นเครื่องบินรบยุคที่ 5 (Fifth-generation) ที่ผลิตโดยสหรัฐฯ ซึ่งในปัจจุบันถือเป็นเครื่องบินรบที่ล้ำสมัยที่สุดที่เปิดใช้งานจริงในกองทัพ ขณะที่เครื่องบินรบที่เรียกกันว่ายุคที่ 6 (Sixth-generation) ซึ่งจะมีคุณสมบัติเด่นในการตรวจจับด้วยระบบเรดาร์ของข้าศึกได้ยากยิ่งขึ้น มีระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า และมีระบบการทำงานที่บูรณาการร่วมกับอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนอย่างใกล้ชิด ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการวิจัยและพัฒนาเท่านั้น โดยในปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศสมาชิก NATO ทั้งหมดที่ได้จัดซื้อหรือส่งคำสั่งซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ F-35 นี้ไปแล้ว
นอกจากนี้ ภูมิภาคอาร์กติก (Arctic) ยังจัดเป็นพื้นที่ของโลกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงที่สุด โดยการละลายของน้ำแข็งได้เปิดเส้นทางคมนาคมใหม่ๆ ทั้งในมิติการเดินเรือทางพลเรือนและการเคลื่อนกำลังพลทางทหาร แม้ว่าประเทศในภูมิภาคอาร์กติกส่วนใหญ่จากทั้งหมด 8 ประเทศจะเป็นสมาชิกของ NATO แต่รัสเซียยังคงเป็นประเทศที่มีอิทธิพลและบทบาทครอบงำมากที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยรัฐบาลมอสโก (Moscow) มีความคุ้นเคยอย่างยิ่งกับการปฏิบัติงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและยากลำบากของภูมิภาคอาร์กติก ทั้งยังได้สร้างเมืองที่มีประชากรพลเรือนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล (Arctic Circle) แทนที่จะสร้างเพียงค่ายทหารห่างไกลที่เน้นภารกิจทางการทหารเพียงอย่างเดียว
ในปัจจุบัน ทำเนียบเครมลิน (Kremlin) ยังคงเดินหน้าเปิดใช้งานฐานทัพในยุคโซเวียตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ควบคู่ไปกับการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารใหม่ๆ ในภูมิภาคอาร์กติก ขณะที่ประเทศจีน (China) ได้ประกาศตนเองเป็นรัฐที่ "อยู่ใกล้ภูมิภาคอาร์กติก" (Near-Arctic State) เพื่อหวังเข้ามามีบทบาทในเส้นทางยุทธศาสตร์นี้ด้วยเช่นกัน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.newsweek.com/russia-nuclear-bombers-followed-by-nato-fighter-jets-off-europe-coast-12107817?utm_medium=Social&utm_source=Facebook&fbclid=IwY2xjawSnw4VleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFVa1l4elNSYWF2a1FENXZFc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHptaYRgi_0wkcQw1ba0LaBFoPLnd6H05l4m2gF8KGrzJoSfI3oyGsnjP56nj_aem_eZAGUs7yVTlge79y6HjhMg#Echobox=1782220303a