รูบิโอ ตรียมเยือนอินเดีย ฟื้นฟูความสัมพันธ์Quad
รูบิโอ ตรียมเยือนอินเดีย หวังฟื้นฟูความสัมพันธ์กลุ่ม Quad ท่ามกลาง รอยร้าวยุคทรัมป์ หลังศึกภาษี–วีซ่า–ปากีสถาน
13-5-2026
Foreign Policy รายงานว่า มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (US) มีกำหนดการเดินทางเยือนประเทศอินเดีย (India) ในเดือนนี้ เพื่อร่วมประชุมกับรัฐมนตรีต่างประเทศจากกลุ่มภาคีความมั่นคง Quad (Quadrilateral Security Dialogue) พร้อมความพยายามในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกรุงวอชิงตัน (Washington) และกรุงนิวเดลี (New Delhi) ซึ่งการเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยากลำบาก หลังจากความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีต้องเผชิญกับความตึงเครียดอย่างหนักตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
เป้าหมายหลักของการเยือนครั้งนี้คือการเข้าร่วมประชุมกลุ่ม Quad ร่วมกับรัฐมนตรีจากประเทศออสเตรเลีย (Australia), ประเทศญี่ปุ่น (Japan) และประเทศอินเดีย (India) รวมถึงการหารือด้านการค้าและพลังงานกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอินเดีย โดยในกรุงนิวเดลี (New Delhi) มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) มีแนวโน้มจะได้เข้าพบกับ วิกรม มิสรี (Vikram Misri) ปลัดกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย ซึ่งเพิ่งเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันเมื่อเดือนที่แล้ว นอกเหนือจากการพบปะกับคู่เจรจาอย่างเป็นทางการคือ เอส. ไจชันการ์ (S. Jaishankar) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย
อย่างไรก็ตาม การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อพิจารณาจากอุปสรรคในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ (US) และอินเดีย (India) รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าการประชุมสุดยอดผู้นำ Quad เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งอินเดียถูกกำหนดให้เป็นเจ้าภาพ ต้องถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากความตึงเครียดระดับทวิภาคีดังกล่าว
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ (US) และอินเดีย (India) เริ่มปริร้าวหลังจากความขัดแย้งระยะสั้นแต่รุนแรงระหว่างอินเดียและปากีสถาน (Pakistan) เมื่อหนึ่งปีก่อน ซึ่งเกิดขึ้นตามหลังเหตุโจมตีจากกลุ่มก่อการร้ายในพื้นที่แคชเมียร์ (Kashmir) ภายใต้การปกครองของอินเดีย โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ระบุว่าการเข้ามาแทรกแซงของเขาทำให้วิกฤตสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว แต่อินเดียซึ่งคัดค้านความพยายามของบุคคลภายนอกในการแก้ไขข้อพิพาทกับปากีสถานมาโดยตลอด ยืนยันว่าสหรัฐฯ ไม่ได้มีบทบาทใดๆ ในการเอื้ออำนวยให้เกิดการหยุดยิง
เป็นที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่า โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) รู้สึกไม่พอใจที่อินเดียปฏิเสธจะให้เครดิตแก่เขาในการช่วยยุติความขัดแย้ง ในขณะที่ปากีสถาน (Pakistan) กลับดำเนินนโยบายในทางตรงกันข้ามด้วยการยกย่องบทบาทของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการรับประกันการหยุดยิง และถึงขั้นเสนอชื่อเขาเข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้เชิญพลเอก อาซิม มูนีร์ (Asim Munir) ผู้บัญชาการกองทัพบกปากีสถาน ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ณ ทำเนียบขาว (White House) ซึ่งท่าทีดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจและสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่กรุงนิวเดลี (New Delhi)
ต่อมาในเดือนสิงหาคม โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรต่ออินเดียในอัตราร้อยละ 50 โดยอ้างเหตุผลจากการที่อินเดียจัดซื้อน้ำมันและอาวุธจากประเทศรัสเซีย (Russia) ซึ่งแม้ว่าวอชิงตันและนิวเดลีจะเริ่มการเจรจาทางการค้าและบรรลุข้อตกลงชั่วคราวในเดือนกุมภาพันธ์ โดยกำหนดใหสินค้าอินเดียส่วนใหญ่เผชิญภาษีสหรัฐฯ ที่ร้อยละ 18 แต่คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ (US Supreme Court) ที่ให้ยกเลิกมาตรการภาษีหลายรายการของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ส่งผลให้ข้อตกลงนี้กลายเป็นโมฆะในที่สุด
กระนั้นก็ตาม การกระทำของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้สร้างความเสียหายอย่างมากต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี ตั้งแต่การเชิญ อาซิม มูนีร์ (Asim Munir) ไปยังทำเนียบขาว ไปจนถึงกลยุทธ์การกดดันทางการค้าที่สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ของอินเดีย ส่งผลให้ความเชื่อมั่นที่สร้างสมมานานหลายทศวรรษโดยรัฐบาลทั้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันต้องสูญเสียไป
นอกจากนี้ มาตรการเข้มงวดในการเข้าถึงวีซ่าประเภท H-1B ซึ่งอนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติทำงานในสหรัฐฯ ได้นานสูงสุด 5 ปี ยังสร้างความปั่นป่วนให้กับความสัมพันธ์เมื่อปีที่ผ่านมา โดยภายใต้ความกดดันด้านการย้ายถิ่นฐานจากฐานเสียงของเขา โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้จำกัดการเข้าถึงวีซ่าเหล่านี้อย่างรุนแรงด้วยการเก็บค่าธรรมเนียมจากนายจ้างที่ยื่นคำร้องสูงถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนโยบายนี้ส่งผลกระทบต่อชาวอินเดียอย่างไม่เป็นธรรม เนื่องจากชาวอินเดียครองสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของผู้ที่ได้รับการอนุมัติวีซ่า H-1B ในปี 2025 (พ.ศ. 2568)
ประเด็นล่าสุดที่เกิดขึ้นและมีแนวโน้มจะทำให้คู่เจรจาในนิวเดลีระมัดระวังต่อการเข้าหาของ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) คือการที่ปากีสถาน (Pakistan) กลายเป็นตัวกลางที่คาดไม่ถึงระหว่างสหรัฐฯ (US) และประเทศอิหร่าน (Iran) ซึ่งรัฐบาลทรัมป์ได้แสดงความยินดีต่อบทบาทนี้ แม้ว่าการประชุมนาน 21 ชั่วโมงกับผู้เจรจาชาวอิหร่านในกรุงอิสลามาบัด (Islamabad) เมื่อเดือนเมษายนจะล้มเหลวในการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม แต่ปากีสถานยังคงมีส่วนร่วมในความพยายามยุติสงคราม ขณะที่อินเดียพบว่าตนเองถูกลดบทบาทลงในกระบวนการนี้
จากปัจจัยทั้งหมดนี้ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) มีแนวโน้มที่จะได้รับการต้อนรับที่สุภาพแต่เย็นชาในกรุงนิวเดลี และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ยังทำให้ภารกิจนี้ยากลำบากยิ่งขึ้น โดยเมื่อเดือนที่แล้ว ผู้นำสหรัฐฯ ได้แชร์ข้อความจาก ไมเคิล ซาเวจ (Michael Savage) พิธีกรวิทยุฝ่ายอนุรักษนิยมที่เรียกประเทศจีน (China) และอินเดีย (India) ว่าเป็นประเทศ "นรกส่งมาเกิด (hellhole)" และเรียกชาวอินเดียว่าเป็น "กลุ่มอันธพาลพร้อมแล็ปท็อป (gangsters with laptops)"
ทางด้านอินเดีย ซึ่งเคยแสดงความอดกลั้นโดยไม่ตอบโต้ต่อวาทะที่รุนแรงก่อนหน้านี้จากตัว โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เอง ได้ออกมาวิจารณ์ความเห็นดังกล่าวว่า "เป็นการขาดข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และรสนิยมแย่มาก" ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในท่าทีของอินเดีย โดยในวาระแรกของการดำรงตำแหน่ง แม้จะมีรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จะล้อเลียนนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี (Narendra Modi) เป็นส่วนตัว แต่เขาไม่เคยดูหมิ่นอินเดียต่อสาธารณะ ทว่าในปัจจุบัน โดนัลด์ ทรัมป์ และเจ้าหน้าที่ของเขาได้ใช้ภาษาที่แสดงถึงการข่มผู้อื่นในการเจรจาการค้ากับอินเดีย แม้จะยังคงมีการชื่นชม นเรนทรา โมดี เป็นรายบุคคลก็ตาม
---
IMCT NEWS
ที่มา https://foreignpolicy.com/2026/05/12/rubio-us-india-new-delhi-visit-quad-meeting/