.
ฝรั่งเศสปรับยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ มาครงฉีกหลักนิยม 65 ปี เสนอร่มนิวเคลียร์คุ้มครองยุโรปจากรัสเซีย แม้ไร้สหรัฐฯ ‘โปแลนด์–เยอรมนี–เนเธอร์แลนด์’ พร้อมร่วม
27-5-2026
The Telegraph รายงานว่า ฝรั่งเศสปรับยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ครั้งสำคัญ ประกาศพร้อมปกป้องยุโรปท่ามกลางความไม่แน่นอนของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) แห่งประเทศฝรั่งเศส (France) ได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงหลักนิยมทางทหารครั้งสำคัญที่สุดในรอบ 65 ปี ด้วยการประกาศพร้อมนำเสนอขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของฝรั่งเศสเพื่อปกป้องภูมิภาคยุโรป (Europe) จากภัยคุกคามของประเทศรัสเซีย (Russia) โดยพร้อมดำเนินการด้วยตนเองหากจำเป็น โดยไม่ต้องพึ่งพาประเทศสหรัฐฯ (US)
ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่ฐานทัพเรืออีล ลองก์ (Île Longue base) ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น "มหาวิหารแห่งอธิปไตย" ของฝรั่งเศส นายมาครงประกาศว่า "เราต้องเป็นที่เกรงขามหากต้องการมีเสรีภาพ และเพื่อที่จะเป็นที่เกรงขาม เราต้องมีความแข็งแกร่ง" โดยเขาให้คำมั่นว่าจะเสริมความแข็งแกร่งและปรับปรุงขีดความสามารถในการป้องปราม (deterrent) ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อให้ประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ต้องตระหนักและยับยั้งชั่งใจก่อนตัดสินใจโจมตียุโรป โดยฝรั่งเศสจะเพิ่มจำนวนคลังแสงและจะปกปิดจำนวนหัวรบ รวมถึงสถานที่ตั้งของเครื่องบินและเรือดำน้ำที่มีขีดความสามารถทางนิวเคลียร์
ยุทธศาสตร์ 'การป้องปรามเชิงรุก' (Forward Deterrence)
แผนยุทธศาสตร์ของนายมาครงคือการสร้าง "การป้องปรามเชิงรุก" (forward deterrence) เพื่อสร้างแนวป้องกันนิวเคลียร์ภายใต้การควบคุมของยุโรป ท่ามกลางสถานการณ์ที่นายวลาดีเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ได้ข่มขู่เมืองหลวงของยุโรปด้วยอาวุธวันสิ้นโลก รวมถึงการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีบริเวณชายแดนยุโรปในแคว้นคาลินินกราด (Kaliningrad) และประเทศเบลารุส (Belarus)
ภายใต้แผนงานนี้ ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร (UK) ซึ่งเป็นสองมหาอำนาจนิวเคลียร์ในยุโรปและสมาชิกองค์การนาโต (NATO) จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยเรือดำน้ำติดขีปนาวุธนำวิถีของทั้งสองประเทศจะปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เครื่องบินรบราฟาล (Rafale) ของฝรั่งเศสที่บรรทุกอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี จะหมุนเวียนไปประจำการตามฐานทัพในประเทศพันธมิตรเพื่อทำการฝึกซ้อมร่วมกัน ทั้งนี้ คลังแสงนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส (290 หัวรบ) และสหราชอาณาจักร (225 หัวรบ) ถือว่ามีขนาดเล็กกว่าของประเทศรัสเซีย (5,459 หัวรบ) และสหรัฐฯ (5,177 หัวรบ) อย่างมาก แต่ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์จะช่วยซื้อเวลาให้ประเทศในยุโรปปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์แบบดั้งเดิม
แนวร่วมประเทศพันธมิตร
ปัจจุบัน หลายประเทศในยุโรปเริ่มหันมาสนับสนุนแผนของนายมาครง โดยมีการลงนามในปฏิญญานอร์ทวูด (Northwood Declaration) ระหว่างฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรเมื่อปีที่ผ่านมา และสนธิสัญญาเคนซิงตัน (Kensington Treaty) ปี 2025 ที่ร่วมกับโปแลนด์ (Poland) และเยอรมนี (Germany) นอกจากนี้ ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands), เบลเยียม (Belgium), กรีซ (Greece), สวีเดน (Sweden) และเดนมาร์ก (Denmark) ต่างพร้อมเข้าร่วมกรอบความร่วมมือดังกล่าว แม้ว่าประเทศสเปน (Spain) และอิตาลี (Italy) จะยังปฏิเสธการเข้าร่วมก็ตาม ส่วนนายกรัฐมนตรีอันเดรย์ บาบิช (Andrej Babiš) แห่งสาธารณรัฐเช็ก (Czech Republic) ได้แสดงท่าทีพร้อมเข้าร่วม แม้จะมีพื้นฐานทางการเมืองที่เคยสนับสนุนรัสเซียก็ตาม
ขีดความสามารถทางเทคนิคและการปฏิบัติการ
ฝรั่งเศสเป็นประเทศเดียวในยุโรปที่มีอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีแบบปล่อยจากอากาศ (airborne tactical nuclear weapons) อย่างอิสระ เครื่องบินราฟาล (Rafale) ติดตั้งขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงแบบปล่อยจากอากาศสู่พื้น (ASMP-A) และกำลังพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก (ASN4G) ที่จะรองรับการใช้งานกับราฟาลรุ่น F5 ในอนาคต นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังสั่งซื้อเครื่องบินราฟาลเพิ่ม 61 ลำ และกำลังพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์รุ่นที่สาม (SNLE 3G) เพื่อทดแทนเรือรุ่นปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าจะส่งมอบได้ในปี 2035
แม้การสั่งใช้พลังนิวเคลียร์จะยังคงอยู่ภายใต้การตัดสินใจของประธานาธิบดีฝรั่งเศสแต่เพียงผู้เดียว แต่สิ่งนี้สร้าง "ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางยุทธศาสตร์" ให้กับนายวลาดีเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ซึ่งต้องคำนึงถึงฝรั่งเศสแม้จะลดระดับความสำคัญของสหรัฐฯ ลงก็ตาม
ข้อแตกต่างทางหลักนิยม
หลักนิยมของฝรั่งเศสยังรวมถึงแนวคิด "การยิงเตือนด้วยนิวเคลียร์" (nuclear warning shot) ซึ่งเป็นการโจมตีจำกัดเป้าหมายทางทหารเพียงครั้งเดียวและไม่ทำซ้ำ ซึ่งแตกต่างจากหลักนิยมของสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้ทำสงครามนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีแบบยืดเยื้อได้ โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าในมุมมองของฝรั่งเศส ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการยิงเตือนอาจนำไปสู่หายนะสิ้นโลก (apocalypse) ซึ่งถือว่าแตกต่างจากการใช้อาวุธสงครามแบบปกติอย่างชัดเจน
บริบททางการเมืองในอนาคต
ยุทธศาสตร์ของนายมาครงมีขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง โดยฝรั่งเศสจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนเมษายน 2027 ซึ่งนายมาครงไม่สามารถลงสมัครต่อได้ ทั้งนี้ นายจอร์แดน บาร์เดลลา (Jordan Bardella) ผู้สืบทอดทางการเมืองของนางมารีน เลอ แปน (Marine Le Pen) จากพรรคเนชันแนลแรลลี (National Rally) ซึ่งมีจุดยืนใกล้ชิดกับรัสเซียในอดีต เป็นตัวเต็งในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยแหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคระบุว่า การเสนอตัวเป็น "ร่มนิวเคลียร์" ให้ยุโรปนั้นจะต้องมีสิ่งตอบแทน (quid pro quo) ที่เหมาะสมเสมอ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.telegraph.co.uk/world-news/2026/05/26/how-europe-learnt-to-love-the-bomb/