.
สมเด็จพระสันตะปาปา “เลโอ ที่ 14” เรียกร้องให้ปลดอาวุธ AI จี้โลกทำสนธิสัญญาควบคุมอาวุธปัญญาประดิษฐ์
26-5-2026
สำนักข่าว RT รายงานว่า สมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 (Pope Leo XIV) ทรงออกสารสมณกระฎีกาเตือนอย่างเข้มข้นต่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยชี้ว่า AI กำลังมีส่วนทำให้ “สงครามถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ” และกำลังถ่ายโอนอำนาจตัดสินใจเป็นความเป็น–ความตายจากมนุษย์ไปสู่ “ตัวแสดงทางเทคโนโลยี” ที่ไม่ต้องรับผิดชอบ
พระสันตะปาปาซึ่งประสูติในสหรัฐฯ ทรงเผยแพร่คำเตือนดังกล่าวเมื่อวันจันทร์ ผ่านสมณสาส์น (encyclical) ฉบับใหม่ชื่อ ‘Magnifica Humanitas’ (Magnificent Humanity) ความยาวราว 42,000 คำ โดยเน้นย้ำว่า “การเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรมทางทหาร (military-industrial complex) ได้กลายเป็นลักษณะเด่นของภูมิทัศน์การเมืองร่วมสมัย” และนำไปสู่ “การฟื้นคืนของสงครามในฐานะเครื่องมือของการเมืองระหว่างประเทศ” ในลักษณะที่น่ากังวล
ในบริบทดังกล่าว สมณสาส์นระบุว่า “การพัฒนาและการใช้ AI ในสงครามจะต้องถูกจำกัดด้วยกรอบจริยธรรมที่เข้มงวดที่สุด เพื่อค้ำประกันการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิต และเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันพัฒนาอาวุธประเภทนี้”
ตามธรรมเนียม สมณสาส์นเป็นเอกสารที่สมเด็จพระสันตะปาปาใช้เพื่อกำหนดคำสอนต่อประเด็นสังคมสำคัญในยุคของพระองค์ เช่น ในปี 1891 สมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 (Pope Leo XIII) ผู้เป็นแรงบันดาลใจของพระนามปัจจุบัน เคยกล่าวถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมและความเหลื่อมล้ำระหว่างนายทุนกับกรรมกรในสมณสาส์น ‘Rerum Novarum’ ขณะที่สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรานซิส (Pope Francis) เคยทรงหยิบยกปัญหาสภาพภูมิอากาศในเอกสาร ‘Laudato Si’ เมื่อปี 2015
นับตั้งแต่ได้รับเลือกขึ้นดำรงตำแหน่งเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว สมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ได้ทรงเตือนหลายครั้งถึงพลังทำลายล้างของเทคโนโลยี เคยทรงระบุว่า AI อาจเป็นภัยต่อ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความยุติธรรม และแรงงาน” ในการปราศรัยต่อคณะพระคาร์ดินัลเมื่อปีที่ผ่านมา สมณสาส์นฉบับล่าสุดถือเป็นการยกระดับคำเตือนขึ้นอีกขั้น โดยทรงเรียกร้องให้มีสนธิสัญญาระดับโลกเพื่อ “ปลดอาวุธ” เทคโนโลยี AI ป้องกันไม่ให้มัน “ปกครองมนุษยชาติ”
ท้าชนซิลิคอนแวลลีย์
แม้สมณสาส์นจะไม่ได้เอ่ยชื่อบริษัทด้านเทคโนโลยีและผู้รับเหมาป้องกันประเทศในซิลิคอนแวลลีย์อย่าง Palantir หรือ Anduril Industries โดยตรง แต่พระสันตะปาปาทรงเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากรัฐไปสู่ “ตัวแสดงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีรายใหญ่”
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ Palantir ได้เติบโตขึ้นอย่างมาก ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI ของบริษัทถูกใช้โดยกองทัพสหรัฐฯ ในการคัดเลือกเป้าหมายโจมตีในอิหร่าน และโดยกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ในการวางแผนโจมตีในฉนวนกาซา รายงานระบุว่า ในกรณีหนึ่ง ระบบของ Palantir ได้เลือกโรงเรียนประถมหญิงในเมืองมินาบ (Minab) เป็นเป้าหมายโจมตี จากข้อมูลแผนที่เก่าที่มนุษย์จัดทำ ส่งผลให้การโจมตีด้วยขีปนาวุธคร่าชีวิตเด็กนักเรียนหญิงกว่า 160 คนในวันเปิดฉากสงคราม
สมเด็จพระสันตะปาปาทรงประณามแนวโน้มการทำสงครามแบบอัตโนมัติเพิ่มขึ้น โดยระบุว่า “เป็นสิ่งที่รับไม่ได้อย่างยิ่งที่จะมอบหมายการตัดสินใจปลิดชีวิตหรือการกระทำที่ไม่อาจย้อนกลับได้ให้กับระบบเทคโนโลยี” และเน้นว่าระบบที่มี AI สนับสนุนจะต้องรักษา “สายโซ่แห่งความรับผิดชอบ” เอาไว้ โดย “ผู้ที่ออกแบบ ฝึกสอน อนุมัติ และใช้งานเทคโนโลยี จะต้องถูกถือว่าต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตน”
จุดยืนของวาติกันแตกต่างอย่างเด่นชัดจากแถลงการณ์เชิงอุดมการณ์ที่ อเล็กซ์ คาร์ป (Alex Karp) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Palantir เผยแพร่เมื่อเดือนก่อน ซึ่งเขาอ้างว่า บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ มี “พันธกรณีเชิงบวก” ที่ต้องช่วยเหลือกองทัพสหรัฐฯ เรียกร้องให้เยอรมนีและญี่ปุ่นกลับมามีกำลังทหารเข้มแข็งขึ้น และโจมตีแนวคิดที่เรียกร้องให้ “ถกเถียงเชิงสัญลักษณ์” ว่าควรพัฒนาเทคโนโลยีที่มีการใช้ประโยชน์ทางทหารและความมั่นคงแห่งชาติหรือไม่
อย่างไรก็ดี สมเด็จพระสันตะปาปาก็มีพันธมิตรบางส่วนในแวดวง AI คริสโตเฟอร์ โอลาห์ (Christopher Olah) ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic ได้เข้เฝ้าที่วาติกันเมื่อวันจันทร์ โดยกล่าวต่อที่ประชุมผู้นำอาวุโสของศาสนจักรว่า ห้องปฏิบัติการด้าน AI ดำเนินงานอยู่ภายใต้ “โครงสร้างแรงจูงใจและข้อจำกัด” ที่อาจขัดแย้งกับการ “เลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง” และการกำกับดูแลอุตสาหกรรมนี้เป็น “ภารกิจทางศีลธรรมระดับประวัติศาสตร์”
ศึกปะทะกับทรัมป์
ทั้ง โอลาห์ (Olah) และสมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 ต่างตกเป็นเป้าการโจมตีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทรัมป์สั่งยกเลิกสัญญาโครงการของกระทรวงกลาโหมกับ Anthropic เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ หลังบริษัทปฏิเสธให้ใช้ซอฟต์แวร์ของตนในระบบสอดแนมมวลชนภายในประเทศหรืออาวุธอัตโนมัติเต็มรูปแบบ
ต่อมาอีกสองเดือน ทรัมป์ได้ออกแถลงการณ์โจมตีสมเด็จพระสันตะปาปาอย่างรุนแรง กล่าวหาว่าพระองค์ “อ่อนแอ” เนื่องจากทรงคัดค้านสงครามสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่าน สมเด็จพระสันตะปาปาเคยวิจารณ์คำขู่ของทรัมป์ที่ประกาศจะ “ทำลายอารยธรรมของอิหร่าน” ว่า “ไม่อาจยอมรับได้โดยสิ้นเชิง” และทรงตักเตือน พีต เฮกเสธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามของสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้ชาวอเมริกัน “อธิษฐานขอชัยชนะในพระนามพระเยซูคริสต์” โดยพระสันตะปาปาตรัสโต้ว่า “พระเจ้าไม่ได้สดับคำอธิษฐานของผู้ที่ทำสงคราม”
นอกจากประเด็น AI และตะวันออกกลางแล้ว สมเด็จพระสันตะปาปายังทรงประณามแนวโน้มการเสริมสร้างกำลังทางทหารในยุโรป โดยเตือนว่าการแข่งขันติดอาวุธ “ทำให้การลงทุนด้านการศึกษาและสาธารณสุขลดลง บั่นทอนความไว้วางใจในกระบวนการทูต และทำให้กลุ่มชนชั้นนำที่ไม่ใส่ใจต่อประโยชน์ส่วนรวมร่ำรวยยิ่งขึ้น”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.rt.com/news/640547-pope-ai-weapons-warning/