.
ฮูตีประกาศ “ห้ามเรืออิสราเอลทั้งหมด” ขณะที่วิกฤตคอขวดทางทะเลสองจุดสำคัญซ้ำเติมปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลก
9-6-2026
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นสูงสุดถึง 5% แตะ 97.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ซื้อขายอยู่ราว 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังการสู้รบระลอกใหม่ระหว่างอิหร่านและอิสราเอลคุกคามที่จะทำให้ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านล่มสลาย และอาจส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของพลังงานโลกมากยิ่งขึ้น
ในด้านเส้นทางเดินเรือเชิงยุทธศาสตร์ กลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านได้ประกาศห้ามเรืออิสราเอลทุกลำเดินเรือในทะเลแดงตอนใต้ พร้อมเตือนว่าเรืออิสราเอลทุกลำ หรือเรือที่มีความเชื่อมโยงกับอิสราเอล จะถูกมองว่าเป็นเป้าหมายทางทหาร
“ประการแรก: เราประกาศห้ามการเดินเรือของศัตรูอิสราเอลในทะเลแดงโดยสมบูรณ์ และถือว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดของศัตรูเป็นเป้าหมายทางทหารสำหรับกองกำลังติดอาวุธของเรา นับตั้งแต่วินาทีที่แถลงการณ์ฉบับนี้มีผลบังคับใช้”
กลุ่มดังกล่าวระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์
แถลงการณ์ยังกล่าวต่อว่า“ประการที่สอง: เราขอยืนยันว่า จะตอบโต้การยกระดับความรุนแรงด้วยการยกระดับความรุนแรงเช่นกัน และปฏิบัติการทางทหารของเราจะเพิ่มระดับตามพัฒนาการของสถานการณ์ ตามสภาพการสู้รบ และสอดประสานกับแนวร่วมญิฮาดและการต่อต้าน”
นอกจากนี้ แถลงการณ์ระบุว่า“ประการที่สาม: เราขอยืนยันสิทธิของประชาชนของเรา และประชาชนของชาติอิสระทั้งหลาย ในการเผชิญหน้ากับการรุกรานของสหรัฐฯ และอิสราเอล และเราจะไม่ยืนนิ่งเฉยต่อการปิดล้อมอันไม่เป็นธรรมที่ถูกกำหนดต่อประชาชนของเรา และประชาชนในแนวร่วมญิฮาดและการต่อต้านในปาเลสไตน์ กาซา อิหร่าน เลบานอน และอิรัก”
“ความพยายามทั้งหมดของศัตรูจะล้มเหลว หากพระเจ้าทรงประสงค์ และปฏิบัติการของเราจะดำเนินต่อไปตราบเท่าที่การรุกรานและการปิดล้อมต่อเราและแนวร่วมญิฮาดและการต่อต้านยังคงดำเนินอยู่”แถลงการณ์สรุป
การประกาศครั้งนี้มีลักษณะคล้ายกับปฏิบัติการของกลุ่มฮูตีในช่วงปลายปี 2023 ซึ่งกองกำลังกบฏได้โจมตีเรือที่มีความเชื่อมโยงกับอิสราเอล หรือเรือที่มุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิสราเอลในหรือบริเวณใกล้กับช่องแคบบับอัลมันเดบ (Bab-el-Mandeb Strait)
ในขณะนั้น กลุ่มฮูตีอธิบายว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้ต่อสงครามในฉนวนกาซา
ความเป็นไปได้ที่การเดินเรือผ่านช่องแคบบับอัลมันเดบในทะเลแดงตอนใต้จะถูกรบกวน จะยิ่งเพิ่มปัญหาให้กับการค้าทางทะเลของโลก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญสำหรับการค้าระหว่างเอเชียกับยุโรป รวมถึงการส่งออกพลังงานจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
ณ จุดที่แคบที่สุด ช่องแคบแห่งนี้มีความกว้างเพียงประมาณ 18 ไมล์ (ราว 29 กิโลเมตร) ทำให้เรือพาณิชย์มีความเปราะบางต่อการโจมตีด้วยโดรนพลีชีพ ขีปนาวุธ ทุ่นระเบิดทางทะเล และเรือขนาดเล็กเป็นอย่างมาก
การหยุดชะงักของการเดินเรือผ่านช่องแคบบับอัลมันเดบ (Bab-el-Mandeb Strait) ในครั้งก่อน ส่งผลให้เรือจำนวนมากต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ทางตอนใต้ของแอฟริกา ซึ่งทำให้ระยะเวลาเดินทางยาวนานขึ้น เพิ่มการใช้เชื้อเพลิง ค่าเบี้ยประกันภัย และต้นทุนการขนส่งโดยรวม
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยระบุว่า การโจมตีในทะเลแดงส่งผลให้ปริมาณการค้าผ่านคลองสุเอซลดลงกว่าครึ่งหนึ่งในช่วงต้นปี 2024 ขณะที่ปริมาณการเดินเรือที่เปลี่ยนไปใช้เส้นทางผ่านแหลมกู๊ดโฮปเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ความเสี่ยงสำคัญในขณะนี้คือการที่เส้นทางคอขวดทางทะเลสำคัญทั้งสองแห่งอาจเผชิญกับการหยุดชะงักพร้อมกัน
ช่องแคบบับอัลมันเดบเป็นเสมือน “เส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลก” ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซได้ส่งผลกระทบต่อ “เส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของโลก” อยู่แล้ว
หากเส้นทางคอขวดทางทะเลทั้งสองแห่งเกิดการติดขัดพร้อมกัน จะถูกมองว่าเป็นการยกระดับสถานการณ์ครั้งใหญ่ ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลก ก่อให้เกิดต้นทุนค่าขนส่งและค่าเบี้ยประกันภัยที่สูงขึ้น รวมถึงอาจนำไปสู่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อระลอกใหม่
ที่มา https://www.zerohedge.com/commodities/houthis-declare-total-ban-israeli-ships-dual-chokepoint-crisis-stokes-supply-chain