.
รัสเซีย-อิหร่านจับมือด้วยผลประโยชน์ร่วม เบี่ยงความสนใจโลก-บั่นทอนคลังอาวุธสหรัฐฯ จับตาความร่วมมือไซเบอร์
28-7-2026
CSIS รายงานว่า ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศรัสเซีย (Russia) และประเทศอิหร่าน (Iran) ถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์แห่งตนและเป้าหมายร่วมในการเผชิญหน้ากับชาติศัตรูฝั่งตะวันตก ทั้งสองรัฐต่างดำเนินการเพื่อดึงความสนใจของประชาคมโลกออกจากความขัดแย้งของตนเอง พร้อมๆ กับการบั่นทอนและลดทอนคลังอาวุธของประเทศสหรัฐฯ (US)
ทบทวนทำความเข้าใจความร่วมมือทางไซเบอร์ระหว่างรัสเซียและอิหร่าน
รายงานการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศรัสเซีย (Russia) และประเทศอิหร่าน (Iran) ในความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ถือเป็นประเด็นความกังวลที่เกิดขึ้นจริง แม้รัสเซียจะแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองและถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรน (drone technologies) ให้แก่อิหร่านจนสร้างความได้เปรียบแบบไม่สมมาตรในภูมิภาค แต่ความร่วมมือด้านปฏิบัติการทางไซเบอร์ (cyber operations) กลับถูกตีความและเข้าใจผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้อกล่าวอ้างที่ว่ารัสเซียสนับสนุนไซเบอร์แก่อิหร่าน หรือแฮกเกอร์ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันจัดตั้งกองกำลังพันธมิตร ล้วนตั้งอยู่บนฐานหลักฐานที่เบาบางอย่างยิ่ง
รัสเซียและอิหร่านเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่ค่อยไว้วางใจกันนัก ย่อมมีความเสี่ยงโดยธรรมชาติในการแบ่งปันขีดความสามารถทางเทคนิคขั้นสูงให้แก่กัน นอกจากนี้ กิจกรรมทางไซเบอร์ที่ปรากฏในข่าวสร้างความได้เปรียบที่แท้จริงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ว่าจะในสงครามรัสเซีย-ยูเครน หรือสหรัฐฯ-อิหร่าน แม้มอสโกและเตหะรานอาจมีความร่วมมือทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นในอนาคตผ่านหน่วยงานรัฐ เอกชน หรือมหาวิทยาลัย แต่หลักฐานในปัจจุบันยังไม่สามารถยืนยันรายงานที่เกินจริงของสื่อมวลชนได้
เจาะลึกระบบนิเวศทางไซเบอร์ของรัสเซียและอิหร่าน
ระบบนิเวศทางไซเบอร์ (cyber ecosystem) ของประเทศรัสเซีย (Russia) มีความกว้างขวางและซับซ้อน ประกอบด้วยหน่วยงานข่าวกรองรัฐ บริษัทฉากหน้า (front companies) อาชญากรไซเบอร์ที่ถูกรัฐข่มขู่หรือดำเนินงานอิสระ ผู้รับเหมาเอกชน และแฮกเกอร์รักชาติ (patriotic hackers) ผู้เล่นเหล่านี้ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน และนำขีดความสามารถมาใช้คุกคามตะวันตกในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น หน่วยไซเบอร์ของสำนักงานความมั่นคงแห่งรัฐ หรือ เอฟเอสบี (Federal Security Service: FSB) ที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ขณะที่กลุ่มมัลแวร์เรียกไถ่ (ransomware groups) ผสานรวมกับรัฐแต่ยังขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจทางการเงินส่วนตัว
ในส่วนของประเทศอิหร่าน (Iran) มีระบบนิเวศไซเบอร์แบบกระจายอำนาจที่ซับซ้อนไม่แพ้กัน ครอบคลุมหน่วยข่าวกรองทหารและพลเรือน โดยเฉพาะกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หรือ ไออาร์จีซี (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) และกระทรวงข่าวกรองและความมั่นคง หรือ เอ็มโอไอเอส (Ministry of Intelligence and Security: MOIS), กลุ่มแฮกเกอร์สืบสายสืบส่อง หรือ เอพีที (Advanced Persistent Threats: APT) เช่น ฮันดาลา แฮก (Handala Hack) (ฉากหน้าของ MOIS) และ ไซเบอร์อะเวนเจอร์ส (CyberAv3ngers) (เชื่อมโยงกับ IRGC), กลุ่มตัวแทน (proxy actors) รวมถึงภาคเอกชนที่จัดหาเทคโนโลยี การไม่ระบุตัวตนของผู้เล่นที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน จะบั่นทอนการประเมินภัยคุกคามเชิงปฏิบัติและการกำหนดนโยบายตอบโต้ของตะวันตก
จากประวัติศาสตร์สู่ความร่วมมือในปัจจุบันและปัจจัยลดทอน
ความสัมพันธ์ทางไซเบอร์ของทั้งสองประเทศมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ตั้งแต่สนธิสัญญาปี 2001, ข้อตกลงความมั่นคงไซเบอร์ปี 2021, การจัดหาซอฟต์แวร์สอดส่องและตรวจพิจารณาทางดิจิทัลโดยบริษัทเอกชนรัสเซียปี 2022–2023 ไปจนถึงสนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านปี 2025 ส่วนในความขัดแย้งปี 2026 ข้ออ้างเรื่องการประสานงานของกลุ่มแฮกเกอร์ เช่น แซด-เพนเทสต์ แอลไลแอนซ์ (Z-Pentest Alliance), โนนาม057(16) (NoName057(16)), ดีดอสเซีย (DDoSia Project) และ ฮันดาลา แฮก (Handala Hack) ผ่านแอปพลิเคชัน เทเลแกรม (Telegram) รวมถึงการใช้โฮสติ้งในเมืองเชเลียบินสค์ (Chelyabinsk) ยินยอมรับจากเอกสารข่าวกรองของประเทศยูเครน (Ukraine) ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์
ปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาเชิงวิเคราะห์ ได้แก่:
การประสานงานของกลุ่มแฮกเกอร์ไม่ได้หมายถึงความร่วมมือระดับรัฐต่อรัฐ (state-to-state)
การกำกับดูแลภายในสถาบันรัฐมีความแตกต่างกัน กิจกรรมบางอย่างเกิดจากอาชญากรเพื่อผลประโยชน์ทางการเงินโดยรัฐบาลไม่รับรู้
มีประวัติศาสตร์ความไม่ไว้วางใจกัน เช่น ในอดีตกลุ่มแฮกเกอร์รัสเซีย เพอร์ลา (Turla) เคยยึดโครงสร้างพื้นฐานอิหร่านเพื่อเปิดปฏิบัติการสร้างสถานการณ์ (false-flag operation) ทำให้ทั้งสองฝ่ายระแวงการถูกนำขีดความสามารถย้อนกลับมาใช้โจมตีตนเอง
บทสรุปและนัยเชิงนโยบาย
แม้มีการประสานความร่วมมือทางไซเบอร์ในระดับหนึ่ง แต่ยังห่างไกลจากปฏิบัติการที่ประสานงานกันอย่างใกล้ชิดเหมือนกรณีเทคโนโลยีโดรน การรายงานที่เกินจริงเสี่ยงนำผู้กำหนดนโยบายตะวันตกไปผิดทาง โดยเบี่ยงเบนความสนใจและทรัพยากรของประเทศสหรัฐฯ (US) ออกจากลำดับความสำคัญหลัก เช่น การตัดห่วงโซ่อุปทานโดรนและขีปนาวุธ
ในระยะยาว สหรัฐฯ ควรใช้ประโยชน์จากความไม่ไว้วางใจระหว่างมอสโกและเตหะราน ในการสร้างความแตกแยก (drive a wedge) ผ่านปฏิบัติการทางไซเบอร์เชิงรุก (offensive cyber operations) ปฏิบัติการข่าวสาร และกลไกทางการทูต โดยเน้นการย่อยสลายระบบนิเวศไซเบอร์ของศัตรูบนพื้นฐานของหลักฐานที่พิสูจน์ได้จริง มากกว่าการคาดเดาจากภาพสะท้อนความคิดของตนเอง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://x.com/CSIS/status/2081394159504458073?s=20