.
อังกฤษนำกลุ่ม E3 และ NATO หนุนยูเครนพัฒนาและผลิตขีปนาวุธสกัดกั้น “เวอร์ชันยุโรป” แทน Patriot ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ
11-6-2026
The Telegraph รายงานว่า สหราชอาณาจักร (UK) เตรียมให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศยูเครน (Ukraine) ในการจัดสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศทางเลือกใหม่เพื่อทดแทนระบบ PATRIOT เพื่อวัตถุประสงค์ในการลดปริมาณการพึ่งพาประเทศสหรัฐฯ (US) ของรัฐบาลกรุงคีฟ (Kyiv)
ในปัจจุบัน รัฐบาลกรุงคีฟต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างยิ่งในการสกัดกั้นการโจมตีด้วยขีปนาวุธวิถีโค้ง (Ballistic Missiles) ระลอกใหญ่ที่ยิงกระหน่ำเข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยกองทัพรัสเซีย (Russia) ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการขาดแคลนระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ทันสมัยและมีขีดความสามารถสูง (Sophisticated Air Defence Systems)
ทางด้านกองกำลังรัสเซียพยายามที่จะใช้ประโยชน์จากข้อจำกัดของการขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์ดังกล่าวนี้ ด้วยการเพิ่มความถี่และปริมาณการเปิดฉากโจมตีแบบระบุเป้าหมายไปยังเมืองต่าง ๆ ของยูเครนให้รุนแรงและหนาแน่นยิ่งขึ้น
ก่อนหน้านี้ โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelensky) ประธานาธิบดียูเครน ได้ร้องขอต่อ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้เร่งเพิ่มสัดส่วนและปริมาณการส่งมอบขีปนาวุธสกัดกั้นรุ่น PAC-3 ซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์ที่กำลังตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนอย่างหนักทั่วโลก นับตั้งแต่การเปิดฉากสงครามของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อประเทศอิหร่าน (Iran) เป็นต้นมา
ทว่าเพื่อเป็นการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ด้านความมั่นคงทางน่านฟ้าที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในปัจจุบัน ประธานาธิบดีเซเลนสกี (Zelensky) จึงได้นำเสนอแผนงานสำหรับการพัฒนาโครงการทางเลือกใหม่ในระดับยุโรปเพื่อทดแทนระบบขีปนาวุธแบบพื้นสู่อากาศ (Surface-to-air Missile System) ของสหรัฐฯ
ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมและหารือร่วมกับ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ (Sir Keir Starmer) นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ประธานาธิบดียูเครนได้แถลงชี้แจงว่า "กลุ่มประเทศ E3 ซึ่งประกอบด้วยประเทศฝรั่งเศส (France) ประเทศเยอรมนี (Germany) และสหราชอาณาจักร (UK) จะให้ความช่วยเหลือแก่เราในด้านขีดความสามารถต่อต้านขีปนาวุธวิถีโค้ง และในโอกาสนี้ ผมหวังว่าพวกเราจะสามารถร่วมมือพัฒนาระบบต่อต้านขีปนาวุธวิถีโค้งของยุโรปร่วมกับสหราชอาณาจักรได้สำเร็จ ซึ่งขณะนี้เรากำลังเดินหน้าทำงานในส่วนนี้อยู่ มันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเรา และทางสหราชอาณาจักรเองก็ต้องการระบบนี้เช่นเดียวกัน"
นอกจากนี้ ประธานาธิบดียูเครนยังได้ใช้โอกาสในการเจรจาร่วมกับ มาร์ก รุตเตอ (Mark Rutte) เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต (NATO) เพื่อโน้มน้าวให้กลุ่มพันธมิตรเข้ามาทำหน้าที่และแสดงบทบาทในการประสานงาน (Coordinating Role) สำหรับการวิจัยและพัฒนาโครงการนี้ร่วมกัน
แหล่งข่าวจากวงในความมั่นคงของยูเครนเปิดเผยข้อมูลกับสำนักข่าวเดอะ เทเลกราฟ (The Telegraph) ว่า แผนงานขั้นแรกของกรุงคีฟคือการผลักดันให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศ (Domestic Defence Industry) ของตนเอง ทำหน้าที่ดำเนินกระบวนการผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศของยุโรปนี้
โดยยุทโธปกรณ์ขีปนาวุธเหล่านี้จะถูกนำมาเชื่อมต่อและประสานการทำงานร่วมกับระบบเรดาร์ (Radar) ระบบติดตามเป้าหมาย (Tracking) และระบบนำวิถี (Guidance Systems) ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาขึ้นโดยกลุ่มบริษัทสัญชาติยุโรปเป็นหลัก
"บทบาทและหน้าที่สำคัญของยูเครนคือการผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นขีปนาวุธวิถีโค้ง (Anti-ballistic Interceptors) ซึ่งในขณะนี้เราได้เริ่มกระบวนการทดสอบการใช้งานพวกมันแล้ว" บุคคลที่ได้รับรายงานเกี่ยวกับแผนงานของกลุ่มพันธมิตรร่วมเปิดเผยข้อมูลรายละเอียด
"โครงการนี้ไม่ใช่เพียงแค่แนวคิดเชิงทฤษฎีสำหรับอนาคต ทว่าเราจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านระบบเรดาร์และหัวค้นหาเป้าหมาย (Seekers) จากพันธมิตรของเรา เพื่อร่วมประกอบส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันจนเกิดเป็นระบบสกัดกั้นภัยทางอากาศเวอร์ชันยุโรปที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับระบบ PATRIOT ทว่ามีต้นทุนที่ถูกกว่ามากและมีขีดความสามารถในการยกระดับกำลังการผลิตในปริมาณมากได้ทันที"
ในมิติของบทบาทการเป็นผู้ประสานงาน ปัจจุบัน NATO ได้จัดประชุมร่วมกันหลายรอบระหว่างกลุ่มผู้นำภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติจากประเทศสมาชิกของกลุ่มพันธมิตร ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายวางแผนความมั่นคงรายอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังคงไม่มีข้อสรุปหรือข้อมูลที่แน่ชัดว่าจะต้องใช้ระยะเวลายาวนานเท่าใดในการจัดสร้างและผลิตระบบปฏิบัติการนี้ให้เสร็จสมบูรณ์จนสามารถพร้อมใช้งานจริงในสนามรบ และมีขีดความสามารถในการสกัดกั้นที่เทียบเท่ากับอัตราการทำลายล้างของขีปนาวุธรุ่น PAC-3 ของระบบ PATRIOT
นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล (US-Israeli) ต่ออิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยูเครนได้เผชิญกับอุปสรรคและความยากลำบากที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในการจัดหาและรับมอบขีปนาวุธที่ผลิตโดยสหรัฐฯ เหล่านี้
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีเซเลนสกี (Zelensky) เคยเปิดเผยตัวเลขว่า มีการใช้ขีปนาวุธ PAC-3 ไปแล้วประมาณ 800 ลูกทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East) ในช่วงการสู้รบหนักสามวันแรก ซึ่งปริมาณขีปนาวุธดังกล่าวเป็นตัวเลขที่สูงมากกว่าจำนวนขีปนาวุธที่ยูเครนเคยใช้มาตลอดระยะเวลาเกือบห้าปีของสงครามในประเทศ
ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตสภาวะการขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นในระดับสากลยังทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากคาดการณ์ว่าขีดความสามารถการผลิตขีปนาวุธรุ่นดังกล่าวทั่วโลกในปีนี้จะถูกจำกัดอยู่ที่ระดับเพียง 750 ลูกเท่านั้น
ในทำนองเดียวกัน แหล่งข่าววงในอุตสาหกรรมทหารเปิดเผยข้อมูลกับเดอะ เทเลกราฟ (The Telegraph) ว่า ขีปนาวุธรุ่น ASTER (Aster) ของยุโรป ซึ่งมีขีดความสามารถในการสกัดกั้นขีปนาวุธวิถีโค้งได้เช่นกันนั้น ก็เผชิญปัญหาขีดจำกัดการผลิต โดยในปัจจุบันมีอัตรากำลังการผลิตอยู่ที่ระดับเพียง 1 ลูกต่อเดือนเท่านั้น
ขณะที่การขับเคลื่อนและพัฒนาโครงการระบบทางเลือกเพื่อทดแทน PATRIOT ของยุโรปกำลังดำเนินอยู่ คาดว่ารัฐบาลกรุงคีฟและกลุ่มประเทศพันธมิตรจะยังคงเดินหน้าล็อบบี้และกดดัน โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เพื่อเรียกร้องให้อนุมัติการปล่อยคลังแสงและการส่งจัดส่งขีปนาวุธสกัดกั้นที่จำเป็นมายังประเทศที่เผชิญกับภาวะสงครามแห่งนี้ต่อไป
โดยในปัจจุบัน ขีปนาวุธสกัดกั้นที่ได้รับบริจาคให้แก่ประเทศยูเครนในสัดส่วนร้อยละ 92 นั้น ได้รับการจัดซื้อผ่านกรอบการทำงานของ PURL ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มจัดซื้อจัดหาอาวุธร่วมของ NATO สำหรับช่วยเหลือยูเครนที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากกลุ่มประเทศฝั่งยุโรป
คาดว่าสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี จะใช้เวทีการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G7 (G7) ที่จะจัดขึ้นในสัปดาห์หน้า เพื่อเสนอแนะและอภิปรายกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่ามีกรอบงบประมาณที่พร้อมรองรับและสนับสนุนการจัดซื้อจัดหาอาวุธในมิตินี้เพิ่มเติม
นอกจากนี้ รัฐบาลกรุงคีฟยังคาดหวังว่ากลุ่มประเทศ E3 จะใช้เวทีประชุมสุดยอดดังกล่าวเพื่อโน้มน้าวให้ ทรัมป์ (Trump) ร่วมสนับสนุนการผลักดันทางการทูตครั้งใหม่ในการยุติสงครามกับรัสเซีย เนื่องจากปรากฏสัญญานว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มลดความมุ่งมั่นและความสนใจในการโน้มน้าว วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ให้ตกลงหยุดยิง เนื่องจากเขาจำเป็นต้องแบ่งสัดส่วนเวลาเพื่อมุ่งเน้นความสนใจไปที่การบรรลุข้อตกลงสันติภาพร่วมกับอิหร่านเป็นลำดับแรก
โดยเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ประธานาธิบดีเซเลนสกี (Zelensky) ได้จัดการเจรจาร่วมกับ สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) และ จาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้แทนพิเศษด้านสันติภาพของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก่อนหน้าการเปิดฉากการประชุมสุดยอดอย่างเป็นทางการ ณ เมืองเอวีย็อง ประเทศฝรั่งเศส (Evian, France)
"ผมรู้สึกซาบซึ้งใจในความมุ่งมั่นและความพร้อมของพวกเขาที่จะร่วมทำงานอย่างกระตือรือร้นและแข็งขันที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อรื้อฟื้นกลไกการทูตที่มีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามและการรุกรานยูเครนของรัสเซีย" เซเลนสกี (Zelensky) โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ "พวกเราเข้าใจดีว่าความสนใจของประชาคมโลกในเวลานี้ถูกเบี่ยงเบนไปที่สถานการณ์รอบตัวของอิหร่านมากเพียงใด ทว่าเป้าหมายสูงสุดร่วมกันของเราในการสร้างสันติภาพในยุโรปยังคงเป็นวาระสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนต่อไป"
ขณะเดียวกัน รายงานข่าวในท้องถิ่นของยูเครนระบุว่า วิตคอฟฟ์ (Witkoff) และ คุชเนอร์ (Kushner) อาจจะเดินทางเยือนกรุงคีฟอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้
ทั้งนี้ ยูเครนและกลุ่มประเทศพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดคาดการณ์ว่า แรงกดดันที่ทวีความรุนแรงระลอกใหม่ต่อ ปูติน (Putin) ซึ่งถูกขับเคลื่อนจากความล้มเหลวและอุปสรรคในสนามรบของกองกำลังรัสเซีย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยโน้มน้าวให้เขายอมตกลงหยุดยิงได้ในท้ายที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความคาดหวังเชิงกลยุทธ์ว่า หากรัฐบาลกรุงคีฟสามารถพิสูจน์และแสดงให้ ทรัมป์ (Trump) เชื่อมั่นได้ว่าฝ่ายยูเครนเป็นผู้ที่กุมความได้เปรียบทางทหารที่เหนือกว่าในสนามรบ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็จะช่วยส่งแรงกดดันอย่างหนักไปยังประธานาธิบดีรัสเซียเพื่อบังคับให้นำพาประเทศเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งในท้ายที่สุด
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.telegraph.co.uk/world-news/2026/06/09/britain-help-ukraine-build-alternative-us-missile-patriot/