.
ดีลสันติภาพสหรัฐฯ–อิหร่าน ดันโครงข่ายพลังงานและโลจิสติกส์ทางบก หนุนรัสเซีย–จีน–อินเดีย พลิกโฉมภูมิทัศน์พลังงานยูเรเชีย
16-6-2026
Russia's Pivot to Asia รายงานว่า สหรัฐฯ (US) และประเทศอิหร่าน (Iran) บรรลุข้อตกลง "ดีลสันติภาพ" (Peace deal) โดยการยืนยันจากวอชิงตัน เตหะราน และปากีสถาน (Pakistan) ผู้เป็นตัวกลาง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการประกาศทำนองนี้หลายครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักวิเคราะห์ยังคงตั้งข้อสงสัย (Scepticism) ต่อเสถียรภาพข้อตกลงในระยะยาว ทว่าหากความสงบเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบเชิงบวกและสร้างผลประโยชน์ครั้งใหญ่ต่อประเทศรัสเซีย (Russia) ทันที
เจาะลึกชนวนเหตุ: ข้ออ้างอาวุธนิวเคลียร์กับสมรภูมิพลังงานสหภาพยุโรป
ที่ผ่านมาสาธารณชนรับรู้ว่าชนวนความขัดแย้งคือการเปลี่ยนระบอบปกครองและสกัดกั้นนิวเคลียร์อิหร่าน แต่แรงจูงใจเรื่องนิวเคลียร์ยังน่าสงสัย เนื่องจากสหรัฐฯ เคยประกาศว่าได้โจมตีทำลายล้าง (Obliterated) โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านไปแล้วในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2025 ผ่านปฏิบัติการรวมรหัสลับ "Operation Midnight Hammer" (สงครามสิบสองวัน - Twelve-Day War) โดยฝูงบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 Spirit และเรือดำน้ำนิวเคลียร์ ได้ระดมยิงขีปนาวุธ Tomahawk และทิ้งระเบิดทำลายบังเกอร์ GBU-57A/B MOP จำนวน 14 ลูก ถล่มสถานประกอบการนิวเคลียร์ 3 แห่ง ได้แก่ Fordow, Natanz และ Isfahan
ขณะเดียวกัน โครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติของอิหร่านที่ดำเนินการร่วมกับรัสเซีย โดยรัฐวิสาหกิจ Rosatom ภายใต้ข้อตกลงมูลค่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ (NPP) 8 แห่ง (ผูกพันก่อสร้าง 4 แห่งแรกในจังหวัด Hormozgan) นั้น ตัวเทคโนโลยีได้รับการควบคุมและบริหารโดย Rosatom ซึ่งไม่สามารถนำไปดัดแปลงเป็นวัสดุสร้างอาวุธได้
ประเด็นเรื่องอาวุธนิวเคลียร์จึงอาจเป็นเพียง "ข้ออ้างลวงตา" (Red herring) โดยคาดว่าแรงจูงใจที่แท้จริงของสหรัฐฯ คือการจงใจสร้างภาวะช็อกต่ออุปทานพลังงาน (Energy supply shocks) เพื่อบีบบังคับสหภาพยุโรป (European Union หรือ EU) เนื่องจากในปี ค.ศ. 2025 สหภาพยุโรปพึ่งพาการจัดซื้อ LNG ราวร้อยละ 60 และน้ำมันดิบสูงถึงร้อยละ 80 จากสหรัฐฯ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) จึงสร้างผลกำไรมหาศาลแก่ผู้ค้าพลังงานสหรัฐฯ ในตลาดซื้อขายทันที (Spot market) ยิ่งไปกว่านั้น ข้อตกลงจัดซื้อพลังงานมูลค่า 7.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และเม็ดเงินลงทุน 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่างวอชิงตันกับกรุงบรัสเซลส์ (Brussels) เมื่อกรกฎาคม ค.ศ. 2025 ได้ถูกระงับลงในทางปฏิบัติ (Non-binding) เมื่อมกราคม ค.ศ. 2026 สหรัฐฯ จึงเปิดฉากโจมตีอิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์เพื่อปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกสุดท้ายของยุโรป เพื่อกดดันให้ยุโรปยอมลงนามในสัญญาระยะยาว
ผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์: ทางบกยูเรเชียบูม-ทางเรือแคสเปียนโตทุบสถิติ
วิกฤตการณ์นี้กลับส่งผลดีต่อรัสเซียในการปรับเปลี่ยนโซ่อุปทานมุ่งสู่เอเชีย ทั้งจีน (China) อินเดีย (India) ปากีสถาน และฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานอัฟกานิสถาน (Afghanistan) ทั้งนี้ อิหร่านเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 93 ล้านคน มูลค่า GDP (PPP) ราว 2.18 ตรินล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีฐานอุตสาหกรรมที่พร้อมเติบโตอย่างก้าวกระโดด (Economic boom) หากได้รับการปลดล็อกมาตรการคว่ำบาตร ควบคู่ไปกับโครงข่ายรถไฟ 13,000 กิโลเมตร ถนน 737,000 กิโลเมตร และท่าอากาศยาน 319 แห่ง
ผลจากสงครามทำให้เส้นทางขนส่งข้ามทะเลแคสเปียน (Caspian Sea) ทางตอนเหนือของอิหร่าน ซึ่งอยู่ห่างจากช่องแคบฮอร์มุซกว่า 2,100 กิโลเมตร เติบโตอย่างโดดเด่น โดยรัสเซียเร่งบรรจุเรือขนส่งสินค้าใหม่และพัฒนาท่าเรืออัสตราคัน (Astrakhan port) เช่นเดียวกับอาเซอร์ไบจาน (Azerbaijan) คาซัคสถาน (Kazakhstan) และเติร์กเมนิสถาน (Turkmenistan) ที่เร่งยกระดับท่าเรือและทางหลวงข้ามพรมแดนสายข้ามทะเลแคสเปียน (TITR) ส่งผลให้ปริมาณการค้าระหว่างรัสเซีย-อิหร่านทางตอนเหนือพุ่งทะยานขึ้นถึงร้อยละ 68 ในปีนี้ ปรากฏการณ์นี้ทำให้ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (Gulf states) ตระหนักถึงความเสี่ยงของช่องแคบฮอร์มุซ และเริ่มปรับใช้เส้นทางขนส่งมุ่งขึ้นเหนือเพื่อเชื่อมต่อกับระบบท่อส่งก๊าซและโรงงานแปรรูปของตุรกี (Turkey) และรัสเซีย
เร่งเครื่องท่อส่งก๊าซยักษ์ใหญ่ ปลดล็อกโลจิสติกส์อัฟกานิสถาน
ความเสี่ยงทางทะเลยังส่งผลให้สองอภิมหาโปรเจกต์ท่อส่งก๊าซได้รับการเหลียวแลมากขึ้น โครงการแรกคือ Pakstream ในปากีสถานเพื่อลำเลียง LNG จากตอนใต้ขึ้นสู่ฐานอุตสาหกรรมทางเหนือ ซึ่งคาดว่าจะบรรลุข้อตกลงเร็วขึ้น โครงการที่สำคัญยิ่งกว่าคือท่อส่งก๊าซ Power of Siberia 2 (PoS2) ระหว่างรัสเซีย-จีน ผ่านมองโกเลีย (Mongolia) ซึ่งจะได้รับการเร่งรัดกระบวนการก่อสร้าง (Fast tracked) เพื่อชดเชยการนำเข้า LNG จากอิหร่านของจีนที่ลดลงร้อยละ 21 ในปีนี้ นอกจากนี้ จีนยังมีแนวโน้มลงทุนโครงข่ายเชื่อมโยงระบบท่อส่งก๊าซข้ามทวีปยูเรเชียเพิ่ม เช่น โครงการท่อส่งก๊าซ TAPI (เติร์กเมนิสถาน-อัฟกานิสถาน-ปากีสถาน-อินเดีย) ซึ่งคาซัคสถานและจีนให้ความสนใจร่วมเป็นเส้นทางจัดส่ง
การหันมาใช้เส้นทางบกยูเรเชียส่งผลดีต่ออัฟกานิสถาน โดยผู้เล่นหลักทั้งจีน รัสเซีย อุซเบกิสถาน (Uzbekistan) ปากีสถาน และอินเดีย ต้องการดึงอัฟกานิสถานเข้าร่วม ผ่านโครงการ TAPI และโครงการรถไฟข้ามอัฟกานิสถาน (Trans-Afghan railway) ที่เชื่อมเอเชียกลางที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (รวมคาซัคสถาน ทาจิกิสถาน และคีร์กีซสถาน) ตรงสู่ท่าเรือปากีสถานในอ่าวอาหรับ เพื่อเปิดประตูสู่เอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) คาดว่าจะเกิดความเคลื่อนไหวทางการทูตในการเจรจากับกลุ่มตอลิบาน (Taliban) เพื่อคุ้มครองเม็ดเงินลงทุนและกวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายที่เริ่มมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น
เปิดประตูการค้าทวิภาคีและเขตการค้าเสรีกลุ่มประเทศ EAEU
ในต้นปี ค.ศ. 2025 รัสเซียและอิหร่านได้ลงนามสนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมรอบด้าน 20 ปี (20 year Treaty on Comprehensive Strategic Partnership) ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยี ความมั่นคงไซเบอร์ (Cybersecurity) พลังงานนิวเคลียร์ และการต่อต้านก่อการร้าย โดยมูลค่าการค้าทวิภาคีปี ค.ศ. 2025 สูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (โตขึ้นร้อยละ 20) และตั้งเป้าพุ่งสู่ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งโครงสร้างการค้าปัจจุบันเป็นสินค้าเกษตรราวร้อยละ 60 รัสเซียส่งออกหลักเป็นธัญพืช ไม้ และเหล็กกล้า ส่วนอิหร่านส่งออกสินค้าพลังงาน ชิ้นส่วนอะไหล่ และปูนซีเมนต์ ยิ่งไปกว่านั้น อิหร่านยังมีข้อตกลงการค้าเสรี (Free trade agreement) ร่วมกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ที่มีผลบังคับใช้เมื่อปี ค.ศ. 2025 (รวมรัสเซีย อาร์เมเนีย (Armenia) เบลารุส (Belarus) คาซัคสถาน และคีร์กีซสถาน) ซึ่งยกเว้นภาษีศุลกากรสูงถึงร้อยละ 87 ของสินค้าทั้งหมด ทำให้ทิศทางการค้าสายนี้พร้อมเติบโตอย่างก้าวกระโดดทันทีหลังสิ้นสุดสงคราม
แม้เป้าหมายแรกของสหรัฐฯ คือการกดดันให้ยุโรปผูกพันสัญญาซื้อพลังงานจากตน แต่ผลลัพธ์เชิงบวกที่ย้อนกลับมาคือ การผลักดันให้แหล่งพลังงานของอิหร่านเคลื่อนตัวขึ้นสู่ทางบกผ่านระบบท่อส่งก๊าซและโครงสร้างพื้นฐานข้ามทวีปยูเรเชียแทนการขนส่งทางทะเล ถือเป็นประโยชน์สูงสุดของรัสเซียในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและแชร์โซ่อุปทานร่วมกับกลุ่มประเทศผู้ซื้อขนาดใหญ่อย่างจีน อินเดีย รวมถึงสมาชิกกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) และ EAEU ทั้งยังเป็นกระดูกสันหลังสร้างความมั่นคงทางพลังงานหนุน GDP เอเชียกลางที่เติบโตเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 7 ได้อย่างยั่งยืน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://russiaspivottoasia.com/the-us-iran-peace-deal-what-it-means-for-russia-the-eurasian-continent/