.
จีนเตือน “สงครามอวกาศ” ใกล้ปะทุ ชี้ SpaceX ขยายภารกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำทางทหาร
16-6-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า หนังสือพิมพ์ PLA Daily ซึ่งเป็นกระบอกเสียงอย่างเป็นทางการของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ได้ออกโรงแจ้งเตือนถึงสภาวะการแข่งขันและการสะสมอาวุธ (Arms race) เหนือน่านฟ้าในระดับวงโคจรต่ำของโลก โดยมีการหยิบยกกรณีศึกษาจากการบรรลุข้อตกลงสัญญาจ้างฉบับล่าสุดระหว่างบริษัท SpaceX กับกองทัพอวกาศสหรัฐฯ (US Space Force) เป็นกลไกสะท้อนภาพความเคลื่อนไหวที่รัฐบาลวอชิงตันกำลังเร่งรัดการใช้ประโยชน์จากดาวเทียมวงโคจรต่ำเพื่อวัตถุประสงค์และภารกิจทางการทหารอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ เครือข่ายกลุ่มดาวเทียมในระดับวงโคจรต่ำของโลก หรือ Low-Earth orbit (LEO) constellations ซึ่งโดยทั่วไปปฏิบัติการอยู่ที่ระดับความสูง 300 ถึง 1,500 กิโลเมตร (หรือประมาณ 185-930 ไมล์) เหนือพื้นผิวโลก กำลังทวีความสำคัญและทวีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งยวด ทั้งในด้านการคมนาคมสื่อสารและระบบดาวเทียมนำทาง อย่างไรก็ดี จากรายงานชุดบทความพิเศษที่ตีพิมพ์อย่างเป็นทางการเต็มหน้ากระดาษเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ PLA Daily ได้เน้นย้ำและแจ้งเตือนอย่างชัดเจนว่า "ยุคสมัยแห่งการประยุกต์ใช้กลุ่มดาวเทียมวงโคจรต่ำในเชิงการทหาร กำลังคืบคลานเข้ามาด้วยอัตราเร่งที่รวดเร็วยิ่งขึ้น" พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า "คุณค่าทางยุทธศาสตร์แห่งห้วงอวกาศ" กำลังปรากฏเด่นชัดขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยครอบคลุมตั้งแต่การสร้างเครือข่ายดาวเทียม การแข่งขันยึดครองสิทธิ์ในวงโคจร ตลอดจนการเข้าแทรกแซงและช่วงชิงคลื่นความถี่ (Spectrum seizure)
สำหรับบทความวิเคราะห์ชุดดังกล่าว ได้รับการเรียบเรียงโดยกลุ่มคณาจารย์และนักวิจัยประจำศูนย์วิจัยความมั่นคงทางอวกาศ (Space Security Research Centre) แห่งมหาวิทยาลัยวิศวกรรมอวกาศแห่งประเทศจีน (China’s Space Engineering University) ซึ่งได้รับการเผยแพร่ออกมาเพียง 3 วัน หลังจากที่บริษัท SpaceX ประสบความสำเร็จในการระดมทุนคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัทมหาชน พร้อมทั้งขับเคลื่อนให้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอย่าง นายอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ก้าวขึ้นแท่นเป็นอภิมหาเศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์ (Trillionaire) คนแรกของโลกอย่างเป็นทางการ
ในส่วนของเนื้อหารายละเอียดบทความหนึ่ง ซึ่งเขียนโดย เฝิง ซงเจียง (Feng Songjiang) และ หวัง เสี่ยวหยาน (Wang Xiaoyan) จากศูนย์วิจัยความมั่นคงทางอวกาศ ได้ระบุว่า "ด้วยการพึ่งพาความได้เปรียบทางเทคโนโลยีในฐานะผู้ริเริ่มรายแรก (First-mover advantages) ผนวกกับระบบนิเวศเชิงพาณิชย์ที่เติบโตอย่างเต็มที่ ส่งผลให้สหรัฐอเมริกายังคงเดินหน้ายกระดับและเพิ่มพูนการประยุกต์ใช้เครือข่ายกลุ่มดาวเทียมวงโคจรต่ำในภารกิจทางการทหารอย่างต่อเนื่อง โดยในจำนวนดังกล่าว ระบบดาวเทียม Starlink ของบริษัท SpaceX ซึ่งปัจจุบันปฏิบัติการอยู่บนวงโคจรมากกว่า 10,000 ดวง ได้แสดงบทบาทและทำหน้าที่เป็นกุญแจสำคัญในความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองยังได้ระบุเสริมว่า "การประยุกต์ใช้กลุ่มดาวเทียมวงโคจรต่ำในเชิงการทหาร กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนให้ขีดความสามารถฐานอวกาศแปรเปลี่ยนจากบทบาทเดิมที่เป็นเพียงส่วนสนับสนุนทางยุทธศาสตร์ (Strategic support) ไปสู่ภารกิจการเป็นแนวหน้าหลักของปฏิบัติการทางยุทธวิธี (Tactical action) ด้วยความกว้างและความลึกในมิติการรบอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" พร้อมทั้งระบุว่า เครือข่ายดาวเทียมวงโคจร LEO ไม่ได้เป็นเพียงแค่ระบบสื่อสารสำรองเพื่อเสริมสร้างความสมบูรณ์ (Icing-on-the-cake communication backup) อีกต่อไป หากแต่ได้กลายสภาพเป็นแพลตฟอร์มขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญและขาดไม่ได้ในสมรภูมิการรบยุคปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน ในอีกหนึ่งบทความของชุดวิเคราะห์ได้มีการอธิบายถึงบทบาทหน้าที่ของกลุ่มดาวเทียมเหล่านี้ที่มีต่อการทำสงครามโดรนหรืออากาศยานไร้คนขับ (Drone warfare) โดยการใช้งานดังกล่าวครอบคลุมไปถึงการระบุพิกัดเป้าหมายผ่านเทคโนโลยีล้ำสมัย อาทิ ระบบการสร้างภาพเชิงแสง (Optical imaging) และระบบเรดาร์ช่องเปิดสังเคราะห์ (Synthetic-aperture radar) ตลอดจนการเปิดปฏิบัติการฝูงโดรนโจมตี (Swarm operations) ที่เปิดโอกาสให้โดรนจำนวนหลายร้อยลำสามารถปฏิบัติการได้พร้อมกันในคราวเดียว ซึ่งขีดความสามารถดังกล่าวทำให้ระบบการตัดสัญญาณหรือเทคโนโลยีรบกวนคลื่นวิทยุ (Jamming technology) แทบจะไม่สามารถทำลายล้างหรือระงับการทำงานของฝูงโดรนเหล่านี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command) ยังได้ระบุและยกย่องว่า โดรนที่ติดตั้งและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Starlink ถือเป็นสิ่ง "จำเป็นและขาดไม่ได้" ในการทำสงครามกับประเทศอิหร่าน (Iran)
ในส่วนความเคลื่อนไหวขนานใหญ่ของมหาอำนาจชาติอื่นๆ พบว่าเครือข่ายกลุ่มดาวเทียม Rassvet ของประเทศรัสเซีย (Russia) ได้เพิ่มขีดความสามารถและขยายระยะพิสัยการทำการให้กับโดรนรุ่น BM-35 ให้มีระยะปฏิบัติการไกลกว่า 500 กิโลเมตร ในขณะที่โดรนสงครามของประเทศยูเครน (Ukraine) ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Starlink ของบริษัท SpaceX สามารถเปิดฉากโจมตีเป้าหมายได้ในระยะทางที่ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร ยิ่งไปกว่านั้น สื่อออนไลน์ด้านข่าวสารการทหารชั้นนำอย่าง The War Zone ได้รายงานข้อมูลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ในปัจจุบันยูเครนได้ทำการบูรณาการระบบเครือข่ายการสื่อสารของ Starlink เข้ากับโดรนสงครามที่ขับเคลื่อนด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI-enabled drones) ซึ่งช่วยให้โดรนสามารถดำเนินภารกิจได้สำเร็จลุล่วงแม้ในสภาวะที่กองทัพรัสเซียจะใช้มาตรการสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic warfare) เข้ามาขัดขวางและรบกวนสัญญาณการสื่อสารก็ตาม ซึ่งบทความระบุว่า ความก้าวหน้าดังกล่าวส่งผลให้ยูเครนสามารถพุ่งเป้าโจมตีโครงข่ายโลจิสติกส์การส่งกำลังบำรุงของรัสเซียได้ลึกถึง 300 กิโลเมตรหลังแนวรบ
กระบอกเสียงกองทัพจีน PLA Daily ยังคงฉายภาพและชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญที่สหรัฐฯ ตลอดจนประเทศมหาอำนาจอื่นๆ กำลังเร่งความเร็วในการบรรจุและประยุกต์ใช้เครือข่ายดาวเทียม LEO ในเชิงการทหาร เนื่องจาก "ตำแหน่งพิกัดวงโคจรที่มีคุณภาพสูง" (High-quality orbital positions) ซึ่งมีความเหมาะสมต่อการจัดวางกลุ่มดาวเทียม ถือเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดและขาดแคลนเป็นอย่างยิ่ง โดยทางสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union หรือ ITU) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดสรรและอนุมัติพิกัดวงโคจรเหล่านี้ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานในลักษณะ "ใครเข้ามาก่อน ย่อมได้รับสิทธิ์ก่อน" (First-come, first-served) พร้อมทั้งยื่นเงื่อนไขบังคับว่า ประเทศใดก็ตามที่ได้รับสิทธิ์ในพิกัดวงโคจรไป จะต้องดำเนินภารกิจและใช้งานดาวเทียมจริง มิฉะนั้นจะเผชิญความเสี่ยงในการถูกยึดคืนสิทธิ์ดังกล่าวไป
หนึ่งในตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารของสหรัฐฯ ที่หนังสือพิมพ์ PLA Daily หยิบยกมาอ้างอิง คือ การที่กองทัพอวกาศสหรัฐฯ ได้ลงนามในข้อตกลงสัญญาจ้างมูลค่าสูงถึง 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ร่วมกับบริษัท SpaceX เพื่อสนับสนุนและขับเคลื่อนโครงการระบุตำแหน่งเป้าหมายเคลื่อนที่ทางอากาศ (Airborne Moving Target Indicator programme) ซึ่งโครงการดังกล่าวจะใช้ประโยชน์จากดาวเทียมจำนวนหลายร้อยดวงในการตรวจจับและติดตามพิกัดของอากาศยานรวมถึงขีปนาวุธจากห้วงอวกาศ แทนที่การพึ่งพาเครื่องบินลาดตระเวนสอดแนมและระบบเรดาร์ภาคพื้นดินในรูปแบบเดิม นอกเหนือจากนี้ บทความยังได้ระบุถึงกรณีศึกษาของสำนักงานลาดตระเวนแห่งชาติสหรัฐฯ (US National Reconnaissance Office) ที่ได้เริ่มเปิดใช้งานกลุ่มดาวเทียม Starshield ซึ่งประกอบด้วยดาวเทียมวงโคจรต่ำจำนวนมากกว่า 200 ดวง ตลอดจนแผนการของสำนักงานพัฒนาอวกาศสหรัฐฯ (US Space Development Agency) ที่มีเป้าหมายในการวางโครงข่ายเครือข่ายดาวเทียมจำนวน 1,000 ดวง ภายใต้ชื่อโครงการสถาปัตยกรรมอวกาศนักรบแบบแพร่กระจาย (Proliferated Warfighter Space Architecture)
ในมิติการแข่งขันระดับสากล ประเทศรัสเซียได้กำหนดแผนการใหญ่ในการขยายเครือข่ายกลุ่มดาวเทียม Rassvet ของตนเองให้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 900 ดวงภายในปี ค.ศ. 2035 ขณะที่ทางฝั่งสหภาพยุโรป (European Union หรือ EU) กำลังอยู่ในระหว่างการวางแผนก่อสร้างระบบเครือข่ายความมั่นคงปลอดภัยภายใต้ชื่อรหัสโครงการ IRIS2 ซึ่งจะประกอบไปด้วยกลุ่มดาวเทียมจำนวนประมาณ 290 ดวง นอกเหนือจากนี้ ในอีกหนึ่งบทความของหนังสือพิมพ์ PLA Daily ยังได้ส่งสัญญาณเตือนภัยว่า แผนการของกระทรวงกลาโหมประเทศญี่ปุ่น (Japan) ในการสร้างระบบกลุ่มดาวเทียมวงโคจรต่ำ LEO ของตนเองนั้น ถือเป็นดัชนีชี้วัดที่ชัดเจนของการแผ่ขยายอิทธิพลและการเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหน้าหนังสือพิมพ์ที่เป็นกระบอกเสียงของกองทัพจีนฉบับนี้จะไม่ได้มีการกล่าวอ้างหรือเอ่ยถึงระบบดาวเทียมภายในประเทศของจีนเอง แต่เป็นที่ทราบกันดีในแวดวงความมั่นคงว่า เครือข่ายกลุ่มดาวเทียม Guowang ซึ่งได้รับการสนับสนุนและขับเคลื่อนโดยรัฐบาลจีน ได้มีการประกาศแผนการใหญ่ในการสร้างเครือข่ายระบบดาวเทียมครอบคลุมทั่วโลกจำนวนราว 13,000 ดวง ในขณะที่บริษัท Shanghai Spacecom Satellite Technology ของจีน ก็กำลังเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระบบที่มีลักษณะใกล้เคียงและคล้ายคลึงกับระบบ Starlink ของสหรัฐฯ ภายใต้ชื่อโครงการ Qianfan ซึ่งมีเป้าหมายในการปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรจำนวนประมาณ 14,000 ถึง 15,000 ดวงในอนาคตอันใกล้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/1pxzb?utm_source=copy-link&utm_campaign=3357184&utm_medium=share_widget