ยุโรปเร่งหนุนยูเครน กดดันสหรัฐฯ เพิ่มอาวุธ-งบ
ยุโรปเร่งหนุนยูเครน กดดันสหรัฐฯ ในเวที G7 เพิ่มอาวุธ-งบ หลังเคียฟรุกคืบสนามรบแต่ยังขาด Patriot แม้เได้เปรียบสงครามโดรน
16-6-2026
สำนักข่าว POLITICO รายงานว่า ยูเครนกำลังได้เปรียบในสงครามโดรน และพยายามใช้จังหวะดังกล่าวเพื่อโน้มน้าวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐฯ ท่ามกลางการประชุมผู้นำ G7 ที่กำลังจะมีขึ้น แม้ว่าความสนใจของวอชิงตันจะมุ่งไปยังประเด็นอื่น โดยเฉพาะสถานการณ์ในอิหร่าน
ความได้เปรียบในสนามรบและข้อตกลงจัดหาโดรนร่วมกับทวีปยุโรป (Europe) ได้ช่วยให้กรุงคีฟ (Kyiv) มีอำนาจต่อรองที่หาได้ยากยิ่งในการก้าวเข้าสู่การประชุมสุดยอดผู้นำโลกกลุ่ม G7 แม้ว่าความสนใจของกรุงวอชิงตัน (Washington) กำลังถูกเบนไปที่อื่นก็ตาม
ในเวลานี้ ยูเครน (Ukraine) กำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับระบบ Patriot ขณะที่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าก็กำลังก้าวเข้าสู่ฤดูร้อนด้วยความเสียหายอย่างหนัก และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ก็กำลังถูกดึงความสนใจไปกับวิกฤตการณ์ประเทศอิหร่าน (Iran) อย่างสิ้นเชิง แต่ก็นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่กรุงคีฟ (Kyiv) สามารถชิงความได้เปรียบในพื้นที่กลับคืนมาได้
ฝูงบินโดรนของยูเครนสามารถตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงของรัสเซีย (Russia) รวมถึงสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อกองทัพและระบบเศรษฐกิจของคู่ขัดแย้ง โดยกองกำลังของยูเครนได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้สถานการณ์บริเวณแนวหน้าเกิดเสถียรภาพในวงกว้าง และทำให้กรุงคีฟ (Kyiv) สามารถยึดคืนอาณาเขตกลับมาได้มากกว่าส่วนที่สูญเสียไปเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ได้ช่วยซื้อสิ่งสำคัญที่ยูเครนไม่ได้ครอบครองมาเป็นเวลานาน นั่นคือ "เวลา"
สถานการณ์ดังกล่าวอาจช่วยให้กลุ่มประเทศพันธมิตรมีโอกาสที่หาได้ยากในการประชุมสุดยอดผู้นำโลกกลุ่ม G7 ที่กำลังจะมาถึง เพื่อโน้มน้าวให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หันมาให้ความสนใจกับความขัดแย้งนี้ พร้อมทั้งกดดันให้พันธมิตรช่วยกันเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหาย ตั้งแต่ระบบป้องกันภัยทางอากาศไปจนถึงอาวุธโจมตีระยะไกล ก่อนที่การบุกโจมตีรอบใหม่ของรัสเซียจะเริ่มต้นขึ้น
ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskyy) แห่งยูเครน พยายามทำประโยชน์จากภาพรวมที่เป็นบวกมากขึ้นนี้ ด้วยการยกระดับการดำเนินงานทางการทูตกับสหรัฐฯ (U.S.) และยุโรปอย่างเข้มข้น ควบคู่ไปกับการเรียกร้องต่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) แห่งรัสเซียทั้งในทางเปิดเผยและทางลับ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการนำสงครามครั้งนี้ไปสู่จุดสิ้นสุด โดยคำถามสำคัญในปัจจุบันคือจะเพิ่มการสนับสนุนจากชาติตะวันตกอย่างไรให้มากพอที่จะทำให้รัสเซียบรรลุข้อตกลงเจรจาด้วยความจริงใจ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทำเนียบขาว (White House) รายหนึ่งเปิดเผยว่า "มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการรับรู้ว่าสถานการณ์ไม่ได้ร้อนแรงเหมือนแต่ก่อน แม้จะมีการปะทะกันประปราย แต่มันไม่เหมือนกับสถานการณ์เมื่อหนึ่งหรือสองปีที่แล้ว"
เมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Zelenskyy) อย่างรุนแรงจากการไม่ยอมรับข้อตกลงและกล่าวหาว่าเขาเดินเกมเกินตัว ทว่านั่นคือช่วงเวลาก่อนที่ทิศทางของกรุงคีฟ (Kyiv) จะปรับตัวดีขึ้น โดยกลุ่มนักการทูตยุโรปกล่าวว่า การประชุม G7 ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นในวันจันทร์นี้ ควรเป็นโอกาสสำหรับผู้สนับสนุนของยูเครนในการแถลงจุดยืนและย้ำเตือนถึงการสนับสนุนกรุงคีฟ (Kyiv) ในการต่อต้านรัสเซียอีกครั้ง ทั้งในทางทหารและทางการเงิน
นักการทูตจากประเทศยักษ์ใหญ่ในสหภาพยุโรป หรือ EU (European Union) รายหนึ่งซึ่งขอสงวนนามระบุว่า "ในปัจจุบัน ชาวยุโรปกำลังแบกรับภาระความช่วยเหลือเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ให้แก่ยูเครน แต่ก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพันธมิตร G7 ของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ในการทำหน้าที่ส่วนของตนต่อไป หรืออย่างน้อยที่สุดต้องไม่ลดทอนการสนับสนุนลงไปมากกว่านี้"
ทางด้านสหภาพยุโรป (EU) ได้ครอบคลุมความต้องการทางการเงินของยูเครนในเดือนต่อๆ ไป ผ่านเงินกู้มูลค่า 9 หมื่นล้านยูโรเรียบร้อยแล้ว ทว่ากรุงคีฟ (Kyiv) ยังคงแสวงหาเงินทุนเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 2 หมื่นล้านยูโร เพื่อเพิ่มความสามารถเป็นสองเท่าในการขับเคลื่อนความสำเร็จในสนามรบต่อต้านรัสเซีย โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการกลาโหมของยูเครนรายหนึ่งกล่าวว่า "ทุกคนเห็นว่ารัสเซียกำลังมอดไหม้ และเราต้องการให้มันไหม้ยิ่งกว่าเดิม แต่เราจำเป็นต้องมีเงินทุนเพื่อดำเนินการสิ่งนั้น"
กลุ่มผู้นำโลก ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มีกำหนดการจะร่วมประชุมกับโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Zelenskyy) ในเซสชันระยะเวลาสองชั่วโมง ณ เมืองเอวีย็อง-เล-แบ็ง (Évian-les-Bains) แต่ยังคงไม่มีความชัดเจนว่าทรัมป์และเซเลนสกีจะได้หารือกันแบบตัวต่อตัว (One-on-one) ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้หรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่ายังไม่มีกำหนดการประชุมดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่าอาจจะยังสามารถจัดเตรียมการในบางสิ่งได้อยู่
ประเด็นคำถามข้อใหญ่คืออนาคตของการเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครนและรัสเซีย ซึ่งในขณะที่สหรัฐฯ ได้ถอยฉากออกไปท่ามกลางวิกฤตการณ์ในอิหร่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของยูเครนได้เปิดเผยก่อนหน้าการประชุม G7 ว่า กรุงคีฟ (Kyiv) ยังคงมองว่ากรุงวอชิงตัน (Washington) เป็นผู้นำในการเจรจา ทว่าความแตกต่างในปัจจุบันคือยูเครนต้องการให้ผู้นำยุโรปเข้าร่วมในกระบวนการนี้ด้วย แม้ว่าประเด็นที่ว่าใครจะเป็นตัวแทนของชาวยุโรปยังคงเป็นหัวข้อของการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนและยังไม่ได้ข้อสรุปก็ตาม
ทั้งกรุงคีฟ (Kyiv) และพันธมิตรยุโรปต่างมีความเห็นพ้องต้องกันว่า แนวทางร่วมกันสำหรับการเจรจาสันติภาพในอนาคต ควรยกเว้นการยินยอมผ่อนปรนเรื่องดินแดนให้แก่กรุงมอสโก (Moscow) โดยไม่มีการยอมรับทางกฎหมายต่อรัสเซียในพื้นที่พิพาทภูมิภาคดอนบาส (Donbas)
แม้ว่ากรุงคีฟ (Kyiv) จะได้เปรียบในพื้นที่ แต่รัสเซียก็ยังคงสามารถสร้างความเสียหายต่อยูเครนและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้ โดยโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Zelenskyy) ระบุว่า ยูเครนต้องใช้งานขีปนาวุธสกัดกั้นจำนวน 60 ถึง 70 ลูกต่อเดือน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าสถิติการผลิตในปัจจุบันของบริษัท Raytheon ซึ่งเป็นผู้ผลิตระบบดังกล่าวสัญชาติอเมริกัน
ผู้นำยูเครนกำลังแสวงหาการอนุมัติจากสหรัฐฯ ในการอนุญาตให้ผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับระบบ Patriot ภายในประเทศ และได้ร้องขอให้ประเทศเยอรมนี (Germany) ช่วยจัดหาขีปนาวุธสกัดกั้นจำนวนหลายสิบลูกจากคลังแสงของตน เพื่อแลกเปลี่ยนกับขีปนาวุธที่กรุงคีฟ (Kyiv) จะผลิตส่งคืนให้ในภายหลัง ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเปิดเผยยืนยันว่า "เซเลนสกีได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าเขาต้องการขีปนาวุธเพิ่ม"
ความไม่แน่นอนรอบข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงภาวะเบี่ยงเบนความสนใจของกรุงวอชิงตัน (Washington) ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยที่ปรึกษาของทรัมป์อย่าง สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) และ จาเรด คุชเนอร์ (Jared Kushner) ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมเจรจาหลักสำหรับทั้งความขัดแย้งในอิหร่านและรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งบุคคลทั้งสองได้เดินหน้าพูดคุยกับเซเลนสกีและทีมงานของเขาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในเดือนนี้ด้วยเช่นกัน ทว่าทำเนียบขาวไม่ได้คาดหวังว่าจะมีความคืบหน้าในทันที ขณะที่ แอนโทนี บลิงเคน (Antony Blinken) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ระบุเมื่อเดือนที่แล้วว่า ความพยายามของสหรัฐฯ ในการช่วยเป็นตัวกลางจัดหาทางออกทางการทูต "ได้เกิดภาวะหยุดนิ่ง"
กลุ่มประเทศยุโรปมีแนวโน้มที่จะใช้เวที G7 ในการโน้มน้าวสหรัฐฯ ให้เห็นถึงผลประโยชน์ของการปิดดีลข้อตกลงโดรนร่วมกับยูเครน โดยกรุงคีฟ (Kyiv) ได้เคยนำเสนอแนวคิดนี้เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว แต่รัฐบาลของทรัมป์ปฏิเสธ เนื่องจากประธานาธิบดีไม่ต้องการให้ถูกมองว่าเป็นผู้หยิบยื่นชัยชนะให้แก่เซเลนสกี ตามทัศนะของเจ้าหน้าที่ยุโรปรายหนึ่งที่ได้ร่วมหารือภายในกับรัฐบาลทรัมป์
อย่างไรก็ตาม กรุงคีฟ (Kyiv) ได้พบกับพันธมิตรรายอื่นที่เต็มใจ โดยชาวยูเครนได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทางอุตสาหกรรมจำนวนมากร่วมกับสหราชอาณาจักร (United Kingdom) เยอรมนี และประเทศแคนาด (Canada) เพื่อผลิตโดรนในระดับขนาดใหญ่ที่อุตสาหกรรมของยูเครนเองยังคงดิ้นรนและยากลำบากที่จะดำเนินการให้บรรลุผล
กลุ่มบริษัทสัญชาติอังกฤษจะส่งมอบโดรนจำนวน 120,000 ลำให้แก่ยูเครนในปีนี้ ภายใต้ชุดข้อตกลงที่ได้ลงนามร่วมกันในช่วงปีที่ผ่านมา ขณะที่แคนาดาได้ก้าวเข้าสู่ข้อตกลงโดรนในลักษณะเดียวกันกับยูเครนเมื่อเดือนพฤษภาคม เพื่อสร้างและจัดส่งโดรนไปยังแนวหน้า นอกจากนี้ บริษัท Rheinmetall ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านการกลาโหมของเยอรมนี รวมถึงผู้ผลิตขีปนาวุธข้ามชาติของยุโรป ก็ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัทของยูเครนในโครงการขีปนาวุธและยานเกราะในปีนี้ด้วยเช่นกัน
ยุโรปยังได้เริ่มดำเนินการขั้นต้นในการแสวงหาช่องทางการติดต่อโดยตรงกับรัสเซีย ซึ่งรวมถึงการประชุมในกรุงมอสโก (Moscow) ระหว่างเอกอัครราชทูตของสหราชอาณาจักร เยอรมนี และประเทศฝรั่งเศส (France) ร่วมกับตัวแทนของรัสเซีย ทว่าสหภาพยุโรป (EU) ยังคงมีความเห็นแตกแยกกันในประเด็นที่ว่าจะแสวงหาช่องทางการเจรจาอย่างเป็นทางการกับกรุงมอสโกหรือไม่ และยังคงไม่เป็นที่แน่ชัดว่าปูตินมีความเต็มใจที่จะนั่งลงหารือร่วมกับกลุ่มผู้นำยุโรปหรือไม่
ยูเครนยังได้กดดันให้สหรัฐฯ และพันธมิตร ยกระดับมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อกรุงมอสโก แต่กลับได้รับผลลัพธ์ที่ก้ำกึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกรุงวอชิงตัน โดยสหภาพยุโรปได้ผ่านความเห็นชอบแพ็กเกจมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียรอบที่ 20 ไปเมื่อเดือนเมษายน แต่ได้ชะลอการบังคับใช้มาตรการหลักอย่างการสั่งห้ามการให้บริการทางเรือแก่เรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซีย โดยหวังว่าสหรัฐฯ จะให้การสนับสนุนความพยายามนี้ในการประชุม G7 ตามรายงานของเจ้าหน้าที่ยุโรปสองราย
ทว่ากรุงวอชิงตันกลับดำเนินงานไปในทิศทางตรงกันข้าม โดยสหรัฐฯ ได้ยินยอมผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรให้แก่รัสเซีย และได้ออกชุดมาตรการยกเว้นน้ำมัน (Oil waivers) เป็นระยะเวลา 30 วันอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนมราคม เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดที่ได้รับผลกระทบและปั่นป่วนจากสงครามอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยที่สุดการทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ยังคงมีความสนใจในศึกการต่อสู้ของยูเครน ก็นับเป็นชัยชนะสำหรับกรุงคีฟ (Kyiv) และกลุ่มผู้สนับสนุนแล้ว โดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) แห่งฝรั่งเศส หวังที่จะเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำส่วนตัวร่วมกับทรัมป์ ณ พระราชวังแวร์ซาย (Versailles) เพื่อช่วยประคับประคองและดึงความมุ่งมั่นของเขาในประเด็นยูเครน รวมถึงประเด็นอื่นที่มีความสำคัญต่อยุโรป ทว่าทรัมป์ยังไม่ได้มีแผนการที่จะเดินทางไปในเวลานี้
ทั้งนี้ เมืองเอวีย็อง (Évian) เป็นเพียงจุดแวะพักจุดแรกของชุดการประชุมทางการทูตที่มีเดิมพันสูงในช่วงฤดูร้อนนี้ โดยประเทศโปแลนด์ (Poland) และยูเครน มีกำหนดการร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเพื่อการฟื้นฟูยูเครน ณ เมืองกดัญสก์ (Gdansk) ในอีกไม่ช้าหลังจบการประชุม G7 ตามมาด้วยการประชุมสุดยอดผู้นำองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต (NATO) ที่มีเดิมพันสูง ณ กรุงอังการา (Ankara) ซึ่งประเด็นการสนับสนุนยูเครนและงบประมาณด้านกลาโหมจะถูกนำมาพิจารณาเป็นวาระเด่น และหลังจากนั้น ประธานาธิบดีมาครง (Macron) จะเรียกประชุมกลุ่มประเทศพันธมิตรที่พร้อมให้ความร่วมมือ (Coalition of the Willing) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะจัดหากองกำลังทหารและการสนับสนุนเมื่อสงครามสิ้นสุดลง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.politico.com/news/2026/06/14/ukraine-us-g7-drones-00960697