.
“เปโตรหยวน” ผงาดหลังวิกฤตอิหร่าน ดันใช้หยวนในชำระเงิน–การค้าพุ่ง แซงยูโรขึ้นอันดับ 2 โลก หนุนด้วยระบบ CIPS และแรงขับจากกลุ่ม BRICS
12-6-2026
สำนักข่าว Sputnik รายงานว่า เงินหยวนของจีนกำลังไล่จี้และเบียดเงินยูโรหล่นจากตำแหน่งสกุลเงินที่ใช้มากเป็นอันดับ 2 ของโลกอย่างรวดเร็ว จากปัจจัยผสมระหว่างสงครามสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่าน แนวโน้มลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ (de-dollarization) และการขยับเข้าสู่ระเบียบโลกหลายขั้ว (multipolar) ตามรายงานของ South China Morning Post (SCMP)
สกุลเงินหยวน (Yuan) ของประเทศจีน (China) กำลังรุกคืบเข้าใกล้สกุลเงินยูโร (Euro) อย่างรวดเร็ว ในฐานะสกุลเงินที่มีการใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก โดยได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล (US-Israel) กับประเทศอิหร่าน (Iran) กระแสการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization) และการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ไปสู่ระเบียบโลกแบบหลายขั้วอำนาจ (Multipolar shifts)
ทั้งนี้ ข้อมูลจากระบบสมาคมเพื่อการโทรคมนาคมทางการเงินระหว่างธนาคารทั่วโลกหรือสวิฟต์ (SWIFT) อาจประเมินปริมาณการใช้งานเงินหยวนต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากในปัจจุบันมีธุรกรรมทางการเงินจำนวนมากขึ้นที่หันไปหลั่งไหลผ่านระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนระหว่างธนาคารของจีนเอง หรือระบบซีไอพีเอส (CIPS)
กระแสความนิยมในสกุลเงิน "เพโทรหยวน" (Petroyuan) ได้พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากความขัดแย้งในอิหร่านได้เผยให้เห็นถึงช่องแหว่งและความเปราะบางของการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ (Dollar) โดยเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ระบบ CIPS ได้บันทึกสถิติปริมาณการทำธุรกรรมรายวันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.22 ล้านล้านหยวน (คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของเดือนกุมภาพันธ์ ปัจจุบันระบบ CIPS มีเครือข่ายเชื่อมโยงครอบคลุมถึง 191 ประเทศและเขตปกครองทั่วโลก โดยมีปริมาณธุรกรรมรายวันแตะระดับ 35,740 รายการในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
แม้ว่าข้อมูลของระบบ SWIFT จะแสดงสัดส่วนการชำระเงินด้วยสกุลเงินหยวนอยู่ที่ประมาณ 2.74% แต่ในมิติของภาคการเงินเพื่อการค้า (Trade finance) สกุลเงินหยวนได้ก้าวขึ้นมารั้งตำแหน่งอันดับสองของโลกแล้ว โดยมีสัดส่วนครองตลาดอยู่ที่ 8.04% แซงหน้าสกุลเงินยูโรซึ่งอยู่ที่ 5.78% เป็นที่เรียบร้อย
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศต่าง ๆ มากกว่า 80 ประเทศกำลังเดินหน้าลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยมีกลุ่มประเทศ BRICS เป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก ส่งผลให้ในปัจจุบันจีนได้บรรลุข้อตกลงการสลับเปลี่ยนสกุลเงินหรือสวอป (Currency swaps) กับประเทศต่าง ๆ แล้วมากกว่า 50 ประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการเกิดระบบการชำระเงินแบบหลายขั้วอำนาจ ที่ซึ่งสกุลเงินต่าง ๆ จะถูกเลือกใช้โดยอิงตามปัจจัยทางภูมิภาค มิติทางการเมือง และสภาวะการอ่อนแรงลงของอิทธิพลครอบงำของดอลลาร์สหรัฐฯ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://x.com/SputnikInt/status/2064942655625101580?s=20