นโยบายทรัมป์ทำโลกเริ่มลดการลงทุนในสหรัฐฯ
CEO เฮดจ์ฟันด์ระดับโลกชี้ นโยบายทรัมป์ทำโลกเริ่มลดการลงทุนในสหรัฐฯ หวั่นความเสี่ยงจากสงครามการค้า
23-6-2026
Yahoo finance รายงานว่า โยนิต เลวี (Yonit Levi) ผู้ประกาศข่าวและผู้สื่อข่าวอาวุโสชาวอิสราเอล (Israel) ได้เปิดฉากสัมภาษณ์ร่วมกับ นีร์ บาร์ เดีย (Nir Bar Dea) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Bridgewater ซึ่งเป็นกองทุนบริหารความเสี่ยงหรือเฮดจ์ฟันด์ (Hedge fund) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยเลวีได้ตั้งคำถามต่อผู้นำกองทุนยักษ์ใหญ่รายนี้ว่า การที่ประเทศอิสราเอลเลือกที่จะวางเดิมพันทั้งหมดไว้กับประเทศสหรัฐฯ (US) ถือเป็น "ความผิดพลาด" หรือไม่ ซึ่งทางด้าน บาร์ เดีย ได้ตอบคำถามโดยการส่งสัญญาณเตือนภัยในภาพกว้างต่อแนวทางนโยบายทางเศรษฐกิจของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) พร้อมทั้งเตือนว่าทรัมป์กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยแก่ระบบเศรษฐกิจโลกโดยไม่ตั้งใจ ให้ยุติการหลั่งไหลของเม็ดเงินเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ
"อิสราเอลได้นำไข่ทั้งหมดใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว (วางเดิมพันทั้งหมด) ทั้งในมิติทางการเมือง การทูต การทหาร และการเงินไว้กับสหรัฐฯ สิ่งนั้นถือเป็นความผิดพลาดหรือไม่?" เลวี (Levi) ตั้งคำถามในรายการพอดแคสต์ Unholy ซึ่งเธอทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการร่วมกับ โจนาธาน ฟรีดแลนด์ (Jonathan Freedland)
"โลกทั้งใบต่างก็นำไข่ทั้งหมดไปใส่ไว้ในตะกร้าของสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและความมั่นคง นี่คือสิ่งที่โลกทั้งใบได้ดำเนินรอยตามมาตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา" บาร์ เดีย (Bar Dea) กล่าวตอบและระบุเสริมว่า: อย่างที่เราทราบกันดี คณะทำงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดนี้ได้มุ่งเน้นความสนใจไปที่ประเด็นการขาดดุลทางการค้า (Trade deficits) และได้ดำเนินการบังคับใช้มาตรการกำแพงภาษี (Tariffs) ทว่าสิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักก็คือ ภาพสะท้อนในกระจกของการขาดดุลทางการค้าก็คือภาวะเงินทุนเกินดุล (Capital surplus) ซึ่งความหมายของผมก็คือ การขาดดุลทางการค้าในอดีตนั้นถูกชดเชยด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า ทุกระบบเศรษฐกิจในโลกต่างพากันส่งเม็ดเงินของพวกตนกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ของสหรัฐฯ โดยเงินทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่ไหลเข้าสู่ตลาดทุนนั้น มีสัดส่วนถึง 70 เซนต์ที่ไหลเข้าสู่หุ้นของสหรัฐฯ เหตุผลที่ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากสิ่งนี้คือแหล่งเงินทุนหลักที่คอยค้ำจุนสหรัฐฯ เป็นสิ่งสำคัญที่สนับสนุนดัชนี S&P และเป็นกลไกทางการเงินที่ขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิวัติทางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI revolution)
ทว่าวันหนึ่ง ประธานาธิบดีทรัมป์กลับตัดสินใจว่าการขาดดุลทางการค้าจะไม่ใช่สิ่งที่จะขับเคลื่อนเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ อีกต่อไป ซึ่งแน่นอนว่ามีเหตุผลรองรับที่ทำให้เขาได้รับการเลือกตั้งเข้ามาจากประเด็นดังกล่าว แต่ในเวลาเดียวกัน โลกส่วนที่เหลือกลับมองว่า "ถ้าสถานการณ์จะต้องดำเนินไปในทิศทางรูปแบบนี้ ฉันก็จะไม่ส่งเม็ดเงินของฉันไปลงทุนในสหรัฐฯ อีกต่อไป ฉันจะนำเม็ดเงินกลับมาใช้จ่ายภายในท้องถิ่นของตนเองเพื่อฟื้นฟูระบบการป้องกันประเทศ และฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานของตนเองขึ้นมาใหม่" ซึ่งนี่คือสภาวะที่โลกได้ตื่นรู้แล้ว (The world woke up)
มันเป็นไปในลักษณะเดียวกับที่คุณกล่าว โยนิต (Yonit) เหมือนเช่นกรณีของอิสราเอล ที่เมื่อรู้ตัวว่าพวกตนมีการวางเดิมพันที่สูงมากไว้กับสหรัฐฯ พวกตนก็จำเป็นต้องเริ่มกระจายความเสี่ยงออกไปจากสหรัฐฯ (Diversify away from the US) ซึ่งผมเห็นด้วยกับมุมมองของคุณที่ว่าอิสราเอลจัดเป็นประเทศที่อยู่ปลายสุดของความเสี่ยงจากการเลือกวางเดิมพันที่กระจุกตัวอยู่กับสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว
---
IMCT NEWS
ที่มา https://finance.yahoo.com/economy/articles/world-woke-ceo-world-largest-212130422.html