ชาติยุโรปเริ่มยอมรับ–กลุ่มประเทศอ่าวผ่อนปรนจุดยืน
ชาติยุโรปเริ่มยอมรับ–กลุ่มประเทศอ่าวผ่อนปรนจุดยืน “จ่ายค่าผ่านทางฮอร์มุซ” อาจเลี่ยงไม่ได้เพื่อสกัดวิกฤตพลังงานรอบใหม่
3-7-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า บางประเทศในยุโรปยอมรับในปัจจุบันว่า เรือที่เดินทางผ่านช่องแคบยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่าง Strait of Hormuz อาจต้องชำระค่าธรรมเนียมให้แก่ประเทศอิหร่าน (Iran) และประเทศโอมาน (Oman) อ้างอิงตามข้อมูลจากผู้มีความคุ้นเคยกับประเด็นดังกล่าว
โอกาสที่จะมีการเรียกเก็บค่าบริการบางรูปแบบภายหลังการทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ (US) และประเทศอิสราเอล (Israel) กับสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ได้รับการอธิบายว่าเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยแหล่งข่าวสองรายซึ่งขอสงวนนามในการหารือที่เป็นความลับภายใน
แหล่งข่าวเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในการพูดคุยเป็นการภายใน เจ้าหน้าที่ของกลุ่มประเทศอาหรับในแถบอ่าวเปอร์เซียบังมีมุมมองเช่นเดียวกันนี้ แม้ว่าประเด็นดังกล่าวจะไม่ได้เป็นจุดยืนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลแต่ละประเทศก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ยังคงไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับประเภทหรือจำนวนเงินของค่าธรรมเนียมที่ประเทศต่าง ๆ จะยินยอมจ่าย ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ (US) และกลุ่มประเทศอาหรับในแถบอ่าวเปอร์เซียยังคงยืนยันอย่างหนักแน่นว่าอิหร่าน (Iran) และโอมาน (Oman) ไม่สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรูปแบบใด ๆ ก็ตามสำหรับช่องแคบ Strait of Hormuz โดยมีความกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ และความเสี่ยงที่การดำเนินการดังกล่าวจะสร้างบรรทัดฐาน (Precedent) ให้ประเทศอื่นสามารถเรียกเก็บเงินในเส้นทางเดินเรืออื่น ๆ ได้เช่นกัน
(อ่านเพิ่มเติม: โอมานแจ้งประเทศพันธมิตรว่าเรือที่แล่นผ่านช่องแคบ Hormuz อาจต้องชำระค่าธรรมเนียม)
แหล่งข่าวกล่าวว่า แม้ว่าประเทศในทวีปยุโรปจะเริ่มยอมรับแนวคิดเกี่ยวกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ แต่พวกเขาก็ได้กดดันเจ้าหน้าที่ของอิหร่าน (Iran) และโอมาน (Oman) ว่าจะต้องไม่เลือกปฏิบัติต่อเรือต่าง ๆ โดยอิงตามสัญชาติของเรือ นอกจากนี้ สหราชอาณาจักร (UK) ประเทศฝรั่งเศส (France) และกลุ่มประเทศอื่นในยุโรปยังได้ผลักดันให้มีการจัดตั้งกองกำลังร่วมทางเรือระหว่างประเทศ (International maritime coalition) เพื่อช่วยเหลือในภารกิจกวาดทุ่นระเบิดในช่องแคบ Strait of Hormuz ทว่าการส่งกองกำลังดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพอย่างถาวร
ทั้งนี้ ประเทศโอมาน (Oman) ประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates) ประเทศกาตาร์ (Qatar) และประเทศคูเวต (Kuwait) ต่างปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นหรือไม่ได้ตอบกลับคำขอความคิดเห็นจาก Bloomberg
ขณะที่รัฐบาลของประเทศบาห์เรน (Bahrain) แถลงการณ์อย่างชัดเจนว่า ทางรัฐบาลไม่ได้ยอมรับหรือแสดงท่าทีในการยอมรับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือภาษีผ่านทางใด ๆ ต่อเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าว
"การเดินเรือผ่านช่องแคบอย่างเสรีโดยไม่มีอุปสรรคของการขนส่งระหว่างประเทศ เป็นเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ใช่เรื่องที่ต้องนำมาเจรจาต่อรองกัน" รัฐบาลบาห์เรนระบุ
Bloomberg รายงานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า โอมาน (Oman) ได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ยุโรปว่า ไม่มีหนทางใดที่จะย้อนกลับไปสู่สภาวะเดิมก่อนเกิดสงคราม (Status quo) ในพื้นที่ช่องแคบ Strait of Hormuz ได้อีกแล้ว และเรือที่เดินทางผ่านเส้นทางน้ำดังกล่าว ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับอุปทานพลังงานจากอ่าวเปอร์เซีย อาจต้องถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับบริการที่เกี่ยวข้องกับการขจัดมลพิษในช่องแคบและต้นทุนการนำร่องการเดินเรือ
โอมาน (Oman) ในฐานะพันธมิตรของทั้งฝั่งชาติตะวันตกและอิหร่าน (Iran) กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งสองฝ่าย โดยในหน้าสื่อสาธารณะ รัฐสุลต่านโอมานซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับทางตอนใต้ของช่องแคบ ได้ส่งสัญญาณที่มีความสับสนต่อมาตรการที่ตนจะดำเนินการ แม้ว่าจะยังยืนยันเสมอมาว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายทะเลระหว่างประเทศก็ตาม
แหล่งข่าวรายหนึ่งเปิดเผยว่า ปัจจุบันโอมานกำลังศึกษาโมเดลของช่องแคบมะละกา (Malacca strait) ในภูมิภาคเอเชีย เพื่อเป็นแนวทางทางเลือกที่เป็นไปได้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าประเทศกำลังพยายามค้นหาทางออกที่จะสามารถประนีประนอมและทำให้ทั้งอิหร่านและประเทศส่วนอื่นของโลกพึงพอใจ แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า บรรดาผู้นำของโอมานคิดว่าระบบในลักษณะเดียวกับช่องแคบมะละกาจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อรัฐทั้งหมดในแถบ Persian Gulf ให้การยอมรับร่วมกันเท่านั้น ทว่ายังคงไม่มีความชัดเจนว่าระบบการจ่ายแบบสมัครใจ (Voluntary system) จะเป็นตัวเลือกที่ได้รับการยอมรับสำหรับอิหร่าน (Iran) หรือไม่
สำหรับช่องแคบมะละกา (Malacca strait) นั้น ได้รับการจัดการอย่างหลวม ๆ ร่วมกันระหว่างประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) และประเทศสิงคโปร์ (Singapore) โดยแต่ละประเทศจะมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากเรือต่าง ๆ สำหรับบริการการเดินเรือและความมั่นคงความปลอดภัยตามความจำเป็น โดยมีกองทุนที่คอยรวบรวมเงินสนับสนุนแบบสมัครใจเพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ แม้ว่าจะไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับเม็ดเงินสนับสนุนทางการเป็นประจำก็ตาม ซึ่งในปี 2017 สิงคโปร์ (Singapore) ได้เปิดเผยว่าสามารถระดมทุนได้เป็นจำนวนเงิน 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดระยะเวลา 10 ปี หรือคิดเป็นประมาณ 2.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
ยอดการเดินเรือเชิงพาณิชย์ผ่านช่องแคบ Strait of Hormuz ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น นับตั้งแต่อิหร่าน (Iran) และสหรัฐฯ (US) ลงนามในข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว (Interim peace deal) เมื่อประมาณสองสัปดาห์ก่อนหน้า โดยข้อตกลงดังกล่าวควบคู่ไปกับการสนับสนุนทางการทหารของสหรัฐฯ สำหรับเรือขนส่งต่าง ๆ ได้ช่วยผลักดันให้กระแสการไหลเวียนของน้ำมันดิบผ่านช่องแคบจากประเทศต่าง ๆ เช่น ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าครึ่งหนึ่งของระดับก่อนเกิดสงครามเล็กน้อย ขณะเดียวกัน อิหร่าน (Iran) ก็สามารถเพิ่มสัดส่วนการส่งออกน้ำมันดิบของตนเองได้สำเร็จ เนื่องจากสหรัฐฯ (US) ยอมยกเลิกมาตรการปิดกั้นท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่าน
ในการเดินทางเยือนทวีปยุโรปที่หาได้ยากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สุลต่านแห่งโอมาน ไฮธัม บิน ทาริก (Haitham bin Tariq) ได้หยิบยกแผนการเกี่ยวกับช่องแคบ Strait of Hormuz ขึ้นมาหารือในระหว่างการพบปะกับประธานาธิบดี เอมานูว์แอล มาครง (Emmanuel Macron) ของฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส (Paris) ซึ่งผู้นำทั้งสองได้ร่วมกันประกาศถ้อยแถลงร่วมกันว่าจะให้การสนับสนุนและส่งเสริมการเดินเรือผ่านช่องแคบโดยปราศจากข้อจำกัดใด ๆ
แหล่งข่าวกล่าวว่า กลุ่มประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเคยตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีอย่างหนักจากอิหร่าน (Iran) เป็นเวลาหลายสัปดาห์ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม ได้แสดงท่าทีความยินยอมที่จะลดระดับการต่อต้านเรื่องการจ่ายค่าผ่านทางลงเพื่อแลกกับการลดระดับความตึงเครียดของสถานการณ์ (De-escalation)
การหารือที่กำลังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องระหว่างอิหร่าน (Iran) โอมาน (Oman) และประเทศเพื่อนบ้านเกี่ยวกับการบริหารจัดการช่องแคบ Strait of Hormuz เกิดขึ้นประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่คณะผู้แทนเจรจาของสหรัฐฯ (US) อย่าง สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) และ จาเรด คุชเนอร์ (Jared Kushner) ได้เดินทางไปยังกรุงโดฮา (Doha) ในสัปดาห์นี้ เพื่อเข้าร่วมในกระบวนการเจรจาทางอ้อมระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและเตหะราน (Tehran) โดยพวกเขาพยายามที่จะต่อยอดจากข้อตกลงชั่วคราวเดิม ซึ่งส่งผลเป็นการเริ่มต้นกรอบเวลาเจรจา 60 วันเพื่อแก้ไขประเด็นข้อพิพาทต่าง ๆ เช่น โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและการปลดล็อกเงินทุนสำรองมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐที่ถูกสั่งอายัดไว้ก่อนหน้า
ทว่า ความพยายามเหล่านั้นต้องเผชิญกับจุดเริ่มต้นที่ยากลำบาก ภายหลังจากเกิดการปะทะกันหลายระลอกบริเวณรอบช่องแคบ Hormuz เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดการเส้นทางน้ำยุทธศาสตร์ในอนาคต โดยก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งนั้น ปริมาณอุปทานน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณหนึ่งในห้าของโลกถูกลำเลียงผ่านช่องแคบแห่งนี้
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธว่า คณะผู้เจรจาสามารถบรรลุความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมระบุว่า "พวกเรามีความเข้าอกเข้าใจและประสานงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี" ก่อนหน้านี้ สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้สั่งปิดเส้นทางน้ำดังกล่าวอย่างเบ็ดเสร็จในช่วงเริ่มต้นของการระดมทิ้งระเบิดโจมตีจากกองทัพร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้สหรัฐฯ (US) ดำเนินมาตรการตอบโต้ด้วยการปิดกั้นและอายัดไม่ให้เรือบรรทุกสินค้าของอิหร่าน (Iran) สามารถแล่นเข้าสู่ท่าเทียบเรือต่าง ๆ ได้
สถานการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนให้ราคาพลังงานโลกพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงและเกิดวิกฤตความขาดแคลนอุปทาน และนับตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของสงคราม อิหร่านได้พยายามยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเข้ามามีบทบาทในการควบคุมและจัดการการจราจรทางเรือที่จะแล่นผ่านช่องแคบนี้ในอนาคต
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-07-02/hormuz-european-nations-now-believe-some-fees-are-inevitable?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy