หอการค้า EU ในจีนชี้ “ยุโรปยิ่งพึ่งพาจีนมากขึ้น”
หอการค้า EU ในจีนชี้ “ยุโรปยิ่งพึ่งพาจีนมากขึ้น” ผลสำรวจพบบริษัทยุโรปย้ายฐานเข้าจีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ค่าเงินหยวนต่ำ เอื้อส่งออกได้เปรียบ
4-7-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า ประธานหอการค้าสหภาพยุโรปในจีนเตือนว่า ความพยายามของยุโรปในการลดการพึ่งพาจีนกำลังส่งผลย้อนกลับ โดยผลักให้บริษัทยุโรป “ฝังตัวลึกขึ้น” ในห่วงโซ่อุปทานจีนแทน เยนส์ เอสเคลุนด์ (Jens Eskelund) ระบุในเวทีประชุมเศรษฐกิจที่กรุงเบอร์ลินว่า “ยุโรปกำลังพึ่งพาจีนมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง” พร้อมชี้ว่าการรักษาความสามารถในการแข่งขันของบริษัทยุโรปในปัจจุบันหมายถึงการเข้าไปเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนจีนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสวนทางกับยุทธศาสตร์ “ลดความเสี่ยง” ที่กรุงบรัสเซลส์พยายามผลักดัน.
ความพยายามของทวีปยุโรป (Europe) ในการปรับลดระดับความพึ่งพาที่มีต่อประเทศจีน (China) กำลังผลักดันให้บริษัทสัญชาติยุโรปจำนวนมากต้องฝังตัวลึกเข้าไปในห่วงโซ่อุปทานของจีนมากขึ้น ตามคำแถลงของประธานหอการค้าสหภาพยุโรปในประเทศจีน (European Union Chamber of Commerce in China)
เจนส์ เอสเกลันด์ (Jens Eskelund) ประธานหอการค้าสหภาพยุโรปในประเทศจีน เปิดเผยในระหว่างการประชุมร่วมว่า "ยุโรป (Europe) กำลังกลายเป็นฝ่ายที่ต้องพึ่งพาประเทศจีน (China) เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่ลดลงเลย" พร้อมทั้งระบุเพิ่มเติมว่า สำหรับกลุ่มบริษัทสัญชาติยุโรปแล้ว การรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันในปัจจุบัน มีความจำเป็นต้องฝังตัวเข้าไปในห่วงโซ่อุปทานของจีนในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับแนวทางที่รัฐบาลในกรุงบรัสเซลส์ (Brussels) มีความประสงค์ต้องการที่จะให้ภาคธุรกิจต่าง ๆ ถอยห่างออกมา
เขากล่าวชี้แจงว่า ยุโรป (Europe) ได้ประเมินและตีความความสำคัญของประเทศจีน (China) ที่มีต่อภาคธุรกิจยุโรปผิดพลาดไปอย่างสิ้นเชิงนับตั้งแต่ต้น เนื่องจากจีนไม่ใช่เป็นเพียงแค่พื้นที่ตลาดที่บริษัทในยุโรปจะเข้ามาทำกำไรในระยะสั้นอีกต่อไป แต่ปัจจุบันได้กลายสภาพมาเป็นส่วนประกอบสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่ขาดไม่ได้ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกของพวกเขาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จากการอ้างอิงข้อมูลและสถิติล่าสุดซึ่งเป็นผลจากการสำรวจความคิดเห็นของสมาชิกหอการค้าจำนวนเกือบ $300$ ราย ในช่วงระหว่างเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ เจนส์ เอสเกลันด์ (Jens Eskelund) ระบุว่า ยุโรป (Europe) กำลังเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ "สัดส่วนของบริษัทสัญชาติยุโรปที่ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตกลับเข้าไปในประเทศจีน (onshoring) ในระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน" โดยในแบบสำรวจดังกล่าวมีผู้ตอบแบบสอบถามถึงร้อยละ $56$ ($56\%$) ที่ยืนยันว่าตนเองกำลังดำเนินการเพิ่มสัดส่วนการย้ายฐานการผลิตเข้าไปในประเทศจีน (onshoring) ในขณะที่มีกลุ่มบริษัทเพียงแค่ร้อยละ $7$ ($7\%$) เท่านั้นที่ระบุว่าตนเองมุ่งเน้นเฉพาะการย้ายฐานการผลิตออกไปนอกประเทศจีน (offshoring) เพียงอย่างเดียว
เขากล่าวต่อว่า ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนแนวโน้มพึ่งพาที่เพิ่มสูงขึ้นนี้มาจากเรื่องของต้นทุนเป็นหลัก เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศจีน (China) มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงเป็นอย่างยิ่ง จนส่งผลให้การบูรณาการกระบวนการผลิตเข้ากับระบบห่วงโซ่อุปทานของจีนเหล่านั้น มักกลายเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่ทำให้บริษัทสามารถผลิตสินค้าที่ดีที่สุดในอัตราต้นทุนที่ต่ำที่สุดได้
ประธานหอการค้าสหภาพยุโรปในประเทศจีน เจนส์ เอสเกลันด์ (Jens Eskelund) ได้แสดงทัศนะดังกล่าวในระหว่างการประชุมสัมมนาด้านเศรษฐศาสตร์ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลาสองวัน ณ กรุงเบอร์ลิน (Berlin) โดยมีสถาบันคีล (Kiel Institute) เป็นเจ้าภาพหลัก ซึ่งการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นต่อเนื่องตามหลังการเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น ณ กรุงบรัสเซลส์ (Brussels) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หวัง เหวินเถา (Wang Wentao) และกรรมาธิการการค้าของสหภาพยุโรป มารอส เซฟโควิช (Maros Sefcovic)
เขากล่าวชี้แจงเพิ่มว่า ส่วนหนึ่งของข้อได้เปรียบที่สำคัญในเชิงการแข่งขันของประเทศจีน (China) อยู่ที่อัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินหยวน (Yuan) โดยทางด้านของ เยือร์เกน มัทเทส (Juergen Matthes) นักวิเคราะห์จากสถาบันเศรษฐกิจเยอรมัน (German Economic Institute) ได้ทำการประเมินไว้ว่า อัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินหยวน (Yuan) มีมูลค่าที่อ่อนกว่าความเป็นจริงอยู่ประมาณร้อยละ $20$ ถึงร้อยละ $30$ ($20\%$ ถึง $30\%$) เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับค่าเงินยูโร (Euro) ซึ่งช่องว่างทางมูลค่าและอัตราแลกเปลี่ยนนี้กลายมาเป็นปัจจัยที่เอื้อผลประโยชน์ในด้านราคาเชิงโครงสร้างให้แก่กลุ่มผู้ส่งออกของประเทศจีนอย่างมหาศาล
นอกจากนี้ เจนส์ เอสเกลันด์ (Jens Eskelund) ยังระบุว่ารัฐบาลปักกิ่ง (Beijing) มีความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในขีดความสามารถที่จะผลักดันวาระและนโยบายของตนเองให้ประสบความสำเร็จ โดยอาศัยหลักการ "การกุมความเหนือกว่าในการเผชิญหน้าขัดแย้ง" (escalation dominance) ซึ่งเป็นคำศัพท์เชิงยุทธศาสตร์ที่เริ่มมีการหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอย่างหนาหูขึ้นเรื่อย ๆ ภายในประเทศจีน (China) ซึ่งคำนี้อธิบายถึงความสามารถในการยกระดับและกดดันเพื่อเพิ่มภาระต้นทุนของการเผชิญหน้าและการปะทะกันทางนโยบายให้สูงขึ้น จนล้ำเกินกว่าขอบเขตที่อีกฝั่งหนึ่งจะมีความต้องการหรือมีความสามารถพอที่จะยินยอมอดทนแบกรับภาระนั้นเอาไว้ได้
ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการเจรจาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาระหว่าง หวัง เหวินเถา (Wang Wentao) และ มารอส เซฟโควิช (Maros Sefcovic) ทางฝั่งของสหภาพยุโรป (EU) ได้มีการกำหนดกรอบเวลาเส้นตายในเดือนตุลาคมนี้สำหรับ "ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม" (tangible results) เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางดุลการค้าที่ยืดเยื้อและเรื้อรังมาอย่างยาวนานกับประเทศจีน (China)
ท้ายที่สุด เจนส์ เอสเกลันด์ (Jens Eskelund) ได้แสดงความเห็นแนะนำว่า ยุโรป (Europe) จำเป็นต้องดำเนินการระบุและแยกแยะประเภทขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการรักษาอำนาจอธิปไตยเชิงยุทธศาสตร์ (strategic autonomy) ของตนเองอย่างชัดเจน พร้อมทั้งเร่งดำเนินการปกป้องขีดความสามารถเหล่านั้นผ่านการบังคับใช้กลไกหรือเครื่องมือทางกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงความพยายามในร่างกฎหมายส่งเสริมอุตสาหกรรม (Industrial Accelerator Act) ที่ได้รับการเสนอขึ้นมาด้วยเช่นกัน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/zdxo4?utm_source=copy-link&utm_campaign=3359134&utm_medium=share_widget