.
ฉลอง 250 ปีวันชาติสหรัฐฯ กับ ‘ดอลลาร์’ ที่เสื่อมค่า 2,500% : ย้อนคำเตือนผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐฯ ถึงภัย ‘เงินกระดาษ’ ที่เคยบัญญัติให้ใช้แค่ ‘ทองคำ–เงิน’
6-7-2026
Money Metals รายงานว่า ในโอกาสที่ประเทศสหรัฐฯ (US) กำลังเตรียมการฉลองครบรอบวันคล้ายวันสถาปนาประเทศปีที่ 250 ประชาชนชาวอเมริกันจะร่วมกันรำลึกถึงจุดเริ่มต้นของประเทศด้วยความรู้สึกรักชาติอย่างยิ่งใหญ่ ทว่า ความภาคภูมิใจในมาตุภูมินี้ไม่ควรถูกนำไปใช้กับระบบเงินตราที่ไร้สิ่งหนุนหลัง (Fiat currency) ซึ่งเสื่อมมูลค่าลงอย่างต่อเนื่อง แม้ธนบัตร Federal Reserve Notes ในปัจจุบันจะพิมพ์ภาพอดีตประธานาธิบดีและผู้ร่วมก่อตั้งประเทศ (Founding Fathers) เช่น จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) และ โทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) แต่ในความเป็นจริง บรรดาบิดาผู้ก่อตั้งประเทศต่างต่อต้านเงินกระดาษที่ไม่สามารถนำไปแลกคืนเป็นโลหะเงินหรือทองคำอย่างสิ้นเชิง
หนึ่งทศวรรษหลังการลงนามคำประกาศอิสรภาพเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ได้แสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งในจดหมายถึง โทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1786 ว่ารัฐดั้งเดิมบางแห่งกำลัง “ตกหลุมพรางของแผนการอันโง่เขลาและเลวร้ายในการพิมพ์เงินกระดาษ” และในจดหมายถึง จาเบซ โบเวน (Jabez Bowen) อธิการบดีมหาวิทยาลัยบราวน์ เมื่อวันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 1787 เขายังเตือนว่าเงินกระดาษจะทำลายการพาณิชย์ กดขี่คนสุจริต และเปิดประตูสู่การฉ้อฉลเสมอ ขณะที่ โทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ประณามตั๋วเงินกระดาษในจดหมายถึง เอ็ดเวิร์ด คาร์ริงตัน (Edward Carrington) ปี ค.ศ. 1788 ว่า “กระดาษคือความยากจน เป็นเพียงปีศาจร้ายหรือเงาร่างไม่ใช่เงินจริง” และย้ำในจดหมายถึงบุตรเขย จอห์น เวย์ลส์ เอปเปส (John Wayles Eppes) เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1813 ว่าเงินกระดาษจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเสมอในทุกประเทศที่อนุญาตให้ใช้งาน
บทเรียนราคาแพงจากระบบเงินกระดาษ (Fiat Lessons Learned)
ในฐานะผู้นำทหารและการเมือง จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) และ โทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ต่างได้พบเจอวิกฤตของเงินตราคอนติเนนตัล (Continental currency) ที่รัฐสภาคอนติเนนตัล (Continental Congress) อนุมัติในปี ค.ศ. 1775 เพื่อระดมทุนสงครามปฏิวัติอเมริกา (Revolutionary War) แม้ “ธนบัตรเครดิต” (bills of credit) เหล่านี้จะช่วยจ่ายเงินเดือนให้กองทัพคอนติเนนตัล (Continental Army) จนคว้าเอกราชได้สำเร็จ แต่การพิมพ์เงินเกินขนาดและการปลอมแปลง ประกอบกับรัฐบาลไม่มีอำนาจจัดเก็บภาษีหรือไม่มีทองคำและเงินหนุนหลังที่เพียงพอ ทำให้มูลค่าเงินเสื่อมสลายอย่างรวดเร็วจนเกิดสำนวน “ไม่มีค่าแม้แต่คอนติเนนตัลเดียว” ซึ่งวอชิงตันเคยวิจารณ์ว่าเงินเต็มคันรถในขณะนั้นแทบซื้อเสบียงไม่ได้แม้แต่คันรถเดียว บทเรียนอันเจ็บปวดนี้อธิบายว่าเหตุใดทองคำและเงินจึงเป็นเงินตราเพียงสองประเภทที่ได้รับการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ (U.S. Constitution)
การสนับสนุนเงินตราที่เป็นโลหะมีค่า (Support for Metallic Money)
เจมส์ เมดิสัน (James Madison) สถาปนิกหลักของรัฐธรรมนูญและประธานาธิบดีคนที่ 4 วิจารณ์ว่าเงินกระดาษที่เสื่อมค่าสร้างความไม่เป็นธรรมต่อทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ และเป็นภัยต่อทรัพย์สินส่วนบุคคล ทั้งยังเข้าใจกฎของเกรแชม (Gresham’s law) ว่า “เงินเลวจะขับเงินดีให้ออกไปจากระบบ” โดยผู้คนจะเลือกเก็บ “เงินตราที่แข็งแกร่ง” (Hard money) และรีบใช้จ่าย “เงินตราที่อ่อนแอ” (Soft money) ส่งผลให้ในการร่างกฎหมายสูงสุดปี ค.ศ. 1787 เขาได้ผลักดันมาตรฐานโลหะคู่ (Bimetallic money standard) จนเกิดมาตรา 1 ส่วนที่ 10 วรรค 1 ของรัฐธรรมนูญที่สั่งห้ามมิให้รัฐต่าง ๆ ใช้สิ่งอื่นนอกจากทองคำและเงินในการชำระหนี้
หลังจากการลงสัตยาบันรัฐธรรมนูญ คณะผู้ร่วมก่อตั้งประเทศได้ผ่านกฎหมายระบบเงินตราปี ค.ศ. 1792 (Coinage Act of 1792) จัดตั้งโรงกษาปณ์ของสหรัฐฯ (U.S. Mint) ในเมืองฟิลาเดลเฟียเพื่อออกเหรียญทองคำ โลหะเงิน และทองแดง โดยมีเจฟเฟอร์สันเสนอระบบดอลลาร์ฐานสิบ ขณะที่ อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน (Alexander Hamilton) กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนโลหะเงินต่อทองคำที่อัตรา 15 ต่อ 1 ภายใต้การลงนามของวอชิงตัน
การกลับมาสู่จุดเริ่มต้นของเงินกระดาษ (Fiat Currency Comes Full Circle)
ตลอดสองศตวรรษครึ่งที่ผ่านมา รัฐสภาและรัฐบาลสหรัฐฯ ค่อย ๆ ละทิ้งมาตรฐานโลหะคู่และเปลี่ยนผ่านกลับสู่ระบบเงินกระดาษเต็มรูปแบบด้วยธนบัตร Federal Reserve Notes ที่ไร้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ปัจจุบันประเทศก้าวกลับมาสู่จุดเริ่มต้นที่พึ่งพาระบบการเงินที่สร้างขึ้นในโลกเสมือนโดยระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด (Federal Reserve) และสถาบันในเครือข่าย
แม้ว่าธนบัตร Federal Reserve Notes จะเป็นเงินตราที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายนับตั้งแต่กฎหมายการธนาคารในภาวะฉุกเฉินปี ค.ศ. 1933 (Emergency Banking Act of 1933) แต่ความรักชาติไม่จำเป็นต้องหมายถึงความภักดีต่อค่าเงินดอลลาร์ที่เสื่อมค่าลงทุกปี โดยสินค้ามูลค่า 1 ดอลลาร์ในปี ค.ศ. 1933 ปัจจุบันจะมีราคาพุ่งเป็น 25 ดอลลาร์ หรือเสื่อมค่าลงเกือบ 2,500% ตามการคำนวณของดัชนี US Inflation Calculator อัตราเงินเฟ้อสะสมจากการพิมพ์เงินเกินขนาดนี้ทำหน้าที่เสมือน “ภาษีถาวร” ที่คอยบั่นทอนเงินออมและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ควรตระหนักยามเฉลิมฉลองการสถาปนาประเทศและรับชมดอกไม้ไฟในวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.moneymetals.com/news/2026/07/01/patriotism-shouldnt-apply-to-the-debauched-dollar-005033