.
เลขาฯ NATO เตือนโลกอย่าไร้เดียงสาต่อแสนยานุภาพจีน ชี้แกนนำจีน‑รัสเซีย‑เกาหลีเหนือ‑อิหร่านคือภัยคุกคามระยะยาวของพันธมิตร
6-7-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า กลุ่มประเทศสมาชิกจำนวน 32 ประเทศขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) มีกำหนดรวมตัวประชุมร่วมกัน ณ กรุงอังการา (Ankara) เมืองหลวงของประเทศตุรกี (Turkey) ในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความกดดันรอบด้านจากสงครามยูเครน สถานการณ์อิหร่าน และเป้าหมายการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าทำให้ประเด็นความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนในอินโด‑แปซิฟิกมีแนวโน้มถูกดันไปเป็นวาระรองในระเบียบวาระการประชุม แม้เลขาธิการ NATO จะเตือนซ้ำถึงสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นขึ้นระหว่างจีนกับรัสเซีย
การประชุมวันที่ 7‑8 กรกฎาคมนี้เป็นการประชุมสุดยอดครั้งแรกที่ตุรกีเป็นเจ้าภาพนับตั้งแต่ปี 2004 ที่นครอิสตันบูล โดยถือเป็นบททดสอบความเป็นเอกภาพของพันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกในยุคที่สหรัฐฯ เปิดสงครามกับอิหร่าน แล้วจึงกลับเข้าสู่สถานะหยุดยิงภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจเมื่อเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐฯ วิจารณ์ NATO ว่าเป็น “เสือกระดาษ” หลายครั้งในช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังชาติสมาชิกปฏิเสธสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของวอชิงตันในตะวันออกกลาง หรือช่วยผลักดันให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อีกครั้ง ก่อนที่รัฐบาลทรัมป์จะประกาศถอนทหารสหรัฐฯ ราว 5,000 นายออกจากเยอรมนีในเดือนพฤษภาคม
ในอังการา ผู้นำ NATO จะถูกจับตามองว่ามีความคืบหน้าเพียงใดต่อเป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่ตกลงกันเมื่อปีที่แล้วที่กรุงเฮก (The Hague) ภายใต้กรอบที่ทรัมป์ผลักดันให้สมาชิกเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมขึ้นเป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2035 มาร์ค รุตเทอ (Mark Rutte) เลขาธิการ NATO ระบุระหว่างการเยือนกรุงวอชิงตันเมื่อปลายเดือนว่าการประชุมครั้งนี้จะเน้นแสดงให้เห็นว่า พันธมิตรกำลังเดินอยู่บน “เส้นทาง” ที่จะไปถึงเป้าหมายดังกล่าวหลังช่วงเวลาการลงทุนต่ำกว่าที่ควร เขาเผยว่าจะมีการประกาศสัญญากลาโหมใหม่มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมย้ำว่าการลงทุนนี้ไม่เพียงเพิ่มความมั่นคง แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของ “การปฏิวัติอุตสาหกรรมด้านกลาโหม” ที่จะช่วยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยรุตเทอยังส่งสารตรงไปถึงประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) ว่า NATO “พร้อมตอบโต้” ต่อความเคลื่อนไหวใด ๆ ที่ “ไร้เหตุผลต่อพันธมิตร”
ประธานาธิบดียูเครน วอลอดีมีร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelensky) ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างหนักจาก NATO ในการทำสงครามกับรัสเซีย คาดว่าจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดครั้งนี้ด้วย ขณะเดียวกัน ผู้นำกลุ่ม Indo‑Pacific Four (IP4) หุ้นส่วนของ NATO ได้แก่ ญี่ปุ่น (Japan) เกาหลีใต้ (South Korea) ออสเตรเลีย (Australia) และนิวซีแลนด์ (New Zealand) ได้รับเชิญเข้าร่วม แต่โตเกียวและแคนเบอร์รา (Canberra) จะส่งรัฐมนตรีแทนผู้นำ เหมือนเมื่อปีที่แล้ว โดยมีประธานาธิบดีลี แจ มยอง (Lee Jae Myung) ของเกาหลีใต้เป็นผู้นำ IP4 เพียงรายเดียวที่คาดว่าจะเดินทางมาร่วม ซึ่งสะท้อนความใกล้ชิดด้านอุตสาหกรรมกลาโหมระหว่างโซล (Seoul) และ NATO
ในเชิงภัยคุกคามระยะยาว รุตเทอเตือนผ่านสำนักข่าว Anadolu Agency ของรัฐตุรกีว่าความท้าทายด้านความมั่นคงของ NATO ขยายออกไปมากกว่ารัสเซีย โดยเขาระบุว่าความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นระหว่างมอสโก (Moscow) ปักกิ่ง (Beijing) เปียงยาง (Pyongyang) และเตหะราน (Tehran) เป็นหนึ่งในความกังวลหลักของพันธมิตร พร้อมเตือนว่าจีนกำลังเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารอย่างฉับพลัน และอาจมีหัวรบนิวเคลียร์ถึง 1,000 หัวภายในปี 2030 จึงไม่ควร “ไร้เดียงสา” กับบทบาทของจีน เขาเรียกกลุ่มสี่ประเทศนี้ว่าเป็น “ภัยคุกคามระยะยาวหลัก” ที่ NATO เผชิญอยู่
ในมิติภาคสนาม จีนและรัสเซียกระชับความร่วมมือด้านกลาโหมผ่านการซ้อมรบและปฏิบัติการทางทหารร่วมกัน โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน เครื่องบินรบจีนและรัสเซียกว่า 10 ลำได้บินลาดตระเวนทางยุทธศาสตร์เหนือน่านฟ้าทะเลญี่ปุ่น หรือทะเลตะวันออก (Sea of Japan / East Sea) ทะเลจีนตะวันออก (East China Sea) และแปซิฟิกตะวันตก (Western Pacific) ทำให้เกาหลีใต้และญี่ปุ่นสั่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นบินสกัด ปักกิ่งยังถูกกล่าวหาว่าส่งมอบเทคโนโลยีและอุปกรณ์แบบ dual‑use ให้รัสเซีย เช่น ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกลขั้นสูง ชิ้นส่วนโดรน และวัตถุดิบ ถึงแม้จีนจะยืนยันความเป็นกลางในสงครามยูเครน
ในมิติภูมิรัฐศาสตร์เอเชีย รุตเทอเคยเตือนผ่านสัมภาษณ์กับ Bild ของเยอรมนีว่า หากจีนใช้กำลังทางทหารต่อไต้หวัน ปักกิ่งอาจกดดันรัสเซียซึ่งเขาเรียกว่า “หุ้นส่วนรอง” ให้ทำให้ยุโรปต้อง “ยุ่งอยู่กับวิกฤตของตนเอง” ปัจจุบันจีนมองไต้หวันว่าเป็นส่วนหนึ่งของจีนและไม่ปิดโอกาสการใช้กำลังเพื่อรวมชาติ ขณะที่ชาติส่วนใหญ่ รวมถึงสมาชิก NATO ไม่รับรองไต้หวันเป็นรัฐเอกราช แต่แสดงจุดยืนต่อต้านการใช้กำลังยึดครองเกาะปกครองตนเองแห่งนี้
ในมุมมองนักวิชาการ สตีเฟน นากี (Stephen Nagy) จาก International Christian University โตเกียว ให้ความเห็นว่าถึงแม้รุตเทอจะพูดชัดว่า NATO จับตาบทบาทสนับสนุนรัสเซียของจีน แต่ประเด็นเร่งด่วนอย่างยูเครน อิหร่าน และเป้าหมายงบประมาณจะ “กินเวลาอภิปรายในที่ประชุม” มากที่สุด เขาคาดว่าอินโด‑แปซิฟิกจะไม่หายไปจากวาระ แต่จะถูกผนวกรวมเข้าไปในกรอบพูดคุยเรื่องจีน–รัสเซียมากกว่าจะถูกจัดเป็นหัวข้อแยกต่างหาก พร้อมระบุว่าการที่ทรัมป์มาร่วมประชุมเกิดขึ้นในจังหวะที่สหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันต่อพันธมิตรรอบด้านทั้งเรื่องงบประมาณและกำลังพล ซึ่งส่งสารแบบ “สองด้าน” ไปยังประเทศหุ้นส่วนอินโด‑แปซิฟิก คือ ขีดความสามารถของพันธมิตรที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องดี แต่ความไม่แน่นอนต่อพันธะของสหรัฐฯ ในยุโรปย่อมทำให้เกิดคำถามเงียบ ๆ เกี่ยวกับความเชื่อถือได้ในเอเชียในระยะยาว
มาร์ก ลานเตน (Marc Lanteigne) จาก Arctic University of Norway เมืองทรอมเซอ เสริมว่าการประชุมครั้งนี้จะถูกครอบงำด้วยคำถามเกี่ยวกับพันธะระยะยาวของวอชิงตันต่อ NATO และความกังวลเรื่องความแข็งแรงของข้อตกลงหยุดยิงกับเตหะราน โดยชี้ว่าอิหร่านต้อง “แย่งพื้นที่ความสนใจ” จากยูเครน และยังไม่ชัดเจนว่าประเด็นอินโด‑แปซิฟิกจะถูกหยิบขึ้นมาเด่นชัดเพียงใด เขาระบุว่าทั้งชาติยุโรปใน NATO และกลุ่ม IP4 ต่างเผชิญแรงกดดันให้เพิ่มงบประมาณกลาโหม และเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ แรงผลักดันเพื่อขยายความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างเอเชียกับ NATO ดูจะเย็นลง ขณะที่วอชิงตันยังส่งสัญญาณเชิงนโยบายด้านความมั่นคงในเอเชีย‑แปซิฟิกหลายแบบที่ไม่ชัดเจน
ลานเตนอธิบายว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กดดันให้พันธมิตรยุโรปใช้จ่ายด้านทหารมากขึ้น แต่พร้อมกันก็เรียกร้องให้ยุโรปรับบทนำทางยุทธศาสตร์ เน้นป้องกันทวีปของตนเองมากกว่าปฏิบัติการนอกภูมิภาค ซึ่งอาจหมายถึงบทบาทที่ลดลงของประเทศในเอเชีย‑แปซิฟิกในเวทีหารือของ NATO และช่องทางจำกัดขึ้นสำหรับความร่วมมือระดับทางการระหว่างเอเชียกับยุโรปผ่านกรอบ NATO ลิเซล็อตเต ออดการ์ด (Liselotte Odgaard) จาก Hudson Institute ในวอชิงตันชี้ว่าท่าที “กังขา” ของสหรัฐฯ ต่อความร่วมมือ NATO–IP4 สะท้อนการถกเถียงเรื่องการแบ่งเบาภาระด้านความมั่นคง โดยมองว่าความตึงเครียดมีแนวโน้มเกิดจากประเด็นงบประมาณและบทบาทวอชิงตันมากกว่าความเห็นต่างต่ออินโด‑แปซิฟิกโดยตรง
ออดการ์ดระบุด้วยว่าความร่วมมือจีน–รัสเซียอาจส่งผล “ทางอ้อมแต่จริงจัง” ต่อ NATO โดยพันธมิตรเชื่อมโยงการจับมือดังกล่าวเข้ากับท่าทีการยับยั้ง (deterrence) และกรอบมุมมองที่กว้างขึ้นว่าพื้นที่ปฏิบัติการต่าง ๆ ตั้งแต่ยูโร‑แอตแลนติก อินโด‑แปซิฟิก ไปจนถึงอาร์กติก ล้วนเชื่อมโยงถึงกันในภาพรวมความมั่นคงของพันธมิตร
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/china/military/article/3359485/why-indo-pacific-might-be-back-burner-nato-summit?module=top_story&pgtype=homepage