ของบิ๊กเทคสหรัฐฯ ที่ใช้ภัยคุกคามจีนกดดันนโยบายAI
นักวิชาการจีนเตือน ของบิ๊กเทคสหรัฐฯ ที่ใช้ "ภัยคุกคามจีน" กดดันนโยบาย AI ขยายรอยร้าวความระแวง สหรัฐฯ-จีน
4-8-2026
SCMP รายงานว่า นักวิเคราะห์หลายฝ่ายออกมาชี้เตือนว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของประเทศสหรัฐฯ (US) กำลังพยายามโหนกระแสความกังวลของบรรดานิติบัญญัติที่มีต่อประเทศจีน (China) เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อฝั่งตนเอง ขณะที่ท่าทีอันเข้มกร้าวและแข็งกร้าว (Hawkish) ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐฯ ต่อประเทศจีน (China) ได้สร้างความตระหนกให้กับผู้สังเกตการณ์จำนวนมาก ซึ่งเตือนว่าแนวโน้มดังกล่าวอาจส่งผลให้เกิดความไม่ไว้วางใจกันรุนแรงยิ่งขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) ได้กลายเป็นพื้นที่ที่มีความเชื่อมโยงกับการเมืองอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น โดยแกนนำและบุคคลระดับแนวหน้าในอุตสาหกรรมอย่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ได้บริจาคเงินจำนวนมหาศาลให้กับแคมเปญทางการเมือง ซึ่งรวมถึงการลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 ของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)
ขณะเดียวกัน รัฐบาลประเทศสหรัฐฯ (US) ได้วางตำแหน่งของการแข่งขันทางเทคโนโลยีให้เป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งกับกรุงปักกิ่ง (Beijing) ในขณะที่กลุ่มนักล็อบบี้ด้านเทคโนโลยีก็ได้สอดแทรกแนวคิดเรื่อง “ภัยคุกคามจากจีน” เข้าไปในกิจกรรมการล็อบบี้อย่างเป็นระบบ ตามรายงานบทความวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนที่ผ่านมาในวารสาร Journal of Contemporary Asia-Pacific Studies ซึ่งเป็นสิ่งพิมพ์ภายใต้การกำกับดูแลของสถาบัน Chinese Academy of Social Sciences
บทความดังกล่าวระบุว่า บรรดาผู้บริหารองค์กรเอกชนได้ทำการนำเสนอข้อมูลอย่าง “คัดสรรเฉพาะส่วน” เพื่อให้สอดรับกับความวิตกกังวลของกรุงวอชิงตันที่มีต่อประเทศจีน (China) และเพื่อ “เพิ่มโอกาสสูงสุด” ในการได้รับผลการตัดสินใจทางนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัทตนเอง
ถาน ย่านหนาน (Tan Yannan) นักศึกษาปริญญาเอกสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัย Renmin University และ ซุน เฉิงฮ่าว (Sun Chenghao) นักวิจัยอาวุโสประจำศูนย์ Centre for International Security and Strategy แห่งมหาวิทยาลัย Tsinghua University ซึ่งเป็นผู้เขียนบทความวิจัยดังกล่าว ได้เตือนว่า “การนำประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน (China) มาใช้เป็นเครื่องมือในปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ จะยิ่งตอกย้ำความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของประเทศสหรัฐฯ (US)ที่มีต่อประเทศจีน (China) และจะยิ่งเพิ่มความหวาดระแวงเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกันของทั้งสองฝ่ายให้รุนแรงขึ้น”
คณะผู้เชี่ยวชาญระบุเสริมว่า ผู้นำเทคโนโลยีของประเทศสหรัฐฯ (US) รุ่นใหม่ที่ “กำลังก้าวขึ้นมา” ได้ใช้คู่แข่งจากประเทศจีน (China) เป็น “กลไกเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อ “เข้ามากำหนดวาระทางนโยบายเชิงรุก” ภายในประเทศสหรัฐฯ (US)
ผู้วิจัยได้ยกตัวอย่างองค์กร OpenAI โดยระบุว่า บริษัทดังกล่าวประสบความสำเร็จในการได้รับการสนับสนุนจากทั้งรัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) และรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน (Joe Biden) ในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วยการอ้างเหตุผลซ้ำๆ ว่า หากล้มเหลวในการลงทุนดังกล่าว จะเป็นการบั่นทอนและทำลายเปรียบเทียบทางเทคโนโลยีของประเทศสหรัฐฯ (US) ที่มีเหนือประเทศจีน (China)
นอกจากนี้ งานวิจัยยังได้เปรียบเทียบแนวทางดังกล่าวกับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีแบบ “ดั้งเดิม” เช่น Meta โดยผู้เขียนชี้ว่า Meta ได้ใช้ข้ออ้างเกี่ยวกับประเทศจีน (China) ในลักษณะ “ตั้งรับ” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ในขณะที่กำลังเผชิญกับการตรวจสอบด้านกฎหมายการต่อต้านการผูกขาดภายในประเทศสหรัฐฯ (US)
ถาน ย่านหนาน (Tan Yannan) และ ซุน เฉิงฮ่าว (Sun Chenghao) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการล็อบบี้ในลักษณะนี้ กำลังส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทั้งการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างประเทศจีน (China) กับประเทศสหรัฐฯ (US) รวมถึงธรรมาภิบาลเทคโนโลยีในระดับโลก พร้อมทั้งเตือนว่า “การนำข้อมูลที่เกี่ยวกับประเทศจีน (China) มาใช้เป็นเครื่องมือ ใช้เป็นแทคติก และใช้อย่างเป็นระบบที่เพิ่มมากขึ้นในความพยายามล็อบบี้ จะสะสมความเสี่ยงด้านการรับรู้ในเชิงโครงสร้าง ทั้งในระดับรัฐบาลกลางและระดับท้องถิ่นของประเทศสหรัฐฯ (US) ก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งกลางเทอม”
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ดาริโอ อะโมเดอี (Dario Amodei) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Anthropic ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ Claude ได้ออกมาเตือนว่า โมเดลโอเพ่นซอร์ส (Open-source models) ด้านปัญญาประดิษฐ์อาจถูกนำไปใช้ประโยชน์โดย “รัฐบาลเผด็จการ” อย่างกรุงปักกิ่ง (Beijing) โดยเขาระบุว่า โมเดลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้เพื่อการปราบปรามภายในประเทศ การก่อการโจมตีทางไซเบอร์ การโจมตีทางชีวภาพ หรือเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการหารอื่นๆ
ดาริโอ อะโมเดอี (Dario Amodei) ได้เรียกร้องให้กรุงวอชิงตัน ยกระดับความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกชิปประมวลผลขั้นสูง และดำเนินการปราบปรามสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็น “ปฏิบัติการสกัดข้อมูลในระดับอุตสาหกรรม” (Industrial-scale distillation operations) โดยบริษัทจากประเทศจีน (China) เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทเหล่านั้นสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในประเทศสหรัฐฯ (US)
การออกมาเคลื่อนไหวของ ดาริโอ อะโมเดอี (Dario Amodei) มีขึ้นหลังจากที่บริษัทสตาร์ทอัพ Moonshot AI ซึ่งมีฐานอยู่ในกรุงปักกิ่ง (Beijing) ได้เปิดตัวโมเดล Kimi K3 เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีรายงานว่ามีความทรงพลังทัดเทียม แต่มีราคาถูกกว่าคู่แข่งในประเทศสหรัฐฯ (US) เป็นอย่างมาก เหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงทั้งใน ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) และกรุงวอชิงตัน ว่าประเทศสหรัฐฯ (US) ควรสั่งห้ามไม่ให้บริษัทอเมริกันใช้งานโมเดลโอเพ่นซอร์สของประเทศจีน (China) หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ดาริโอ อะโมเดอี (Dario Amodei) ยืนยันว่าบริษัทของเขา “ไม่เคยสนับสนุนให้มีการสั่งห้าม” โมเดลเหล่านี้ ซึ่งเป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า โมเดลแบบเปิดน้ำหนักตัวแปร (Open-weight models)
ในขณะเดียวกัน แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI กล่าวว่า เขาต้องการให้ประเทศสหรัฐฯ (US) “เป็นผู้ชนะในด้าน AI ทั้งในระบบโมเดลแบบโอเพ่นซอร์สและโมเดลแบบปิด (Proprietary models)” ขณะที่ ดีน บอลล์ (Dean Ball) หัวหน้าฝ่ายอนาคตเชิงยุทธศาสตร์ของ OpenAI ได้โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์เมื่อเร็วๆ นี้ว่า “ผลลัพธ์อย่างหนึ่งที่มีความเป็นไปได้ในโลกที่ครอบงำโดยโมเดลแบบเปิดน้ำหนักตัวแปร คือสภาวะคอมมิวนิสต์ทาง AI แบบเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศจีน (China) นำเสนอพอดี” โดยเขาระบุเสริมว่า ควรมีข้อจำกัดทางกำกับดูแลต่อการใช้โมเดลของประเทศจีน (China) แต่ไม่มีความจำเป็นต้องสั่งห้ามเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สทั้งหมด
นอกจากนี้ OpenAI ยังได้ร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีหลายสิบแห่ง รวมถึง Nvidia ยักษ์ใหญ่ด้านชิปของประเทศสหรัฐฯ (US) ในการลงนามในจดหมายเปิดผนึกเพื่อสนับสนุนโมเดลแบบเปิดน้ำหนักตัวแปร (Open-weight models)
อย่างไรก็ดี เดวิด แซกส์ (David Sacks) อดีตผู้ดูแลนโยบายคริปโทเคอร์เรนซีและปัญญาประดิษฐ์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ออกมากล่าวหา Anthropic และ OpenAI ว่ามีพฤติกรรม “มือถือปากถือศีล” (Hypocrisy) จากการระบุว่าเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สของประเทศจีน (China) เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง โดยเขาชี้ว่าทั้งสองบริษัทกำลังพยายามขัดขวางไม่ให้นักพัฒนาชาวอเมริกันรายอื่นนำโมเดลเหล่านั้นไปใช้ในการสร้างโมเดลของตนเอง
เดวิด แซกส์ (David Sacks) กล่าวในระหว่างการจัดรายการพอดแคสต์ All-In podcast ที่เขาเป็นผู้ดำเนินรายการร่วมว่า “ผมไม่ได้กำลังปกป้องบริษัทของประเทศจีน (China) แต่ผมกำลังปกป้องนักพัฒนาชาวอเมริกันที่จำเป็นต้องสามารถใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสมบัติสาธารณะได้”
นอกจากนี้ ถาน ย่านหนาน (Tan Yannan) และ ซุน เฉิงฮ่าว (Sun Chenghao) ยังได้เตือนปิดท้ายว่า บริษัทใน ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) กำลัง “ใช้แนวคิดเรื่อง ‘ความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ระหว่างประเทศสหรัฐฯ (US) และยุโรป (Europe) เพื่อต่อต้านประเทศจีน (China)’ เป็นกลไกทางวาทกรรมในการกวดขันและจุดชนวนความตึงเครียดระหว่างประเทศจีน (China) ประเทศสหรัฐฯ (US) และยุโรป (Europe) [และ] เพิ่มแรงกดดันเชิงสถาบันต่อความพยายามในการสร้างการเจรจาทหุภาคีว่าด้วยธรรมาภิบาลทางเทคโนโลยี” อีกด้วย
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/china/diplomacy/article/3362808/could-silicon-valleys-lobbying-create-mutual-suspicion-between-us-and-china?module=top_story&pgtype=homepage