จีนจ่อปั้น “บริษัทยายักษ์ใหญ่”แข่งบริษัทยาระดับโลก
นักวิเคราะห์ชี้ จีนจ่อปั้น “บริษัทยายักษ์ใหญ่” แข่งบริษัทยาระดับโลกใน 10 ปี หลังสร้างระบบวิจัยคู่ขนานสหรัฐฯ-ตะวันตกเพิ่งตระหนัก Biotech จีนโตก้าวกระโดด
11-8-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า ประเทศจีน (China) กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญที่มีศักยภาพในการสร้างบริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลก (Big Pharma) เพื่อลงแข่งขันกับเจ้าตลาดเดิมได้ภายในระยะเวลา 1 ทศวรรษข้างหน้า โดยอาศัยความได้เปรียบด้านประสิทธิภาพเชิงระบบที่เหนือกว่าเพียงแค่เรื่องต้นทุน ประกอบกับคลื่นความล้ำหน้าด้านนวัตกรรมของภาคเทคโนโลยีชีวภาพ (biotech) ที่เติบโตอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้
"ตลอดช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา โลกเรามีระบบนิเวศการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในระดับโลกเพียงแห่งเดียว นั่นคือประเทศสหรัฐฯ (US)" ฟู่ เหว่ย (Fu Wei) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีบีซี กรุ๊ป (CBC Group) ซึ่งเป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์ด้านสุขภาพที่ก่อตั้งขึ้นในนครเซี่ยงไฮ้และปัจจุบันมีฐานอยู่ในประเทศสิงคโปร์ กล่าวในระหว่างการเสวนา ณ งานประชุมระดับโลก Global Health Summit ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง (Hong Kong) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
"ทว่าตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ระบบนิเวศคู่ขนานอย่างประเทศจีน (China) ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว เราไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพด้านต้นทุนสูงกว่าเท่านั้น แต่ยังมีความรวดเร็วมากกว่าในการสร้างนวัตกรรมยา และข้อได้เปรียบนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถย้อนกลับคืนได้" ฟู่ เหว่ย (Fu Wei) ระบุเพิ่มเติมว่า "อีก 10 ปีนับจากนี้ เราจะได้เห็นบริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลก (Big Pharma) สัญชาติจีนผงาดขึ้นในตลาดบ้านเกิดของตนเองอย่างแน่นอน"
อย่างไรก็ตาม ฟู่ เหว่ย (Fu Wei) ชี้ว่าการสร้างมหาอำนาจทางการแพทย์และยาที่มีรากฐานจากประเทศจีน (China) ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากลนั้นยังคงเป็นกระบวนการระยะยาว
"อุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์แตกต่างจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ตรงที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล ต้องมีสายการวิจัยและพัฒนายาใหม่นับร้อยชนิดที่หยั่งลึก รวมถึงต้องมีเทคโนโลยีแห่งอนาคต ก่อนที่บริษัทจะสามารถสร้างผลกระทบต่อตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ" ฟู่ เหว่ย (Fu Wei) กล่าว
ฟู่ เหว่ย (Fu Wei) อธิบายว่า หากวิสัยทัศน์นี้เกิดขึ้นจริง จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากสภาวะปัจจุบันที่ตลาดนวัตกรรมยาในประเทศจีน (China) ยังคงถูกครอบงำโดยบริษัทข้ามชาติจากต่างประเทศ โดยหยิบยกกรณีของ บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) บริษัทเวชภัณฑ์สวีเดน-อังกฤษ ที่มียอดขายยานวัตกรรมในประเทศจีน (China) สูงกว่าบริษัทผู้นำในท้องถิ่นอย่าง บริษัท เฮงรุ่ย พาร์มา (Hengrui Pharma)
อุตสาหกรรมยาของประเทศจีน (China) ซึ่งเคยเป็นที่รู้จักหลักๆ จากการผลิตยาสามัญ (generic drugs) ที่มีอัตรากำไรต่ำ ได้ผ่านการปฏิรูปสู่คลื่นแห่งนวัตกรรมอย่างจริงจัง การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้อยู่ในยอดการทำสัญญาการอนุญาตให้ใช้สิทธิในยาแก่บริษัทต่างชาติ (out-licensing deals) สำหรับยานวัตกรรม ซึ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยมูลค่ารวมถึง 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ตามการรายงานของ สำนักข่าวซีซีทีวี (CCTV) ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลจีน
สำนักข่าวซีซีทีวี (CCTV) ระบุเสริมว่า ในปัจจุบัน ประเทศจีน (China) มีสัดส่วนของยานวัตกรรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาคิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ของยานวัตกรรมทั้งหมดทั่วโลก ซึ่งรั้งอันดับสองของโลกในปัจจุบัน
ทางด้าน ไอริส หวัง (Iris Wang) หุ้นส่วนผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุนของ บริษัท ทรูเมด อินเวสต์เมนต์ (TruMed Investment) ในฮ่องกง ให้ความเห็นว่า ภาคเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศจีน (China) กำลังขยายตัวด้วยความเร็วที่ทำให้ตลาดตั้งตัวไม่ทัน
"เพิ่งจะเป็นช่วง 2 ถึง 3 ปีที่ผ่านมานี้เองที่โลกตะวันตกได้เห็นสัญญาการอนุญาตให้ใช้สิทธิในยาแก่บริษัทต่างชาติ (out-licensing deals) เหล่านี้ จนทำให้พวกเขาตระหนักได้ในที่สุดว่าภาคเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศจีน (China) เติบโตขึ้นรวดเร็วเพียงใด" ไอริส หวัง (Iris Wang) กล่าว "พวกเขาเคยประเมินจังหวะก้าวแห่งนวัตกรรมของเราต่ำเกินไป"
ไอริส หวัง (Iris Wang) ชี้ว่าการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศจีน (China) มีรากฐานมาจากประสิทธิภาพเชิงระบบ (systemic efficiency) ที่สร้างขึ้นบนโครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนเชิงนโยบาย และฐานบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญระดับลึก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ยากจะเลียนแบบได้ในประเทศอื่นภายในระยะเวลาอันใกล้
เนื่องจากชีวเภสัชภัณฑ์ได้รับการจัดให้เป็นอุตสาหกรรมเสาหลักใหม่ ร่วมกับวงจรรวม (integrated circuits) และอุตสาหกรรมการบินและอวกาศในแผนพัฒนาฉบับล่าสุด กรุงปักกิ่ง (Beijing) จึงได้ให้คำมั่นที่จะยกระดับการสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้อย่างจริงจัง
ในแผนแม่บทการพัฒนาสาธารณสุขของประเทศจีน (China) สำหรับช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเผยแพร่โดย คณะรัฐมนตรีแห่งรัฐ (State Council) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางการได้ให้คำมั่นว่าจะให้การสนับสนุนครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ (full-chain support) สำหรับนวัตกรรมยา พร้อมทั้งสัญญาว่าจะเร่งรัดกระบวนการอนุมัติตามกฎระเบียบสำหรับวิธีการรักษาที่สำคัญ และปรับปรุงกรอบการประเมินทางคลินิกเพื่อส่งเสริมการนำไปใช้ในโรงพยาบาล
ไอริส หวัง (Iris Wang) คาดการณ์ว่าผู้พัฒนายาของประเทศจีน (China) จะรักษาแรงขับเคลื่อนนี้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยชี้ว่าประสิทธิภาพเชิงระบบของประเทศจีน (China) อยู่ในจุดที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการผลักดันให้เกิดการค้นพบใหม่ๆ ในแวดวงขั้นสูง เช่น การพัฒนายาด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI-driven drug development)
"บางคนสันนิษฐานไปเองว่า เนื่องจากประเทศสหรัฐฯ (US) เป็นผู้นำด้าน AI จึงจะกลายเป็นผู้ครอบงำภาคเทคโนโลยีชีวภาพในอนาคตไปโดยปริยาย" ไอริส หวัง (Iris Wang) กล่าว "แต่สำหรับการค้นพบยาใหม่ ลำพังแค่โมเดล AI นั้นยังไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญอย่างแท้จริงคือ พลังการคำนวณเหล่านั้นจะสามารถแปลงไปสู่ข้อมูลที่ได้รับการพิสูจน์ในห้องปฏิบัติการ และท้ายที่สุดคือการได้รับการพิสูจน์ในการทดลองทางคลินิกได้หรือไม่"
"การเป็นผู้เบิกทางในการค้นพบยาด้วย AI ในเวลานี้ จำเป็นต้องมีความเป็นผู้นำเชิงระบบที่ครอบคลุมทั้ง AI ชีววิทยา และการปฏิบัติการในห้องทดลอง" ไอริส หวัง (Iris Wang) กล่าวทิ้งทาย "ประเทศจีน (China) กำลังสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ทั้งหมดในจุดนี้ ซึ่งมอบข้อได้เปรียบให้ประเทศกลายเป็นผู้นำในระยะถัดไปของการสร้างสรรค์นวัตกรรมยา"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/z31g3?utm_source=copy-link&utm_campaign=3363531&utm_medium=share_widget