.
สหรัฐฯ ยันไม่ถอนตัวจากเอเชีย เดินหน้า “ปักหลัก” อินโด-แปซิฟิก จี้พันธมิตรเพิ่มงบกลาโหม ก่อนปลัดเพนตากอนเยือน ฟิลิปปินส์-อินโดนีเซีย-ไทย-กัมพูชา
11-8-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงแห่งเพนตากอน (Pentagon) เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ประเทศสหรัฐฯ (US) ไม่ได้กำลังลดบทบาทหรือถอนตัวออกจากภูมิภาคเอเชีย แต่ตรงกันข้ามกำลังเดินหน้า "ปักหลักมั่นคง"
เพื่อรักษาดุลอำนาจที่ได้เปรียบในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific) อย่างไรก็ดี กรุงวอชิงตัน (Washington) ต้องการให้บรรดาประเทศพันธมิตรเข้ามาร่วมรับผิดชอบภาระด้านการป้องกันประเทศของตนเองมากยิ่งขึ้น
เพื่อสยบความกังวลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของกรุงวอชิงตัน (Washington) เอลบริดจ์ คอลบี (Elbridge Colby) ปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายนโยบายของสหรัฐฯ ได้กล่าวย้ำถึงผลประโยชน์ของประเทศสหรัฐฯ (US) ในภูมิภาคแห่งนี้ พร้อมเรียกร้องให้เกิดการแบ่งปันภาระความรับผิดชอบที่มากยิ่งขึ้น และเน้นย้ำถึงการสร้าง "ความเป็นพันธมิตร ไม่ใช่ภาวะการพึ่งพา"
"อเมริกาไม่ได้กำลังถอนตัวออกจากเอเชียอย่างแน่นอน" เอลบริดจ์ คอลบี (Elbridge Colby) กล่าวในระหว่างการแสดงปาฐกถา ณ งานเสวนาของสถาบันคลังสมองแห่งหนึ่ง ในกรุงมะนิลา (Manila)
"เราไม่ได้กำลังจะจากไป ในความเป็นจริงแล้ว เรากำลังปักหลักมั่นคง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะเกิดดุลอำนาจที่ได้เปรียบในจุดที่มีความสำคัญมากที่สุด" เอลบริดจ์ คอลบี (Elbridge Colby) ระบุ
ประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) ซึ่งเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศสหรัฐฯ (US) ในเอเชีย ถือเป็นหมุดหมายแรกในการเดินทางเยือนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ เอลบริดจ์ คอลบี (Elbridge Colby) ซึ่งมีกำหนดการเดินทางต่อไปยังประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia), ประเทศไทย (Thailand) และประเทศกัมพูชา (Cambodia)
เอลบริดจ์ คอลบี (Elbridge Colby) กล่าวว่า การรักษาดุลอำนาจที่ได้เปรียบในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific) จำเป็นต้องมี "วางท่าทีการป้องปรามด้วยการสกัดกั้นตามแนวหมู่เกาะชั้นแรก (first island chain)" พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความยึดมั่นผูกพันทางการทหารของประเทศสหรัฐฯ (US) ที่กำลังเติบโตขึ้นในภูมิภาคแห่งนี้
สำหรับแนวที่เรียกว่า "หมู่เกาะชั้นแรก (first island chain)" นั้น วางตัวทอดยาวตามแนวชายฝั่งทะเลของเอเชียตะวันออก ตั้งแต่หมู่เกาะคูริล (Kuril Islands) ผ่านประเทศญี่ปุ่น (Japan), เกาะไต้หวัน (Taiwan) และประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) เรื่อยไปจนถึงเกาะบอร์เนียว (Borneo)
ยุทธศาสตร์แนวหมู่เกาะดังกล่าวได้รับการเสนอขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1951 เพื่อใช้ประโยชน์จากฐานทัพบนเกาะต่างๆ ที่เป็นพันธมิตรกับอเมริกัน ในการปิดล้อมและปิดกั้นการขยายอิทธิพลของฝ่ายคอมมิวนิสต์ อันได้แก่ สหภาพโซเวียต (Soviet Union) และประเทศจีน (China) ในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก
เอลบริดจ์ คอลบี (Elbridge Colby) ชี้แจงเมื่อวันจันทร์ว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวไม่สามารถพึ่งพาเฉพาะกำลังกองทัพอเมริกันแต่เพียงฝ่ายเดียวได้ พร้อมโต้แย้งว่าบรรดาประเทศพันธมิตรควรเร่งลงทุนเพิ่มเติมในระบบความมั่นคงของตนเอง
"เมื่อเราขอให้บรรดาพันธมิตรและหุ้นส่วนของเราก้าวขึ้นมา ลงทุนเพิ่มเติมในการป้องกันประเทศของตนเอง และรับผิดชอบต่อความมั่นคงแห่งอธิปไตยของตนเอง เราไม่ได้กำลังส่งสัญญาณถึงการทอดทิ้ง" เอลบริดจ์ คอลบี (Elbridge Colby) กล่าว
"สิ่งที่เรากำลังมองหาคือพันธมิตร ไม่ใช่รัฐอารักขา (protectorates)" เอลบริดจ์ คอลบี (Elbridge Colby) กล่าวเสริมว่า "เมื่อพันธมิตรของเรามีความเข้มแข็ง การป้องปรามก็จะเข้มแข็งตามไปด้วย"
ทั้งนี้ เกาะไต้หวัน (Taiwan) ซึ่งเคยได้รับการอธิบายไว้อย่างโด่งดังในปี 1950 โดย พลเอก ดักลาส แมกอาร์เธอร์ (General Douglas MacArthur) ว่าเป็น "เรือบรรทุกเครื่องบินที่ไม่มีวันจม" ถือเป็นหัวใจสำคัญของแนวคิดเรื่องแนวหมู่เกาะดังกล่าว
แม้ว่ายุทธศาสตร์นี้จะถูกลดความสำคัญลงหลังจากสิ้นสุดสงครามเย็น แต่ก็ได้กลับมามีความสำคัญอย่างโดดเด่นอีกครั้งหลังปี 1991 ในฐานะเครื่องมือในการคานอำนาจและรับมือกับการก้าวขึ้นมาของกรุงปักกิ่ง (Beijing)
ขณะที่ "แนวหมู่เกาะชั้นที่สอง (second island chain)" ตั้งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออก ซึ่งครอบคลุมถึงฐานทัพหลักของประเทศสหรัฐฯ (US) บนเกาะกวม (Guam) และขยายตัวผ่านหมู่เกาะมาเรียนา (Marianas) ไปยังประเทศปาเลา (Palau) และเกาะนิวกินี (New Guinea)
นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงข้อสมมติฐานเกี่ยวกับ "แนวหมู่เกาะชั้นที่สาม (third island chain)" ซึ่งลากยาวตั้งแต่หมู่เกาะอะลูเชียน (Aleutians) ผ่านหมู่เกาะฮาวาย (Hawaii) ไปจนถึงภูมิภาคโอเชียเนีย (Oceania) อย่างไรก็ดี ความสนใจหลักโดยทั่วไปยังคงมุ่งเน้นไปที่แนวหมู่เกาะสองชั้นแรกเป็นหลัก
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/a4k5r?utm_source=copy-link&utm_campaign=3363543&utm_medium=share_widget