.
จีนยกระดับ ‘ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก’ เล็งเป้ายิงสกัดเครื่องบินบัญชาการสหรัฐฯ ได้ไกลหลายพันไมล์ ท่ามกลางวอชิงตัน ขาดแคลนอาวุธ
26-8-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า กองทัพจีน (China) ประสบความสำเร็จในการพัฒนาหัวรบร่อนความเร็วเหนือเสียง หรือ HGV (Hypersonic Glide Vehicles) ที่สามารถปล่อยอาวุธยิงจากอากาศสู่อากาศ (air-to-air weapons) นับเป็นก้าวสำคัญทางเทคโนโลยีการทหารที่มีเป้าหมายเพื่อคุกคามเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เครื่องบินเตือนภัยและสั่งการ (command-and-control aircraft) ซึ่งปฏิบัติการอยู่ห่างออกไปหลายพันไมล์
แหล่งข่าวที่มีข้อมูลโดยตรงเปิดเผยว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่ใหญ่กว่าของจีน ในการนำคลังขีปนาวุธที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีขีปนาวุธทอดตัว (ballistic weapons) มากกว่า 3,150 ลูก มาปรับใช้สำหรับภารกิจทางการทหารเกือบทุกประเภท ขณะเดียวกัน ประเทศสหรัฐฯ (US) กำลังเผชิญความยากลำบากเกี่ยวกับปริมาณสำรองของขีปนาวุธป้องกันทางอากาศและอาวุธโจมตีระยะไกลที่วิกฤต ภายหลังผ่านพ้นการทำสงครามกับ ประเทศอิหร่าน (Iran) มายาวนานถึง 6 เดือน
แหล่งข่าวรายเดิมซึ่งขอไม่เปิดเผยนามเนื่องจากความละเอียดอ่อนของข้อมูล ระบุเพิ่มเติมว่า จีนยังได้เพิ่มขีดความสามารถการยิงจากอากาศสู่อากาศให้กับขีปนาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง (hypersonic cruise missiles) บางรุ่น รวมถึงการสร้างขีดความสามารถในการต่อต้านเรือรบ (anti-ship capabilities) เข้าไปในขีปนาวุธอีกหลายประเภท
ยุทโธปกรณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดภัยคุกคามร้ายแรงต่อปฏิบัติการทางอากาศของสหรัฐฯ ในกรณีที่เกิดความขัดแย้งกับจีน เนื่องจากเครื่องบินสนับสนุน เช่น เครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศ (tankers), เครื่องบินเตือนภัยและควบคุมทางอากาศ (airborne warning-and-control planes) หรือแม้แต่ศูนย์บัญชาการลอยฟ้าอย่าง E-4B Nightwatch ถูกออกแบบมาเพื่อปฏิบัติการในระยะห่างจากแนวหน้าการรบ
ทั้งนี้ หัวรบร่อน HGV ที่ปล่อยจากขีปนาวุธแบบ DF-17 สามารถเดินทางได้ไกลประมาณ 1,500 ไมล์ (ราว 2,414 กิโลเมตร) ซึ่งใกล้เคียงกับระยะทางจากจีนไปยังเกาะกวม (Guam) ซึ่งเป็นดินแดนของสหรัฐฯ และเป็นฐานทัพทางการทหารที่สำคัญ ขณะที่ขีปนาวุธแบบ DF-27 มีระยะทำการสูงสุดประมาณ 5,000 ไมล์ ซึ่งครอบคลุมระยะส่งกำลังไปถึงมลรัฐฮาวาย (Hawaii)
หัวรบร่อนความเร็วเหนือเสียง หรือ HGV เป็นหัวรบที่สามารถปรับทิศทางและทำการเลี้ยวลดคดเคี้ยวภายในชั้นบรรยากาศขณะเดินทางมุ่งสู่เป้าหมาย ส่งผลให้สามารถขยายระยะทำการและเพิ่มความซับซ้อนต่อการถูกสกัดกั้น ทั้งนี้ ยังไม่ปรากฏว่ามีประเทศอื่นใดในโลกที่มีระบบอาวุธที่ผสมผสาน HGV เข้ากับขีปนาวุธยิงจากอากาศสู่อากาศในลักษณะนี้
รายงานจากสถาบันการศึกษากระทรวงอวกาศจีนแห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯ หรือ CASI (China Aerospace Studies Institute) ประจำปีนี้ ระบุโดยไม่ได้ลงรายละเอียดลึกว่า ความพยายามในการปรับปรุงขีปนาวุธให้ทันสมัยของจีน "มุ่งเน้นความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไปที่ความสามารถในการสร้างความเสียหายเชิงระบบที่มีการประสานงานกัน ครอบคลุมสถาปัตยกรรมการปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้าม"
อย่างไรก็ตาม การใช้ขีปนาวุธทอดตัวในการโจมตีเครื่องบินที่ปฏิบัติการอยู่ในระยะไกล ถือเป็นภารกิจที่มีต้นทุนสูง มีความยากลำบาก และเต็มไปด้วยความเสี่ยง
เนื่องจากระยะเวลาในการเดินทางของขีปนาวุธทอดตัว ซึ่งใช้เวลา 20 นาทีขึ้นไป ณ ระยะทำการสูงสุด หมายความว่าข้อมูลการชี้เป้าหมายจะต้องมีความแม่นยำสูงมาก ยิ่งไปกว่านั้น ห่วงโซ่การทำลายล้าง หรือ "Kill chain" ที่ต้องส่งข้อมูลจากเซนเซอร์ระยะไกลไปยังตัวขีปนาวุธ ถือเป็นกระบวนการที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกรบกวนได้ง่าย
นอกจากนี้ ขีปนาวุธทอดตัวยังอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคำสั่งโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งปัญหาการจำแนกประเภทอาวุธ (discrimination problem) นี้ จะเพิ่มความซับซ้อนให้กับการใช้งานอาวุธ โดยเฉพาะในระหว่างสงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจจุดชนวนให้เกิดการตอบโต้ด้วยนิวเคลียร์โดยไม่เจตนา
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีการจัดทำแผนผังงบประมาณของภาคส่วนนี้เป็นครั้งแรก ชี้ว่า จีนได้เร่งอัตราการผลิตขีปนาวุธเพิ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้วในระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ก้าวขึ้นสู่อำนาจเมื่อปี 2013
ก่อนหน้านี้ ขีปนาวุธยิงจากอากาศสู่อากาศระยะไกลรุ่น PL-15 ของจีน เคยผ่านการใช้งานในสมรภูมิจริงมาแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา ในระหว่างเหตุความขัดแย้งระยะสั้นระหว่าง ประเทศอินเดีย (India) และ ประเทศปากีสถาน (Pakistan) โดยทางการปากีสถานระบุว่าได้ใช้อาวุธดังกล่าวในการยิงเครื่องบินรบของอินเดียตกหลายลำ
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน (Pentagon) ประเมินว่า จีนมีขีปนาวุธทอดตัวอย่างน้อย 3,150 ลูก และขีปนาวุธร่อนยิงจากภาคพื้นดินอีก 300 ลูก ณ ปี 2024 ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 147 และร้อยละ 50 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2015 ซึ่งเป็นปีแรกที่สหรัฐฯ เริ่มเปิดเผยตัวเลขประเมินดังกล่าว
อาวุธยิงจากอากาศสู่อากาศระยะไกลถูกมองว่าเป็นหัวใจสำคัญของความขัดแย้งในอนาคต โดยสหรัฐฯ ได้พัฒนาขีปนาวุธรุ่น AIM-174B ขึ้นจากขีปนาวุธป้องกันทางอากาศรุ่น SM-6 ของบริษัท อาร์ทีเอกซ์ คอร์ป (RTX Corp.) ซึ่งแม้ว่าระยะทำการที่แท้จริงจะยังคงเป็นความลับ แต่รุ่น SM-6 ที่ยิงจากภาคพื้นดินมีระยะทำการ 250 ไมล์ขึ้นไป
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กองทัพเรือสหรัฐฯ (US Navy) เปิดเผยว่า กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบขีปนาวุธยิงจากอากาศสู่อากาศรุ่น AIM-424 Malice ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท เรย์เธียน (Raytheon Co.) ในเครือ RTX โดยระบุว่ามีระยะทำการมากกว่า 300 ไมล์
นอกจากนี้ ขีปนาวุธรุ่น AIM-260 ของบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน คอร์ป (Lockheed Martin Corp.) ซึ่งอยู่ระหว่างการผลิตแต่ยังไม่ได้เปิดใช้อย่างเป็นทางการ คาดว่าจะทำระยะได้ไกลมากเช่นกัน ขณะที่ขีปนาวุธรุ่น Meteor ของบริษัท เอ็มบีดีเอ มิสไซล์ ซิสเต็มส์ เซอร์วิสเซส เอสเอเอส (MBDA Missile Systems Services SAS) ที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในยุโรป ใช้เครื่องยนต์แบบ แรมเจต (ramjet) และสามารถโจมตีเป้าหมายได้ไกลกว่า 100 ไมล์
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-24/china-develops-missile-to-target-planes-thousands-of-miles-away