.
'จีน' ย้ำมุ่งมั่นดันเจรจาสันติภาพอิหร่าน ปักกิ่งถกเตหะราน ก่อน 'สหรัฐฯ' งัดมาตรการกดดันเศรษฐกิจขั้นสุด
24-8-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า รัฐบาลประเทศจีน (China) ยืนยันจุดยืนในการสนับสนุนแนวทางการทูตเพื่อยุติสงครามระหว่างประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิหร่าน (Iran) ผ่านการเปิดเผยรายงานการหารือระดับสูงย้อนหลัง ซึ่งได้รับการเผยแพร่เพียงไม่นานก่อนที่ทางการสหรัฐฯ จะเปิดตัวมาตรการลงโทษทางการเงินครั้งใหญ่ มุ่งเป้าลงโทษกลุ่มประเทศและพันธมิตรทางเศรษฐกิจของกรุงเตหะราน (Tehran)
กระทรวงการต่างประเทศจีน (Chinese Ministry of Foreign Affairs) ได้เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเปิดเผยข้อมูลการพบปะระหว่าง นายเหมียว เต๋อยวี่ (Miao Deyu) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน และ นายคาเซม การีบาบาดี (Kazem Gharibabadi) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ณ กรุงปักกิ่ง (Beijing) เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งทางการจีนไม่ได้มีการแจ้งข่าวการประชุมดังกล่าวล่วงหน้าและไม่ได้ชี้แจงถึงเหตุผลในการชะลอการเปิดเผยข้อมูลยาวนานเกือบหนึ่งสัปดาห์
แถลงการณ์อ้างคำกล่าวของ นายเหมียว เต๋อยวี่ (Miao Deyu) ซึ่งระบุว่า "ประเทศจีนกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และมีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแข็งขันในการผลักดันกระบวนการเจรจาสันติภาพ"
ห้วงเวลาของการเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ได้รับการจับตามองอย่างยิ่ง เนื่องจากเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนที่ นายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ มีกำหนดการเปิดเผยรายละเอียดแผนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับความขัดแย้งจากการโจมตีโต้ตอบทางทหารในตะวันออกกลาง ไปสู่ปฏิบัติการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) ได้ออกมากล่าวขู่ประเทศอิหร่าน (Iran) รวมถึงกลุ่มประเทศคู่ค้าของอิหร่านอย่างหนักหน่วง เนื่องจากปฏิบัติการทางทหารและการปิดล้อมทางทะเลยาวนานหลายเดือนไม่สามารถบีบบังคับให้กรุงเตหะรานยอมจำนนได้ ทั้งนี้ ประเทศจีน (China) ถือเป็นผู้รับซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของประเทศอิหร่าน (Iran) และดำรงสถานะเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองของอิหร่านในปี 2025 โดยเป็นรองเพียง ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเพิ่งประกาศตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดกับกรุงเตหะรานเมื่อสัปดาห์นี้ หลังจากออกมากล่าวหาว่าอิหร่านยิงขีปนาวุธทอดตัวใส่ดินแดนของตน
ทางการกรุงปักกิ่ง (Beijing) ได้ออกมากตอบโต้คำขู่ของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) โดยเน้นย้ำว่า มาตรการคว่ำบาตรและการสร้างแรงกดดันไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับคืนสู่แนวทางการทูต ขณะที่ทางการประเทศอิหร่าน (Iran) ระบุว่า คำขู่ของผู้นำสหรัฐฯ เป็นเพียง "กลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจ" จากวิกฤตภายในประเทศของสหรัฐฯ เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหายอดหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์และภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับตัวสูงขึ้น
รายงานระบุว่า ในระหว่างการหารือ ณ กรุงปักกิ่ง นายคาเซม การีบาบาดี (Kazem Gharibabadi) ได้สรุปรายงานสถานการณ์ล่าสุดในภูมิภาคอ่าวอาหรับพร้อมทั้งเสนอจุดยืนของประเทศอิหร่าน (Iran) ต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน โดยระบุว่า แม้กรุงเตหะรานจะ "มีความพร้อมและยินดีที่จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาทางการทูตต่อไป" แต่ประเทศอิหร่าน (Iran) ก็จะดำเนินการอย่าง "เด็ดขาด" ในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของประเทศ
"ประเทศอิหร่านมุ่งหวังที่จะกระชับความร่วมมือกับประเทศจีนในหลากหลายมิติ และยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น" แถลงการณ์อ้างคำกล่าวของ นายคาเซม การีบาบาดี (Kazem Gharibabadi) "อิหร่านขอแสดงความชมเชยและยึดมั่นต่อการผดุงความยุติธรรมและความเที่ยงธรรมของประเทศจีน และคาดหวังว่าจีนจะมีบทบาทที่ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นในการค้ำจุนสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-23/china-actively-committed-to-iran-talks-with-tensions-rising?srnd=phx-politics