ย้อนรอย 6 เดือนโศกนาฏกรรม Tomahawk ถล่มโรงเรียน
ย้อนรอย 6 เดือนโศกนาฏกรรม Tomahawk ถล่มโรงเรียนมินับในอิหร่าน บาดแผลสังหารเด็ก 155 รายสะเทือนใจ ท่ามกลางเจรจาสันติภาพที่ไร้ความคืบหน้า
26-8-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานโดยอ้าง AFP ว่า 6 เดือนผ่านไปแล้วนับตั้งแต่การโจมตีด้วยขีปนาวุธ Tomahawk ถล่มโรงเรียนในเมืองมีนาบ (Minab) ทางตอนใต้ของอิหร่าน (Iran) คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 155 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน ซึ่งถือเป็นการโจมตีที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดที่อิหร่านรายงานจนถึงปัจจุบัน แต่ความเจ็บปวดของครอบครัวผู้สูญเสียยังคงสดเหมือนวันแรก
เป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่ นางมาซูเมห์ ซาเครี (Masoumeh Zakeri) ต้องหวนคิดถึงคืนสุดท้ายที่เธอได้ใช้เวลาร่วมกับลูกสาววัย 9 ขวบ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนที่เด็กน้อยจะถูกสังหารในเหตุการณ์โจมตีโรงเรียน ในช่วงชั่วโมงแรกๆ ของการเปิดฉากสงครามระหว่าง ประเทศสหรัฐฯ (US) และ ประเทศอิสราเอล (Israel) กับ ประเทศอิหร่าน (Iran)
ในคืนนั้น ด.ญ. มอตาเระห์ (Motahreh) พูดคุยด้วยความตื่นเต้นเกี่ยวกับวันหยุดที่กำลังจะมาถึง แผนงานแต่งงานของคนคุ้นเคย และเสื้อผ้าที่เธออยากซื้อ เธอได้รับประทานอาหารช่วงก่อนรุ่งสางสำหรับสลัดศีลอดในเดือนรอมฎอน ก่อนที่นางซาเครีผู้เป็นมารดาวัย 44 ปี จะห่มผ้าส่งเข้าเร็วนอน
"ฉันไม่เคยได้เห็นหน้าเธออีกเลย นั่นเป็นครั้งสุดท้าย" นางมาซูเมห์ ซาเครี (Masoumeh Zakeri) ให้สัมภาษณ์ต่อ สำนักข่าวเอเอฟพี (Agence France-Presse: AFP)
ด.ญ. มอตาเระห์ (Motahreh) ตื่นนอนก่อนพ่อแม่และนั่งรถประจำทางไปโรงเรียน ชาจาเรห์ ทาเยเบห์ (Shajareh Tayebeh) ในเมืองมินับ (Minab) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิหร่าน จนกระทั่งไม่กี่ชั่วโมงต่อมา การเปิดฉากโจมตีประเทศอิหร่านได้เริ่มขึ้น นางซาเครีได้รับสายโทรศัพท์แจ้งให้ไปรับลูกสาวกลับบ้าน ทว่าเธอไปถึงไม่ทันเวลา
เมื่อเธอเดินทางไปถึง พื้นที่โรงเรียนได้ถูกขีปนาวุธโจมตีไปแล้ว และ ด.ญ. มอตาเระห์ (Motahreh) เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 155 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน นับเป็นเหตุการณ์โจมตีครั้งที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดเท่าที่มีการรายงานในอิหร่าน
ร่างของ ด.ญ. มอตาเระห์ (Motahreh) ถูกกู้ขึ้นมาจากซากปรักหักพังในเวลาต่อมาของวันนั้น โดยมารดาของเธอระบุว่า สามารถยืนยันตัวตนได้จาก "ต่างหูและสร้อยข้อมือของเธอ" เท่านั้น
ผ่านไป 6 เดือน ทีมผู้สื่อข่าวจาก สำนักข่าวเอเอฟพี (Agence France-Presse: AFP) ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้เข้าสำรวจพื้นที่โรงเรียนซึ่งยังคงพังทลายเป็นซากปรักหักพัง กำแพงที่พังทลายและโครงเหล็กที่บิดเบี้ยวถูกล้อมรอบด้วยภาพถ่ายของเด็กๆ ที่เสียชีวิต พร้อมธงชาติอิหร่านที่โบกสะบัดอยู่เหนือซากอิฐปูน
ทางการประเทศอิหร่าน (Iran) ระบุว่า การโจมตีโรงเรียนดังกล่าวเกิดจากการยิงขีปนาวุธร่อนแบบ โทมาฮอว์ก (Tomahawk) ของสหรัฐฯ จำนวน 2 ลูก อย่างไรก็ตาม ทั้ง ประเทศสหรัฐฯ (US) และ ประเทศอิสราเอล (Israel) ต่างยังไม่ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบอย่างเป็นทางการต่อการโจมตีครั้งนี้
ขณะเดียวกัน องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึง องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ได้ระบุว่าเป็นความรับผิดชอบของสหรัฐฯ เช่นเดียวกับรายงานของ หนังสือพิมพ์เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส (The New York Times) ที่ยืนยันว่าโรงเรียนดังกล่าวถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธร่อน Tomahawk ของสหรัฐฯ ซึ่งรายงานภาพถ่ายการปฏิบัติต่างๆ ยังปรากฏภาพเรือรบ ยูเอสเอส สพรูแอนซ์ (USS Spruance) ปล่อยขีปนาวุธ Tomahawk ในช่วงเฟสแรกของการเปิดฉากสงคราม
นับตั้งแต่การประกาศหยุดยิงเมื่อเดือนเมษายน แม้การทิ้งบอมบ์อย่างหนักหน่วงจะสงบลงเป็นส่วนใหญ่ ทว่าความพยายามทางการทูตในการยุติสงครามกลับประสบภาวะหยุดชะงัก
นางมาซูเมห์ ซาเครี (Masoumeh Zakeri) กล่าวว่า เธอตัดสินใจไม่ดูร่างของลูกสาวหลังจากถูกกู้ขึ้นมา เนื่องจากเกรงว่าภาพสภาพศพจะเข้ามาบดบังความทรงจำดีๆ ครั้งสุดท้ายของเธอ
"เธอเป็นเด็กที่เปี่ยมด้วยความรัก ร่าเริง และพลังงานสูงมาก" เธอกล่าวเสริมว่ากาลเวลาไม่ได้ช่วยลดทอนความทุกข์ระทมลงได้เลย "ตอนนี้บ้านของเราเงียบสงบลงโดยสิ้นเชิง"
พยานผู้สูญเสียรื้อฟื้นภาพสะเทือนขวัญในวันเกิดเหตุ
นายยักฮุบ ยาซดานปานาห์ (Yaghoub Yazdanpanah) ครูสอนวรรณคดีเปอร์เซียวัย 34 ปี ยังคงจำสายโทรศัพท์อันตื่นตระหนกจากภรรยาและญาติๆ ที่ทำให้เขารีบรุดไปยังโรงเรียนเพื่อรับ ด.ญ. ฟาเตเมห์ (Fatemeh) ลูกสาววัย 6 ขวบ
เขาได้รับแจ้งว่าต้องไปทันที เนื่องจากเกิดการโจมตีอย่างหนักหน่วงใน กรุงเตหะราน (Tehran) และบริเวณพื้นที่อาคารพักอาศัยของ อยาโตลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่าน ได้ถูกโจมตี จากนั้นก็สายโทรศัพท์อีกสายดังขึ้นแจ้งว่า โรงเรียนของลูกสาวเขาถูกโจมตีเข้าแล้ว
"ผมไม่อยากจะเชื่อเลย" นายยาซดานปานาห์กล่าว พร้อมรื้อฟื้นความหลังว่าเขารีบขับรถออกจากที่ทำงาน แต่ต้องชะลอตัวจากสภาพการจราจรที่ติดขัดรอบพื้นที่ ขณะที่เปลวไฟและควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นเหนือบริเวณจุดเกิดเหตุ
ความจริงอันเลวร้ายปรากฏชัดเมื่อเขาเห็นผู้ชายหลายคนกำลังช่วยกันเก็บชิ้นส่วนชิ้นเนื้อของมนุษย์ที่กระจัดกระจายจากแรงระเบิดและนำผ้ามาปกปิดไว้ ใกล้ๆ กันนั้นมีร่างของเด็กหญิงคนหนึ่งถูกทับอยู่ใต้แผ่นคอนกรีต
"ผมหายใจไม่ออก ผมเดินไปนั่งลงที่มุมหนึ่ง ผมทรุดลงและไม่สามารถยืนด้วยขาของตัวเองได้เลย" เขากล่าว โดยร่างของลูกสาวเขาถูกพบในเวลาต่อมาของวันนั้น
ส่วนพ่ออีกคนหนึ่ง คือ นายจาวัด ชาห์รจู (Javad Shahrjou) ซึ่งมีอาชีพเป็นช่างทาสี ต้องเผชิญความยากลำบากในการฟื้นตัวจากแรงระเบิดของขีปนาวุธลูกที่สอง ซึ่งพัดซัดตัวเขาและรถจักรยานยนต์กระเด็นทันทีที่เขาเดินทางไปถึงเพื่อตามหา ด.ช. อาลีเรซา (Alireza) ลูกชายคนเล็ก
"ตอนที่ผมเข้าไปในลานโรงเรียน เด็กๆ ร่างกายแตกออกเป็นชิ้นๆ ... ศีรษะตกอยู่ตรงนี้ เท้าตกอยู่ตรงนั้น เด็กหญิงคนหนึ่งกำลังตกลงมาจากชั้นสอง" เขากล่าว
ร่างของลูกชายวัย 7 ขวบของเขา ถูกกู้ขึ้นมาได้ในอีก 3 วันต่อมา และระบุตัวตนได้จากชุดชั้นใน ถุงเท้า และรองเท้าเท่านั้น "ร่างของเขาไหม้เกรียมไปทั้งหมด" เขาระบุ
การแปรสภาพเป็นอนุสรณ์สถาน และความหวังที่สูญสิ้นของครอบครัว
ทางการเปิดเผยว่า พื้นที่โรงเรียนดังกล่าวจะถูกอนุรักษ์ไว้เป็นอนุสรณ์สถาน เนื่องจากยังมีผู้คนเดินทางมาเยือนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปฏิบัติการค้นหาร่างของเด็กที่ยังคงสูญหายอีก 3 คนยังคงดำเนินต่อไป
ทว่า บรรดาพ่อแม่ผู้สูญเสียระบุว่า พวกเขาไม่สามารถทำใจกลับไปที่จุดเกิดเหตุได้อีก "มันยากลำบากมากสำหรับผมหลังจากสิ่งที่ได้เห็นมากับตาใกล้ๆ" นายยาซดานปานาห์กล่าว โดยครอบครัวต่างๆ เลือกที่จะเดินทางไปไว้อาลัย ณ สุสานที่เด็กๆ ถูกฝังร่างไว้แทน
นายอารัช ตอนโดร (Arash Tondro) ชายวัย 45 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้โรงเรียนและสูญเสียญาติวัย 8 ขวบไปในเหตุการณ์โจมตี กล่าวว่าเขายังคงพยายามทำความเข้าใจว่าเหตุใดโรงเรียนจึงตกเป็นเป้าหมาย
"สถานที่ที่เป็นโรงเรียนเคยเป็นฐานทัพทางการทหารเมื่อประมาณ 10 หรือ 12 ปีที่แล้ว"เขากล่าวต่อ สำนักข่าวเอเอฟพี (Agence France-Presse: AFP) ขณะเดินทางมาเคารพศพญาติที่สุสาน "แต่ในปัจจุบัน ตรงนั้นไม่มีสถานที่ทางการทหารหรือสิ่งใดๆ อยู่อย่างสิ้นเชิง"
ด้านนายจาวัด ชาห์รจู (Javad Shahrjou) ซึ่งเปิดเผยว่าเขาต้องสูญเสียงานทำหลังจากลูกชายเสียชีวิต ยังคงเดินทางมาที่โฆษกศพของ ด.ช. อาลีเรซา (Alireza) เป็นประจำ และหวนคิดถึงช่วงเวลาที่ลูกชายมักจะติดส้นเดินทางไปกับเขา "ทุกๆ ที่ที่เขาไป"
เช่นเดียวกับนางมาซูเมห์ ซาเครี (Masoumeh Zakeri) ที่เดินทางมาเยี่ยมโฆษกศพของลูกสาวเป็นประจำ ทว่าความเศร้าโศกทำให้เธอไม่สามารถคิดถึงสิ่งใดที่เกินกว่าปัจจุบันได้อีกต่อไป
"การจินตนาการถึงอนาคตเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับฉัน" เธอกล่าว "เราไม่มีแผนการใดๆ เลย เราแค่ไม่สามารถทำใจเดินทางไปไหนหรือทำสิ่งใดๆ ได้อีกแล้ว"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/world/middle-east/article/3365173/children-were-pieces-memories-still-raw-6-months-after-iran-school-strike?module=top_story&pgtype=section