ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ สั่นคลอนหนุนทองคำ–เงินพุ่ง
ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ สั่นคลอนหนุนทองคำ–เงินพุ่ง ชี้โลกกำลังเห็นศึกชี้ขาดระหว่างทองคำกับระบบหนี้ดอลลาร์
25-8-2026
Money Metals รายงานว่า ตลาดโลหะมีค่าปิดการซื้อขายรายสัปดาห์ด้วยการสร้างโมเมนตัมปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง โดยมีปัจจัยตัวเร่งสำคัญส่งสัญญาณโดยตรงมาจากตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasury Market) ส่งผลให้ราคาทองคำทะยานขึ้นยืนเหนือระดับ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5 ในรอบสัปดาห์ ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่สาม ขณะที่ราคาโลหะเงินปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 69 ดอลลาร์ และเคลื่อนไหวในกรอบ 70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงการพักฐานรุนแรงในช่วงต้นฤดูร้อนที่ผ่านมา
ชนวนเหตุสำคัญของการไต่ระดับราคาในระลอกนี้ เกิดขึ้นหลังจาก กระทรวงการคลังสหรัฐฯ (U.S. Department of the Treasury) ประกาศขยายกรอบการรับซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวคืนภายใต้โครงการเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity Support Buyback Program) โดยจะเพิ่มกรอบการรับซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ถึง 20 ปี และ 20 ถึง 30 ปี เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จากเดิมสูงสุด 2,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อรอบปฏิบัติการ ซึ่งมีกำหนดจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 9 กันยายนนี้
แม้เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังจะอธิบายว่า มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงสภาพคล่องของตลาด แต่ในเชิงกลไกการเงิน การที่กระทรวงการคลังเข้ามาเป็นผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวรายใหญ่ ได้สร้างแรงกดดันให้ราคาพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) ปรับตัวลดลง โดยประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับร้อยละ 5.34 ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2007 ก่อนจะร่วงลงสู่ระดับร้อยละ 5.2 ในเวลาอันรวดเร็ว
สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของภาระหนี้สหรัฐฯ $40 Trillion
แม้วงเงินในการรับซื้อคืนจะไม่ได้มีขนาดใหญ่มากเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีมูลค่ารวมกว่า 32 ล้านล้านดอลลาร์ แต่สัญญาณที่ส่งออกมาถือว่ามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นว่า เมื่ออัตราดอกเบี้ยระยะยาวพุ่งขึ้นจนสร้างความลำบากต่อระบบ รัฐบาลสหรัฐฯ พร้อมที่จะเข้ามาแทรกแซงตลาดโดยตรงทันที ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดโลหะมีค่าขานรับในทันที โดยราคาทองคำพุ่งกลับขึ้นยืนเหนือ 4,500 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน ก่อนจะทะยานเข้าใกล้ 4,600 ดอลลาร์ ขณะที่ ดรรชนีดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index) ปรับตัวร่วงลงหลุดระดับ 99 จุด
การแทรกแซงของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการควบคุมอัตราดอกเบี้ย ท่ามกลางภาระหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่พุ่งเกิน 40 ล้านล้านดอลลาร์ และภาระดอกเบี้ยจ่ายรายปีที่ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไปแล้ว การที่ภาครัฐพยายามกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวให้อยู่ในระดับต่ำในขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงทรงตัวในระดับสูง ได้เปลี่ยนสมการการลงทุนอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลจะลดความน่าสนใจลง ขณะที่ความกังวลเรื่องการเสื่อมค่าของสกุลเงินและเสถียรภาพทางการคลังจะทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นสภาวะที่เอื้ออำนวยต่อราคาทองคำและโลหะเงินโดยตรง
นอกจากนี้ ตลาดโลหะมีค่ายังได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง ท่ามกลางความตึงเครียดกับ ประเทศอิหร่าน (Iran) และการหยุดชะงักของการขนส่งบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งอาจบีบให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด (Federal Reserve) ต้องคงนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป
ขณะเดียวกัน ราคาโลหะกลุ่มแพลทินัม (PGMs) ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นเช่นกัน โดย แพลทินัม ปรับตัวขึ้นร้อยละ 7.9 อยู่ที่ 1,893 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พัลเลเดียม ปรับตัวขึ้นร้อยละ 2.0 อยู่ที่ 1,360 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ ทองแดง เคลื่อนไหวอยู่ที่ 6.58 ดอลลาร์ต่อปอนด์ เข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6.80 ดอลลาร์ต่อปอนด์
ถอดรหัสบทสัมภาษณ์: ‘เดวิด มอร์แกน’ กับสงครามระหว่างทองคำและตลาดสินเชื่อ
ในบทสัมภาษณ์พิเศษผ่านรายการพอดแคสต์โดย นายไมค์ มาฮาร์รีย์ (Mike Maharrey) นายเดวิด มอร์แกน (David Morgan) นักเศรษฐศาสตร์มหภาคและผู้ก่อตั้ง The Morgan Report หรือที่รู้จักในนาม "Silver Guru" ได้ให้ทัศนะว่า ตลาดกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง (Paradigm Shift) ซึ่งเป็นการต่อสู้ระหว่างสินทรัพย์หนี้ใน ตลาดพันธบัตรรัฐบาล/ตลาดสินเชื่อ (Credit Markets) กับ ทองคำและโลหะเงิน
นายเดวิด มอร์แกน (David Morgan) ชี้ว่า ธนาคารกลางทั่วโลกได้ส่งสัญญาณชัดเจนแล้วด้วยการเลือกถือครอง "ทองคำ" เป็นสินทรัพย์ทุนสำรองอันดับหนึ่ง แทนที่พันธบัตรรัฐบาลหรือสัญญาการติดหนี้ในอนาคต เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลไม่สามารถรักษาอำนาจซื้อ (Purchasing Power) ในระยะยาว 5 ถึง 30 ปีได้อีกต่อไป พร้อมระบุว่าหากนักลงทุนสถาบันเริ่มเข้าซื้อหุ้นเหมืองทองคำและเงินขนาดใหญ่ เช่น บริษัท นิวฟอนต์ (Newmont), บริษัท แบร์ริค โกลด์ (Barrick Gold), บริษัท วีตัน พรีเชียส เมทัลส์ (Wheaton Precious Metals) และ บริษัท แฟรงก์โก-เนวาดา (Franco-Nevada) จะเป็นสัญญาณยืนยันการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคทองคำอย่างสมบูรณ์
สำหรับทิศทางราคาโลหะเงิน นายเดวิด มอร์แกน (David Morgan) ประเมินว่า การทะลุผ่านระดับ 60 ดอลลาร์ถือเป็นการเบรกเอาต์ที่แท้จริง โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้ ราคาโลหะเงินน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 78 ถึง 82 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ว่าอาจมีช่วงราคาดิ่งลงชั่วคราว (Spike Low) จากปัจจัยภายนอก แต่แนวรับจะยกตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนการทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High) ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้นในช่วงปี 2027 ถึง 2028 ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกับการรีเซ็ตระบบการเงินโลกเข้าสู่ระบบดิจิทัลบนบล็อกเชน (One World Digital Blockchain System)
ข้อจำกัดการทดแทนของทองแดง และอุปสงค์ใหม่จากหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์
ในประเด็นอุปสงค์ภาคอุตสาหกรรม นายเดวิด มอร์แกน (David Morgan) ได้อธิบายถึงแนวคิดการนำทองแดงมาใช้ทดแทนโลหะเงินในแผงโซลาร์เซลล์ว่า แม้จะมีบางกรณีที่นำทองแดงมาใช้ร่วมด้วย แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์รวม การลดสัดส่วนโลหะเงินทำให้ความทนทานของแผงโซลาร์เซลล์ลดลงจาก 25 ปี เหลือเพียง 5 ปี ซึ่งไม่คุ้มค่าในระยะยาว
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงยังคงสร้างอุปสงค์ใหม่ต่อโลหะเงินอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน AI, เซมิคอนดักเตอร์, แบตเตอรี่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ (Humanoid Robotics) ซึ่งหุ่นยนต์หนึ่งตัวจะใช้โลหะเงินประมาณ 20 ถึง 30 กรัม (ราว 1 ออนซ์) ซึ่งหากในอนาคตมีการผลิตหุ่นยนต์ 100 ล้านตัวต่อปี จะสร้างอุปสงค์โลหะเงินใหม่สูงถึง 100 ล้านออนซ์ต่อปี นอกเหนือจากอุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60 ของตลาด
สำหรับประเด็นส่วนต่างราคา (Premium) ของโลหะเงินที่สูงขึ้นในตลาดเอเชีย นายเดวิด มอร์แกน (David Morgan) ชี้แจงว่าเป็นผลมาจากปัจจัยผสมผสาน ทั้งเรื่องภาษีศุลกากร (Tariffs), การบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (USD/RMB Hedging), ค่าขนส่งข้ามทวีป และปัจจัยความไว้วางใจ ซึ่งเมื่อคำนวณต้นทุนทั้งหมดแล้ว ส่วนต่างราคาเนื้อโลหะที่แท้จริงอยู่ที่ประมาณ 1 ดอลลาร์เท่านั้น
ในส่วนของทัศนะต่อตลาดหุ้น สหรัฐฯ (US) นายเดวิด มอร์แกน (David Morgan) ระบุว่าในภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ตลาดหุ้นอาจพุ่งขึ้นในเชิงตัวเลข nominal เหมือนใน ประเทศซิมบับเว (Zimbabwe), ประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) หรือ ประเทศอาร์เจนตินา (Argentina) แต่ค่าของเงินจะลดลงไวกว่าราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น พร้อมย้ำเตือนหลักการว่า "ภาวะเงินเฟ้อทั้งหมดจะจบลงด้วยภาวะเงินฝืด" (All inflations end in deflation) สินค้าและทรัพยากรจริงจะหาได้ยากขึ้น มาตรฐานการครองชีพของผู้คนจะหดตัวลง และความมั่งคั่งที่แท้จริงจะถูกวัดด้วยทางเลือกในชีวิตและสินทรัพย์จริงที่มีอยู่
นายเดวิด มอร์แกน (David Morgan) สรุปคำแนะนำสำหรับนักลงทุนว่า ควรเริ่มต้นด้วยการถือครองสินทรัพย์จริงอย่างทองคำและโลหะเงินกายภาพ (Physical Metals) เป็นรากฐานแรกผ่านการสะสมแบบเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Average: DCA) เพื่อป้องกันความเสี่ยงของระบบการเงิน ก่อนจะขยับไปลงทุนในหุ้นเหมืองแร่เพื่อเพิ่มผลตอบแทนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.moneymetals.com/podcasts/2026/08/21/gold-is-winning-david-morgans-silver-price-warning-005154