.
สงครามอิหร่านปะทุระลอกใหม่ เตหะรานใช้ Kheibar Shekan ขีปนาวุธพิสัยกลางเชื้อเพลิงแข็ง ยิงได้รวดเร็ว โจมตีฐานสหรัฐฯ ตอบโต้สหรัฐฯทิ้งระเบิดใส่พลเรือนกลางงานแต่ง
3-9-2026
สำนักข่าว Al Jazeera ขีปนาวุธแบบ 'เคย์บาร์ เชกัน' (Kheibar Shekan) ของประเทศอิหร่าน (Iran) ซึ่งมีความหมายในภาษาเปอร์เซียว่า "ผู้ทำลายปราสาท" (Castle Breaker) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุดในศึกสงครามระหว่างประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิสราเอล (Israel) ที่ดำเนินต่อประเทศอิหร่าน (Iran)
ขีปนาวุธทอดตัวระยะปานกลาง (Medium-range ballistic missile) ชนิดนี้ ถูกนำมาใช้โดยประเทศอิหร่าน (Iran) ในการเปิดฉากโจมตีเป้าหมายและโครงสร้างพื้นฐานทางการทหารของประเทศสหรัฐฯ (US) ในภูมิภาคตะวันออกกลางตลอดช่วงสัปดาห์นี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นว่าคลังแสงขีปนาวุธของกรุงเตหะราน (Tehran) ยังคงมีความพรั่งพร้อม แม้ต้องเผชิญกับการโจมตีเป็นระยะจากประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิสราเอล (Israel) ตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา
ศึกสงครามได้ก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ในสัปดาห์นี้ หลังจากสภาวะการสู้รบสงบลงชั่วคราวเป็นเวลา 1 เดือน โดยกองกำลังของประเทศสหรัฐฯ (US) ได้เปิดฉากโจมตีฐานยิงจรวดของประเทศอิหร่าน (Iran) บนเกาะลารัก (Larak Island) บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ใกล้กับเมืองท่าเชิงยุทธศาสตร์ ท่าเรือบันดาร์อับบาส (Bandar Abbas) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดการตอบโต้จากประเทศอิหร่าน (Iran) ด้วยการระดมยิงใส่สินทรัพย์ทางการทหารของประเทศสหรัฐฯ (US) ในประเทศจอร์แดน (Jordan)
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประเทศสหรัฐฯ (US) ได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายหลายแห่งของประเทศอิหร่าน (Iran) เพิ่มเติม ซึ่งฝ่ายกรุงเตหะราน (Tehran) ได้ตอบโต้กลับในลักษณะเดียวกัน โดยมุ่งเป้าไปยังฐานทัพหลายแห่งของประเทศสหรัฐฯ (US) ในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงฐานทัพในประเทศจอร์แดน (Jordan) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
ขีปนาวุธ 'เคย์บาร์ เชกัน' หรือ 'ผู้ทำลายปราสาท' คืออะไร?
'เคย์บาร์ เชกัน' (Kheibar Shekan) เป็นระบบขีปนาวุธทอดตัวระยะปานกลางที่ได้รับการพัฒนาขึ้นโดย กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน หรือ ไออาร์จีซี (Islamic Revolutionary Guard Corps - IRGC) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบขีปนาวุธในวงกว้างของประเทศ
ขีปนาวุธรุ่นนี้นับเป็นหนึ่งในระบบขีปนาวุธระยะปานกลางรุ่นใหม่ล่าสุดของประเทศอิหร่าน (Iran) มีระยะยิงครอบคลุมประมาณ 1,450 กิโลเมตร (901 ไมล์) พร้อมขีดความสามารถในการแบกรับหัวกระสุน (payload capacity) อยู่ที่ 449 กิโลกรัม ถึง 590 กิโลกรัม (990 ปอนด์ ถึง 1,300 ปอนด์)
เมื่อเปรียบเทียบกัน ประเทศสหรัฐฯ (US) ได้นำขีปนาวุธแบบ เพรสิชัน สไตรก์ หรือ พรีเซม (Precision Strike Missiles - PrSM) มาเปิดตัวปรับใช้ในความขัดแย้งครั้งนี้ ซึ่งได้รับการบรรยายโดยบริษัทผู้ผลิตอย่าง ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ว่าเป็นขีปนาวุธโจมตีแม่นยำสูงระยะไกลที่สามารถทำลายเป้าหมายตั้งแต่ระยะ 60 กิโลเมตร (37 ไมล์) ไปจนถึงมากกว่า 499 กิโลเมตร (310 ไมล์)
นอกจากนี้ ประเทศสหรัฐฯ (US) ยังได้ปรับใช้ขีปนาวุธร่อนแบบ โทมาฮอว์ก (Tomahawk cruise missiles) ซึ่งเป็นอาวุธนำวิถีแม่นยำสูงระยะไกลที่สามารถบินในระดับความสูงต่ำ และเข้าทำลายเป้าหมายได้ไกลถึง 2,500 กิโลเมตร (1,550 ไมล์)
ขีปนาวุธ 'เคย์บาร์ เชกัน' (Kheibar Shekan) เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2022 โดยตั้งชื่อตาม เคย์บาร์ (Khaybar) ซึ่งเป็นชื่อของป้อมปราการอันมีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับยุคเริ่มต้นของศาสนาอิสลาม ขณะที่คำว่า เชกัน (Shekan) มีความหมายว่า ผู้ทำลาย หรือ ผู้บดขยี้
คุณลักษณะเด่นสำคัญประการหนึ่งของขีปนาวุธรุ่นนี้ คือการใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงแข็ง (solid-fuel propulsion) ซึ่งเปิดทางให้สามารถเปิดฉากยิงได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีในภาวะวิกฤต ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งได้รับการบรรจุเชื้อเพลิงไว้ล่วงหน้า จึงไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเติมเชื้อเพลิงก่อนการยิงซึ่งอาจต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง คุณสมบัติดังกล่าวช่วยให้การปฏิบัติการมีความสะดวก ปลอดภัย ลดโอกาสถูกตรวจจับ ตลอดจนลดภาระด้านโลจิสติกส์ในการขนส่งเชื้อเพลิง
เชื้อเพลิงแข็งดังกล่าวมีความหนาแน่นสูงและเผาไหม้ได้อย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดแรงดันขับเคลื่อนที่มหาศาลในระยะเวลาอันสั้น อีกทั้งยังสามารถจัดเก็บไว้ได้นานโดยไม่เสื่อมสภาพ ซึ่งแตกต่างจากเชื้อเพลิงเหลว (liquid fuel) ที่เสื่อมสภาพได้ง่ายกว่า
ประเทศอิหร่าน (Iran) เคยใช้อาวุธชนิดนี้ ณ ที่ใดบ้าง?
ประเทศอิหร่าน (Iran) ยืนยันซ้ำหลายครั้งว่าได้ปรับใช้ขีปนาวุธ 'เคย์บาร์ เชกัน' (Kheibar Shekan) โจมตีที่ตั้งทางการทหารของประเทศสหรัฐฯ (US) ในภูมิภาคมาโดยตลอด นับตั้งแต่สงครามระยะเวลา 6 เดือนเปิดฉากขึ้น จากการโจมตีของประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิสราเอล (Israel) ใส่กรุงเตหะราน (Tehran) และพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์
สำนักข่าวแห่งชาติไออาร์ไอ บี (IRIB) ของประเทศอิหร่าน รายงานว่า กองกำลังอิหร่านได้ติดตั้งและยิงขีปนาวุธดังกล่าวในปฏิบัติการโจมตีตอบโต้ใส่สินทรัพย์ของประเทศสหรัฐฯ (US) ในประเทศจอร์แดน (Jordan) ตลอดช่วงสัปดาห์นี้
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงการใช้งานขีปนาวุธ 'เคย์บาร์ เชกัน' (Kheibar Shekan) เคียงข้างขีปนาวุธทอดตัวรุ่น ฟาเทห์-110 (Fateh-110), ซอลฟาการ์ (Zolfaghar) และ อิมาด (Emad) ในปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางการทหารของประเทศสหรัฐฯ (US)
ก่อนหน้านั้น 4 วัน กองกำลัง IRGC ระบุว่าได้มุ่งเป้าโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการบำรุงรักษาเครื่องบินรบ และศูนย์บัญชาการและการควบคุมแห่งใหม่ของประเทศสหรัฐฯ (US) ในเมืองอัซรัก (Azraq) ประเทศจอร์แดน (Jordan) ด้วยขีปนาวุธ 'เคย์บาร์ เชกัน' (Kheibar Shekan)
ประเทศอิหร่าน (Iran) มีระบบขีปนาวุธแบบใดอีกบ้าง?
ขุมกำลังขีปนาวุธของประเทศอิหร่าน (Iran) ประกอบด้วยการผสมผสานระหว่างขีปนาวุธระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะไกล
ขีปนาวุธทอดตัวระยะสั้น (Short-range ballistic missiles) ซึ่งมีระยะยิงประมาณ 150 กิโลเมตร ถึง 800 กิโลเมตร (93 ถึง 500 ไมล์) ถูกสร้างขึ้นเพื่อเข้าถึงเป้าหมายทางการทหารในพื้นที่ใกล้เคียงสำหรับการโจมตีอย่างรวดเร็วในระดับภูมิภาค ระบบหลักประกอบด้วยตระกูล ฟาเทห์ (Fateh variants), ซอลฟาการ์ (Zolfaghar), กิยาม-1 (Qiam-1) และรุ่นเก่าอย่าง ชาฮาบ-1/2 (Shahab-1/2) ระยะยิงที่สั้นกว่าสามารถสร้างความได้เปรียบในภาวะวิกฤตเนื่องจากสามารถยิงออกไปเป็นชุด (volleys) ซึ่งช่วยบีบระยะเวลาการแจ้งเตือนภัยให้สั้นลง และทำให้การโจมตีสกัดกั้นทำได้ยากยิ่งขึ้น
ขีปนาวุธทอดตัวระยะปานกลาง (Medium-range ballistic missiles) ซึ่งมีระยะยิงประมาณ 1,500 กิโลเมตร ถึง 2,000 กิโลเมตร (900 ถึง 1,200 ไมล์) ครอบคลุมถึงระบบอย่าง ชาฮาบ-3 (Shahab-3), อิมาด (Emad), กาดร์-1 (Ghadr-1), ตระกูล กอร์รัมชะฮ์ร (Khorramshahr variants) และ ซิจจีล (Sejjil) รวมถึงรุ่นใหม่อย่าง 'เคย์บาร์ เชกัน' (Kheibar Shekan) และ ฮัจญ์ กาเซ็ม (Haj Qassem) ขีปนาวุธเหล่านี้ทำให้เป้าหมายในประเทศอิสราเอล (Israel) และพื้นที่เกี่ยวเนื่องกับประเทศสหรัฐฯ (US) ในกลุ่มประเทศอาหรับแถบอ่าวเปอร์เซียตกอยู่ในระยะทำการ
นอกจากนี้ ประเทศอิหร่าน (Iran) ยังมีคลังแสงขีปนาวุธร่อน (Cruise missiles) อาทิ ซูมาร์ (Soumar), ยา-อะลี (Ya-Ali), ตระกูล คุดส์ (Quds variants), ฮอเวย์เซฮ์ (Hoveyzeh), พาเวฮ์ (Paveh) และ ราอัด (Ra'ad) โดยขีปนาวุธรุ่น ซูมาร์ (Soumar) มีระยะยิงไกลถึง 2,500 กิโลเมตร (1,553 ไมล์)
ก่อนหน้านี้ อดีตผู้นำสูงสุดแห่งประเทศอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) เคยจำกัดระยะยิงขีปนาวุธของประเทศไว้ไม่เกิน 2,200 กิโลเมตร (1,367 ไมล์) แต่ได้ยกเลิกข้อจำกัดดังกล่าว หลังจากสงครามระยะเวลา 12 วัน ระหว่างประเทศอิสราเอล (Israel) และประเทศอิหร่าน (Iran) เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2025
ความคืบหน้าล่าสุดในสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน
การยกระดับความขัดแย้งล่าสุดได้ยุติช่วงเวลาแห่งความสงบชั่วคราวลง โดยประเทศสหรัฐฯ (US) ได้กลับมาเปิดฉากโจมตีเป้าหมายในประเทศอิหร่าน (Iran) อีกครั้งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ซึ่ง กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command) ระบุว่าได้โจมตีที่ตั้งของกองกำลัง IRGC ทางตอนใต้ของประเทศอิหร่าน (Iran)
ประเทศอิหร่าน (Iran) ได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและปล่อยโดรนเข้าใส่กองกำลังและสินทรัพย์ทางการทหารของประเทศสหรัฐฯ (US) ที่ประจำการอยู่ในภูมิภาค ขณะที่กองทัพประเทศสหรัฐฯ (US) เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่าได้เสร็จสิ้นการโจมตีระลอกใหม่ใส่เป้าหมายทางการทหารของประเทศอิหร่าน (Iran)
ด้านทางการกรุงเตหะราน (Tehran) รายงานว่า ประเทศสหรัฐฯ (US) ได้โจมตีใส่เป้าหมายพลเรือนด้วยเช่นกัน รวมถึงเหตุการณ์ทิ้งระเบิดใส่บ้านพักหลังหนึ่งระหว่างงานฉลองแต่งงานในเมืองคูเฮสทัก (Kuhestak) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 68 ราย ซึ่งรวมถึงสตรีและเด็ก
กองทัพประเทศอิหร่าน (Iran) เปิดเผยว่าได้เปิดฉากโจมตีฐานทัพและสินทรัพย์ของประเทศสหรัฐฯ (US) ในประเทศจอร์แดน (Jordan), ประเทศบาห์เรน (Bahrain), ประเทศคูเวต (Kuwait) และเมืองเออร์บิล (Erbil) ในประเทศอิรัก (Iraq) เพื่อเป็นการตอบโต้
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) ได้ขู่ว่าจะโจมตีหนักยิ่งขึ้นหากประเทศอิหร่าน (Iran) ทำการตอบโต้ ขณะที่กรุงเตหะราน (Tehran) ยืนยันว่าจะตอบโต้การโจมตีของประเทศสหรัฐฯ (US) เช่นกัน
สภาวะการสู้รบที่กลับมาร้อนแรงยังส่งผลให้ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) กลับมาเป็นศูนย์กลางของวิกฤตการณ์อีกครั้ง ในขณะที่กองกำลังประเทศอิหร่าน (Iran) และประเทศสหรัฐฯ (US) แย่งชิงการควบคุมเส้นทางน้ำทางยุทธศาสตร์สำคัญแห่งนี้
ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในสัปดาห์นี้ เนื่องจากตลาดขานรับสถานการณ์การสู้รบที่ปะทุขึ้นใหม่ระหว่างประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิหร่าน (Iran) รวมถึงความเสี่ยงต่อการขนส่งพลังงานผ่านเส้นทางน้ำสำคัญ ซึ่งในภาวะปกติจะมีน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของโลกขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้ถึงร้อยละ 25
การโจมตีของประเทศสหรัฐฯ (US) มีขึ้นหลังจากกรุงวอชิงตัน (Washington) ประกาศยุทธศาสตร์กดดันทางเศรษฐกิจต่อประเทศอิหร่าน (Iran) โดยระบุว่าจะมุ่งเป้าไปที่ผลประโยชน์ทางการเงินของประเทศอิหร่าน (Iran) ทั่วโลก
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.aljazeera.com/news/2026/9/2/what-is-irans-castle-breaker-missile-used-against-us-bases