.
เปิด 10 สมรภูมิความขัดแย้งที่ต้องจับตา ปี 2026 ในยุคทรัมป์ 'เติมเชื้อไฟ' แทนการดับสงคราม จากเวเนซุเอลา–ซูดาน ถึงยูเครน–เอเชียแปซิฟิก
2-1-2026
Crisis Group รายงานเชิงวิเคราะห์ว่า โลกเข้าสู่ยุคเสี่ยงสงครามมากขึ้นในปี 2026 รายงานชี้ว่าโลกกำลังไถลเข้าสู่ยุคใหม่ที่เปราะบางและเต็มไปด้วยความขัดแย้งอย่างชัดเจนตั้งแต่ก่อนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จะกลับเข้าสู่ทำเนียบขาว และในช่วงปีแรกของการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง ภาพรวมกลับเลวร้ายลงมากกว่าดีขึ้น
ปี 2025 ถูกบันทึกว่าเป็นปีแห่งความรุนแรง ขณะที่ปี 2026 แทบไม่แสดงสัญญาณว่าจะดีไปกว่านั้น ความสู้รบยืดเยื้อในยูเครน ซูดาน เมียนมา และภูมิภาค Sahel รวมถึงสงครามแก๊งในเฮติ ดำเนินต่อเนื่อง ขณะที่สงครามกาซาเพิ่งลดระดับลงหลังอิสราเอลกลับมาเปิดปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ในเดือนมีนาคม จนทำลายโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ในฉนวนกาซา
ตลอดปีที่ผ่านมา อิสราเอลกับอิหร่านแลกหมัดกันทางทหาร โดยท้ายที่สุดสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในปฏิบัติการโจมตีด้วย นอกจากนี้ยังเกิดการปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา และอัฟกานิสถาน–ปากีสถาน ขณะที่การยิงตอบโต้ระหว่างอินเดีย–ปากีสถานรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และประธานาธิบดีรวันดา พอล คากาเม (Paul Kagame) ถูกกล่าวหาว่าใช้อิทธิพลผ่านกลุ่มกบฏยึดควบคุมจังหวัด North และ South Kivu ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในทางปฏิบัติ
## บทบาททรัมป์: ดีลเร็ว–ใช้กำลังง่าย แต่ไม่สร้างสันติภาพถาวร
แม้แนวโน้มความรุนแรงทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยากคาดเดามากกว่าคือบทบาทของทรัมป์ในฐานะผู้นำสหรัฐฯ ที่กลับมาดำรงตำแหน่งพร้อมคำมั่นว่าจะ “ดับไฟสงคราม” และนำสันติภาพกลับสู่โลกที่กำลังลุกเป็นไฟ
ทรัมป์วางตัวเองเป็นศูนย์กลางของวิกฤตจำนวนมาก ตั้งแต่ตะวันออกกลาง แอฟริกา จนถึงยุโรปตะวันออก และช่วยดึงความสนใจนานาชาติกลับมาที่วาระการเจรจาสันติภาพ หลังจากช่วงหลายปีที่ความพยายามด้านการทูตดูจะอ่อนแรงลง ทว่าในทางปฏิบัติ เขายังไม่สามารถ “ลดระดับความปั่นป่วนโลก” ได้ และในบางกรณียังทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
ดีลจำนวนหนึ่งของทรัมป์ ซึ่งมักอาศัยรากฐานจากความพยายามทางการทูตของประเทศอื่นก่อนหน้า ช่วยหยุดยั้งความรุนแรงบางสมรภูมิชั่วคราว แต่ยังไม่ก่อให้เกิดสันติภาพยั่งยืนในที่ใด ขณะเดียวกัน รัฐบาลของเขากลับเลือกใช้กำลังทางทหารในลาตินอเมริกา โดยเฉพาะการส่งกองเรือรบขนาดใหญ่ไปทะเลแคริบเบียนตอนใต้ ระเบิดเรือลำเล็กที่ถูกกล่าวหาว่าขนยาเสพติด และข่มขู่จะโค่นประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ของเวเนซุเอลา
แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์ตั้งใจผลักระบบ “แบ่งเขตอิทธิพล” (spheres of influence) ออกไปไกลเกินซีกโลกตะวันตกหรือไม่ แต่สัญญาณที่ปะปนระหว่างดีล การคว่ำบาตร และการใช้กำลัง กำลังสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงทั้งในยุโรปและเอเชียแปซิฟิก
---
## จุดแข็ง–จุดอ่อนของการทูตแบบทรัมป์
ในด้านหนึ่ง “ความไม่ตามแบบแผน” ของทรัมป์สร้างช่องทางทางการทูตที่ผู้นำสหรัฐฯ คนอื่นอาจไม่กล้าทำ เช่น การยอมพบประธานาธิบดีคนใหม่ของซีเรีย อาห์เหม็ด อัล-ชะเราะอ์ (Ahmed al-Sharaa) ขณะที่ยังมีสถานะเป็นผู้ก่อการร้ายในบัญชีของสหรัฐฯ ก่อนจะเดินหน้าข้อเสนอผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรสำคัญให้ซีเรียในเวลาต่อมา ทูตพิเศษของทรัมป์ซึ่งมักเป็นบุคคลใกล้ชิดหรือสมาชิกครอบครัวที่ติดต่อกับเขาโดยตรง สามารถตัดสินใจเร็วและยอมรับความเสี่ยงเชิงการเมืองสูงได้
แต่ด้านกลับของความไม่เป็นทางการคือ “ประสบการณ์เชิงโครงสร้าง” ที่ขาดหาย ช่องว่างในการกำหนด “เส้นแดง” ชัดเจนก่อนเปิดเกมเจรจาทำให้หน้าต่างโอกาสในการควบคุมโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านผ่านการทูตแคบลงมาก ก่อนที่อิสราเอลจะเปิดฉากโจมตี ขณะที่ความพยายามแบบ “ชะตาประนีประนอมระหว่างรัสเซีย–ยูเครน” ที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รับข้อเสนอจากฝ่ายหนึ่ง ไปปรับในวงพูดคุยกับอีกฝ่ายแล้วพยายามหาจุดกึ่งกลาง แม้จะเป็นวิธีวัดเพดานความยืดหยุ่นของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ต่อดีลที่เคารพอธิปไตยยูเครน แต่กลับถูกบั่นทอนด้วยการรั่วไหลเชิงการเมือง ความสับสนด้านสารสาธารณะ และความหวาดระแวงในเคียฟและเมืองหลวงยุโรปต่อเจตนาที่แท้จริงของทรัมป์
***
## สันติภาพแบบ “ดีลหยาบ” และความเสี่ยงของการติดหล่ม
ความกระหาย “ดีลเร็ว” ของทรัมป์อาจขัดหูตาผู้นำดั้งเดิม แต่ไม่ใช่จะผิดเสียทีเดียวในทุกกรณี ข้อตกลงหยุดยิงในกาซา ในภูมิภาคเกรตเลกส์ (Great Lakes) และดีลระหว่างกัมพูชา–ไทย ควรถูกมองอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็น “กรอบหยุดยิงหรือข้อตกลงเบื้องต้น” มากกว่าจะเป็นสนธิสัญญาสันติภาพที่ปิดข้อพิพาทหลัก
หลายปีที่ผ่านมา ผู้นำโลกประสบความยากลำบากในการหาข้อตกลงยุติสงครามแบบเบ็ดเสร็จ ส่วนใหญ่ต้องพึ่งการทูตเชิงประคับประคองที่กาตาร์ ชาติอ่าวอาหรับ ตุรกี (Türkiye) และมหาอำนาจนอกโลกตะวันตกช่วยผลักดัน เพื่อหยุดยิงระดับพื้นที่ เปิดทางให้อาหารและความช่วยเหลือเข้าไป หรือช่วยปล่อยตัวประกัน ทว่าจุดจบของความขัดแย้งมักอยู่ที่ “ทางตันที่เปราะบาง” หรือหยุดลงเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะขาด มากกว่าจะจบด้วยข้อตกลงสันติภาพแบบครอบคลุมเช่นยุค 1990–ต้น 2000
ในบริบทนี้ แนวคิดที่ว่า “ทางออกที่เป็นไปได้ที่สุดอาจเริ่มจากหยุดยิงเท่าที่ทำได้ ปล่อยรายละเอียดไว้ข้างหน้า แล้วค่อยต่อยอดทีหลัง” จึงมีน้ำหนักในบางสมรภูมิ แม้จะไม่ใช้ได้กับทุกกรณี โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายที่ได้เปรียบทางทหารยังเชื่อว่ายังมีโอกาส “ปิดเกม” ให้จบในสมรภูมิ
ปัญหาคือ หากข้อตกลงชั่วคราวเหล่านี้แตกสลายหรือค้างอยู่ในสภาพครึ่ง ๆ กลาง ๆ เป็นเวลานาน ความเสียหายจะทบซ้อน ตัวอย่างเช่น หยุดยิงในกาซาที่ปล่อยให้ชาวปาเลสไตน์เบียดเสียดอยู่ในพื้นที่น้อยกว่าครึ่งของฉนวน ภายใต้การปกครองต่อไปของฮามาส แต่การฟื้นฟูถูกสกัดโดยอิสราเอลที่คุมพื้นที่ที่เหลือและยังคงปฏิบัติการโจมตี นับว่ายอมรับได้ก็ต่อเมื่อ “เป็นฉากพัก” นำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเท่านั้น เช่นเดียวกับดีลที่ปล่อยให้กองกำลังตัวแทนของรวันดาคุมดินแดนในภูมิภาคคิววูส์ (Kivus) ก็ไม่อาจเป็นปลายทางของสันติภาพได้
***
## ข้อจำกัดของทรัมป์: ใช้อำนาจไม่สุด–ไม่อดทนพอ–ไม่เชื่อมั่นพหุภาคี
รายงานประเมินว่า การเจรจาต่อรองแบบทรัมป์วางอยู่บนการใช้ “อำนาจแข็ง” ของสหรัฐฯ โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ความสัมพันธ์เชิงพึ่งพากับอิสราเอลในกรณีกาซา หรือการขู่เก็บภาษี–แขวนโอกาสทางธุรกิจในกรณีอื่น อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่อเมริกันอาจประเมิน “ความพร้อมจะยอมแลกผลประโยชน์ด้านความมั่นคงกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” ของคู่ขัดแย้งสูงเกินจริง ที่สำคัญคือจนถึงขณะนี้ ทรัมป์ยังไม่ใช้ “อำนาจกดดันเต็มรูปแบบ” กับอิสราเอล และยังไม่แสดงให้เห็นถึง “ความอดทน” ที่จำเป็นต่อการแปลงดีลหยาบให้กลายเป็นสันติภาพที่มั่นคง
รัฐบาลทรัมป์ยังไม่ออกแบบกลไกให้ผู้เล่นอื่น เช่น กาตาร์ หรือมาเลเซีย ซึ่งมีบทบาทช่วยเปิดทางดีลคองโก–รวันดา และกัมพูชา–ไทย รับไม้ต่ออย่างเป็นระบบ เขาแทบไม่ใช้ UN หรือองค์กรพหุภาคีอื่นเป็นตัวขับเคลื่อนต่อ และยังตัดลดงบประมาณหน่วยงาน UN และกองกำลังรักษาสันติภาพลงอย่างมีนัยสำคัญ
***
## การเมืองแบ่งเขตอิทธิพล–ความเสี่ยงยุโรป–เอเชียแปซิฟิก
ในซีกโลกตะวันตก ทรัมป์ส่งทูตพิเศษไปผลักดันให้กรีนแลนด์แยกออกจากเดนมาร์ก เปิดแทรกแซงการเมืองลาตินอเมริกาอย่างเปิดเผย และสั่งปฏิบัติการทางทหารต่อเรือที่ถูกกล่าวหาว่าลักลอบขนยาเสพติด ซึ่งอาจถูกใช้เป็นแบบจำลองสำหรับการโจมตีที่สร้างความไม่มั่นคงในภูมิภาคอื่น
ในยุโรป ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดียูเครน โวโลดิมีร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskyy) รวมถึงท่าทีดูแคลนผู้นำยุโรป ถูกมองว่าซ้ำเติมวิกฤตระเบียบความมั่นคงของยุโรปเอง ขณะที่ผู้นำยุโรปต้องเร่งเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจต้องป้องกันทวีปด้วยตนเอง แถมอาจต้องเผชิญกับการแทรกแซงทางการเมืองของวอชิงตันที่สนับสนุนพรรคการเมืองฝั่งขวาจัดที่ต่อต้านการเพิ่มงบป้องกันประเทศด้วย
ในเอเชีย ทรัมป์ยังไม่ถึงขั้นรื้อพันธมิตรหรือเปลี่ยนนโยบายต่อไต้หวัน แต่การทำลายความเชื่อมั่นและการมองภูมิภาคนี้ว่ามีความสำคัญรองจากซีกโลกตะวันตก ทำให้พันธมิตรอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้หวั่นเกรงต่อดีลสหรัฐฯ–จีน ในขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) อาจมองการผลักดันอิทธิพลของวอชิงตันว่าเป็น “คำเชิญไม่เป็นทางการ” ให้ปักกิ่งทำเช่นเดียวกันในเอเชียแปซิฟิก เสียงเรียกร้องให้เกาหลีใต้พิจารณา “ทางเลือกด้านนิวเคลียร์ของตัวเอง” ดังขึ้น ขณะที่แม้ฝ่ายญี่ปุ่นจะยังลังเล แต่ก็เริ่มมีการพูดคุยเชิงสมมติฐานในวงปิด
***
## 10 ความขัดแย้งหลักที่ต้องจับตาในปี 2026
รายงานจัด “10 ความขัดแย้งน่าจับตาปี 2026” โดยผูกกับบริบทการเมืองโลกในยุคทรัมป์สมัยที่สอง ดังนี้
1. เวเนซุเอลา – ความเสี่ยงปฏิบัติการโค่นรัฐบาลมาดูโรของสหรัฐฯ
2. ซูดาน – สงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพกับกองกำลัง RSF และหายนะด้านมนุษยธรรม
3. เอธิโอเปีย–เอริเทรีย – ความตึงเครียดชายแดนและความเสี่ยงลุกลามเป็นสงครามภูมิภาค
4. มาลี–บูร์กินาฟาโซ – การขยายปฏิบัติการของกลุ่มญิฮาดและความเสี่ยงรัฐล่มสลาย
5. ยูเครน – อนาคตสงครามและดีลที่อาจปล่อยให้รัสเซียกลับมาเสี่ยงผจญภัยทางทหารอีกครั้ง
6. ซีเรีย – บทบาทของรัฐบาลใหม่ในดามัสกัสและช่องทางการทูตที่เปิดด้วยดีลของทรัมป์
7. อิสราเอล–ปาเลสไตน์ – หยุดยิงที่เปราะบางในกาซาและสถานะทางการเมืองของฮามาส
8. อิสราเอล–สหรัฐฯ vs อิหร่าน–Houthi – การปะทะทางอ้อมในตะวันออกกลางและเส้นแดงนิวเคลียร์
9. เมียนมา – การสู้รบระหว่างกองทัพ–กลุ่มชาติพันธุ์ และบทบาทจีนในฐานะเสาหลักของรัฐบาลทหาร
10. อัฟกานิสถาน–ปากีสถาน – ความร้าวลึกตามแนวชายแดน และผลพวงจากการสู้รบตัวแทน
รายงานสรุปว่าก่อนทรัมป์จะกลับมามีอำนาจ โลกก็เดินหน้าเข้าสู่ยุคที่เสี่ยงและไร้เสถียรภาพอยู่แล้ว แต่จนถึงตอนนี้ ปีแรกของวาระที่สองของเขากลับไม่ช่วยชะลอความเสี่ยงเหล่านั้น หากแต่ทำให้ “เท้าถูกเหยียบลงบนคันเร่ง” หนักขึ้นในหลายสมรภูมิ โดยเฉพาะเมื่อการใช้กำลังและการท้าทายกติกากลายเป็นเรื่องปกติในสายตามหาอำนาจอื่น ๆ ที่กำลังมองหาช่องว่างในการขยับขยายอิทธิพลของตนเอง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.crisisgroup.org/global/10-conflicts-watch-2026