.
หนี้สาธารณะสหรัฐฯ พุ่งแรง ดอกเบี้ยแตะ $1 ล้านล้าน 'จีน–ญี่ปุ่น' เสี่ยงแบกรับภาระในฐานะผู้ถือพันธบัตรรายใหญ่ในปี 2026
3-1-2026
Asia Times รายงานว่า ในปี 2026 รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตทางการคลังครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อภาระดอกเบี้ยจ่ายสุทธิพุ่งสูงเกินระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรก ท่ามกลางยอดหนี้สาธารณะที่จ่อแตะระดับ 39 ล้านล้านดอลลาร์ สถานการณ์นี้กำลังบีบให้ประเทศในเอเชียซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดต้องตกอยู่ในที่นั่งลำบาก
คณะกรรมการเพื่องบประมาณรัฐบาลที่รับผิดชอบ (Committee for a Responsible Federal Budget) ระบุว่านี่คือ "บรรทัดฐานใหม่" (New Norm) ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยยอดหนี้รวมขยับเข้าใกล้ 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขณะที่ทำเนียบขาวภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ยังคงเดินหน้าออกพันธบัตรใหม่เพื่อชดเชยการขาดดุลที่เพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าไปที่เจ้าหนี้รายใหญ่อย่างประเทศญี่ปุ่น (Japan) ซึ่งถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ราว 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ และประเทศจีน (China) ที่ถือครองอยู่ 6.89 แสนล้านดอลลาร์
ความลังเลของเอเชียและไพ่ตายบนโต๊ะเจรจา
คำถามสำคัญในแวดวงการเงินคือ เหตุใดทางการโตเกียวและปักกิ่งจึงควรเพิ่มความเสี่ยงในสินทรัพย์สหรัฐฯ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ แม้ว่าทั้งสองประเทศจะจำเป็นต้องใช้เงินดอลลาร์ในการค้าโลก แต่ทิศทางทางการคลังของวอชิงตันอาจทำให้ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ (Sanae Takaichi) ของญี่ปุ่น และผู้นำจีน สี จิ้นผิง (Xi Jinping) เริ่มปฏิเสธการสะสมพันธบัตรสหรัฐฯ เพิ่มเติม
ทาเคชิ ยามากุจิ (Takeshi Yamaguchi) นักเศรษฐศาสตร์จาก Morgan Stanley MUFG ตั้งข้อสังเกตว่าญี่ปุ่นอาจใช้พันธบัตรสหรัฐฯ เป็น "เบี้ยต่อรอง" (Bargaining Chip) ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงของอดีตรัฐมนตรีคลัง คัตสึโนบุ คาโตะ (Katsunobu Kato) ที่เคยระบุว่าทุกอย่างต้องวางอยู่บนโต๊ะเจรจา สิ่งนี้ย้อนรอยไปถึงเหตุการณ์ในปี 1997 ที่อดีตนายกรัฐมนตรีริวทาโร ฮาชิโมโตะ (Ryutaro Hashimoto) เคยขู่จะขายพันธบัตรสหรัฐฯ เพื่อกดดันการเจรจาการค้ามาแล้ว
สำหรับญี่ปุ่น ความขัดแย้งเชิงนโยบายเริ่มชัดเจนขึ้น เมื่อความต้องการ "ดอลลาร์อ่อนค่า" ของทรัมป์ สวนทางกับยุทธศาสตร์ "ซานาเอะโนมิกส์" (Sanaenomics) ที่ต้องการให้เงินเยนอ่อนค่าเพื่อกระตุ้นค่าจ้างและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
สัญญาณเตือน ‘ภาวะหัวใจวายทางเศรษฐกิจ’
ตัวเลขจากสำนักงบประมาณแห่งสภาคองเกรส (CBO) เผยให้เห็นทิศทางที่น่ากังวล โดยในปี 2020 ภาระดอกเบี้ยจ่ายสุทธิอยู่ที่ 3.45 แสนล้านดอลลาร์ แต่ในปี 2025 พุ่งขึ้นเป็น 9.7 แสนล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะทะลุ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030 ตามแผนภาษีของทรัมป์ที่เน้นการลดภาษีโดยไม่มีการตัดลดงบประมาณรายจ่ายที่สมดุล
เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ชื่อดัง ได้ออกมาเตือนผ่าน CNBC ว่าสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ "วงจรการตายจากหนี้" (Debt Death Spiral) พร้อมเปรียบเทียบว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเสี่ยงต่อ "ภาวะหัวใจวายทางเศรษฐกิจ" หรือวิกฤตในตลาดพันธบัตร หากไม่มีการปรับลดการขาดดุลจาก 7.5% เหลือ 3% ของ GDP ซึ่งปัญหาสำคัญที่สุดคือ "ปัญหาทางการเมือง"
การเสื่อมถอยของอิทธิพลสกุลเงินดอลลาร์
แม้ว่าดอลลาร์จะยังคงความแข็งแกร่งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเนื่องจากสภาพคล่องที่สูง แต่ในปี 2025 ดอลลาร์กลับอ่อนค่าลงถึง 13.5% เมื่อเทียบกับเงินยูโร (Euro) ซึ่งเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 นอกจากนี้ ความพยายามของทรัมป์ในการเข้าแทรกแซงความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการขู่ปลดประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ยิ่งสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลก
จอร์จ ซาราเวโลส (George Saravelos) จาก Deutsche Bank คาดการณ์ว่าวัฏจักรขาขึ้นอันยาวนานของดอลลาร์ในทศวรรษนี้อาจสิ้นสุดลงในปี 2026 โดยคาดว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าลงอีกราว 10%
โอกาสทองของเงินหยวน
ความปั่นป่วนในวอชิงตันกลายเป็นโอกาสสำคัญของผู้นำจีน สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ในการผลักดัน "เงินหยวน" (Yuan) ให้มีบทบาทระดับโลกแทนที่ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม เอสวาร์ ปราสาด (Eswar Prasad) จาก Cornell University ชี้ว่าจีนยังคงมีความท้าทายเรื่อง "ความเชื่อมั่น" และการควบคุมเงินทุนที่เข้มงวด ซึ่งปักกิ่งจำเป็นต้องสร้างหลักนิติธรรมและความเป็นอิสระของธนาคารกลางเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
มาร์เซลโล เอสเตเวา (Marcello Estevão) จากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) เสริมว่าแม้ฐานรากของดอลลาร์จะยังดูแข็งแกร่งจากโครงสร้างสถาบันทางการเงินที่ไม่มีใครเทียบได้ แต่ปี 2026 อาจถูกจดจำในฐานะ "จุดเปลี่ยนสำคัญ" (Inflection Point) ของการแย่งชิงอำนาจระหว่างเงินหยวนและเงินดอลลาร์ ท่ามกลางหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/01/us-debt-surge-leaves-china-japan-holding-the-bag-in-2026/