จีน–ญี่ปุ่น เปิดฉากปะทะคารมรอบใหม่
จีน–ญี่ปุ่น เปิดฉากปะทะคารมรอบใหม่ เซ่นปมไต้หวัน ปักกิ่งระงับส่งออก “แร่หายาก” พร้อมกล่าวหาโตเกียวซ่อนแผนทหาร–นิวเคลียร์
9-1-2026
The Asahi Shimbun รายงานว่า จีน (China) และญี่ปุ่น (Japan) สองเพื่อนบ้านที่ไม่เคยไว้ใจกันในเอเชียตะวันออก เริ่มต้นปี 2026 ด้วยความขัดแย้งอีกครั้ง ทั้งคู่เป็นทั้ง "คู่รักคู่แค้น" (Frenemies) พันธมิตรทางการค้า และเพื่อนบ้านที่เต็มไปด้วยความระแวงจากประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดที่ยังคงตามหลอกหลอนจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยึดครองจีนของญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 20, การขยายอำนาจทางทหารในเอเชีย, ปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง และที่สำคัญที่สุดคือ "ศักดิ์ศรี"
สัปดาห์แรกของปีในจีนเต็มไปด้วยคำครหาต่อโตเกียว (Tokyo) ตั้งแต่การส่งสัญญาณว่าพลเมืองจีนอาจเผชิญอันตรายในญี่ปุ่น ไปจนถึงการกล่าวหาโดยตรงว่าญี่ปุ่นกำลังฟื้นฟู "ลัทธิจักรวรรดินิยม" (Japanese imperialism) ในขณะที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนได้หันไปแสดงท่าทีโอบรับผู้นำจากประเทศเพื่อนบ้านทางยุทธศาสตร์อีกแห่งอย่าง เกาหลีใต้ (South Korea) ที่กำลังมาเยือนอย่างเห็นได้ชัด
ชนวนเหตุล่าสุดปะทุขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา เมื่อ นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิชิ (Sanae Takaichi) ผู้นำคนใหม่ของญี่ปุ่น ได้กล่าวส่งสัญญาณว่า หากจีนเคลื่อนไหวทางทหารต่อไต้หวัน (Taiwan) เธอจะไม่ตัดทางเลือกในการใช้กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นเข้าไปมีส่วนร่วม ซึ่งคำพูดนี้สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อรัฐบาลปักกิ่ง (Beijing)
"ถ้อยแถลงที่ผิดพลาดของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิชิ เกี่ยวกับไต้หวันถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของจีน แทรกแซงกิจการภายในอย่างโจ่งแจ้ง และเป็นการข่มขู่ทางทหารต่อจีน" เหมา หนิง (Mao Ning) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงเมื่อวันพุธ พร้อมเรียกร้องให้ญี่ปุ่นเผชิญหน้ากับรากเหง้าของปัญหาและแก้ไขความผิดพลาดของตนเอง
ประวัติศาสตร์ที่ฝังรากลึก
ความระแวงระหว่างสองประเทศมีมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองไต้หวันในปี 1895 และเลวร้ายลงในช่วงทศวรรษที่ 1920 และ 1930 จากการเข้ารุกรานจีนอย่างโหดเหี้ยมซึ่งทิ้งบาดแผลและคราบน้ำตาที่ชาวจีนยังคงไม่ลืมเลือน ขณะที่ผู้นำญี่ปุ่นบางคนมักจุดชนวนความขัดแย้งด้วยการไปเยือนศาลเจ้า ยาสุกุนิ (Yasukuni Shrine) ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานแด่ผู้เสียชีวิตในสงคราม รวมถึงอาชญากรสงครามบางคน ทำให้จีนตอบโต้ด้วยความโกรธแค้นเป็นวัฏจักรเสมอมา
แม้ญี่ปุ่นจะสูญเสียอำนาจทางทหารเชิงรุกภายใต้รัฐธรรมนูญที่สหรัฐฯ (US) ร่างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ท่าทีการแสดงออกทางทหารใดๆ ของญี่ปุ่นมักถูกจีนตีความว่าเป็นความพยายามฟื้นฟูลัทธิทหาร นอกจากนี้ยังมีข้อพิพาทเรื่องดินแดน เช่น หมู่เกาะที่จีนเรียกว่า เตี้ยวยวี (Diaoyu) และญี่ปุ่นเรียกว่า เซนกากุ (Senkaku) ที่มักปะทุขึ้นเป็นระยะ
มาตรการตอบโต้ทางการค้า: บทเรียนราคาแพง
สัปดาห์นี้กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เมื่อจีนประกาศจำกัดการส่งออก "สินค้าที่ใช้งานได้สองทาง" (Dual-use exports) ไปยังญี่ปุ่น ซึ่งหมายถึงสินค้าที่ญี่ปุ่นสามารถนำไปดัดแปลงใช้ในทางการทหารได้ ไม่ว่าจะเป็นโดรนหรือแร่หายาก (Rare earths) การไม่ระบุรายการที่ชัดเจนทำให้จีนสามารถปรับระดับความเข้มงวดได้ตามสถานการณ์ทางการเมือง
ญี่ปุ่นได้ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการนี้ โดยระบุว่า "เป็นการเลือกปฏิบัติที่พุ่งเป้าไปที่ญี่ปุ่นเพียงผู้เดียวและละเมิดแนวทางปฏิบัติสากลอย่างรุนแรง" การตอบโต้ของจีนยังลามไปถึงอุตสาหกรรมชิปคอมพิวเตอร์ โดยกระทรวงพาณิชย์จีนได้เริ่มสอบสวนการทุ่มตลาดก๊าซ "ไดคลอโรไซเลน" (Dichlorosilane) ที่นำเข้าจากญี่ปุ่นซึ่งมีราคาลดลงถึง 31% โดยอ้างว่าสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ
นอกจากนี้ สมาคมควบคุมและลดอาวุธของจีน (China’s Arms Control and Disarmament Association) ยังได้ออกรายงานในหัวข้อ "ความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของกองกำลังฝ่ายขวาในญี่ปุ่น: ภัยคุกคามร้ายแรงต่อสันติภาพโลก" โดยความยาว 29 หน้ากระดาษเพื่อโจมตีว่าโตเกียวยังไม่สำนึกต่อประวัติศาสตร์การรุกรานในอดีต
การปรับเปลี่ยนหมากเกมระดับภูมิภาค
ในขณะที่ความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นดิ่งเหว จีนกลับแสดงท่าทีเป็นมิตรอย่างยิ่งต่อเกาหลีใต้ โดยสื่อของรัฐให้ความสำคัญกับการมาเยือนของประธานาธิบดี อี แจมยอง (Lee Jae Myung) เป็นอย่างมาก มีการลงนามข้อตกลง 24 ฉบับ มูลค่ารวม 44 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุมด้านการค้า เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเกาหลีใต้ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีนแซงหน้าญี่ปุ่นในช่วงปีใหม่ หลังจากที่รัฐบาลจีนพยายามส่งสัญญาณเตือนเรื่องความไม่ปลอดภัยในการไปเยือนญี่ปุ่น
บทสรุปและอนาคต
ความตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่นในขณะนี้ยังจำกัดอยู่ในระดับวาทกรรมและนโยบาย แต่ไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลายได้โดยง่าย โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของญี่ปุ่นวางแผนจะจัดหาอาวุธให้ไต้หวันมากกว่าที่เคยเป็นมา เซบาสเตียน มาสโลว์ (Sebastian Maslow) ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกระบุว่า "ครั้งนี้การลดระดับความรุนแรงและกลับสู่สถานะเดิมอาจทำไม่ได้ง่ายๆ เนื่องจากช่องทางการทูตมีอยู่อย่างจำกัด และวาระทางการเมืองภายในประเทศของทั้งคู่ยังเป็นปัจจัยหลักที่ขวางกั้นทางออก"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.asahi.com/ajw/articles/16273469?fbclid=IwY2xjawPMuadleHRuA2FlbQIxMQBzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEektQ32fyE1eaxaYjinibKCVPxxFmsDFj_Lrb8f3WTKsUTMKU0LTdZWsOYqKE_aem_PWHqVpW7jrkHpxobe1ig7g