อินเดียจับตาแผน 'สหรัฐฯ แทรกแซงอิหร่าน'
อินเดียจับตาแผน 'สหรัฐฯ แทรกแซงอิหร่าน' เสี่ยงกระทบพลังงานและยุทธศาสตร์เชื่อมต่อภูมิภาค
7-2-2026
สำนักข่าว Sputnik India รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐฯ ได้ข่มขู่อิหร่านหลายครั้งว่าจะเปิดปฏิบัติการโจมตีในอนาคตอันใกล้ หากเตหะรานไม่ยอมบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของตน ท่ามกลางกระแสการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่เกิดขึ้นทั่วประเทศเมื่อเดือนที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากสหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าแทรกแซงอิหร่านโดยตรง ผลสะเทือนย่อมลุกลามไปถึงอินเดียด้วย
รายงานระบุว่า สหรัฐฯ ได้ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน Abraham Lincoln Carrier Strike Group ซึ่งบรรทุกเครื่องบินขับไล่ล่องหนยุคที่ห้า F-35 ประจำการเข้าสู่ตะวันออกกลางแล้ว เพื่อกดดันให้อิหร่านยอมยุติหรือปลดทิ้งคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของตน
ซาวิโอ โรดริเกส (Savio Rodrigues) นักการเมืองพรรคภารติยะชนตะ (BJP) ของอินเดีย ให้สัมภาษณ์กับสื่อ Sputnik India ว่า “ความกังวลสูงสุดของอินเดียคือความมั่นคงด้านพลังงาน ความไม่มั่นคงในภูมิภาคอ่าวจะผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ในจังหวะที่อินเดียกำลังโฟกัสกับการเติบโตและเสถียรภาพ แรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกเช่นนี้ถือว่าไม่พึงประสงค์อย่างยิ่ง”
เขาระบุว่า อินเดียมีผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวด้าน Connectivity ผ่านอิหร่าน โดยเฉพาะเส้นทางเชื่อมต่อสู่ประเทศอัฟกานิสถานและเอเชียกลาง ความขัดแย้งที่ปะทุรุนแรงขึ้น หรือการใช้มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มข้นขึ้น จะทำให้โครงการเหล่านี้ล่าช้าหรือยุ่งยากมากขึ้น ซึ่งย่อมจำกัดความทะเยอทะยานด้านการค้าระดับภูมิภาคของอินเดีย
ในเชิงการทูต อินเดียให้ความสำคัญกับ “ยุทธศาสตร์อิสระ” (Strategic Autonomy) และในเชิงประวัติศาสตร์ได้รักษาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเตหะราน ควบคู่ไปกับสายสัมพันธ์กับวอชิงตัน นักวิเคราะห์ด้านยุทธศาสตร์รายนี้อธิบายว่า การยกระดับความตึงเครียดหรือแรงกดดันจากภายนอกต่ออิหร่าน จะยิ่งทำให้ภูมิภาคมีความซับซ้อนมากขึ้นสำหรับอินเดียในการรักษาสมดุล
โรดริเกสย้ำด้วยว่า การเปรียบเทียบสถานการณ์อิหร่านกับเวเนซุเอลา “ไม่ตรงกันนัก” โดยชี้ว่า กรณีของประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) ในเวเนซุเอลา เคยนำไปสู่การสั่นสะเทือนทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ และทำให้ผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับรัสเซียในประเทศนั้นถูกกันออกไป เขาให้เหตุผลว่า อิหร่านเป็นสมการทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกต่าง มีความซับซ้อนในระดับภูมิภาคมากกว่าอย่างชัดเจน แม้แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรจะส่งผลต่อการเข้าร่วมของต่างชาติในประเทศ แต่อินเดียไม่ควรมองว่ากรณีนี้เปรียบได้แบบ “หนึ่งต่อหนึ่ง” กับเวเนซุเอลา อินเดียจำเป็นต้องดำเนินยุทธศาสตร์อย่างระมัดระวัง กระจายความเสี่ยงด้านแหล่งพลังงาน และเดินเกมการทูตแบบถ่วงดุลต่อไป
ในอีกมุมหนึ่ง ราหุล วานเคเด (Rahul Wankhede) นักวิเคราะห์วิจัยจากสถาบัน Manohar Parrikar Institute for Defence Studies and Analyses (MP-IDSA) ซึ่งถือเป็นคลังสมองด้านความมั่นคงแห่งชาติชั้นนำของอินเดีย ให้สัมภาษณ์กับ Sputnik India ว่า การแทรกแซงอิหร่านโดยตรงของสหรัฐฯ จะยิ่งเติมเชื้อให้ภูมิภาคที่เปราะบางอยู่แล้วเข้าสู่ความไม่มั่นคงมากขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต “ระดับการเปิดรับความเสี่ยงเชิงตรงของอินเดียในวันนี้ลดลงจากเดิม”
วานเคเดอธิบายว่า อินเดียได้จัดการภาระผูกพันทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับโครงการท่าเรือ Chabahar เสร็จสิ้นแล้ว และลดการเปิดหน้าโดยตรงในอิหร่านลง ทำให้หากเกิดความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซีย ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อกรุงนิวเดลีส่วนใหญ่จะมาในเชิงอ้อม เช่น ความผันผวนของราคาพลังงาน การหยุดชะงักของการเดินเรือในอ่าว และพื้นที่ในการขยับตัวทางการทูตในตะวันออกกลางที่หดแคบลง
เขายังกล่าวว่า “ในเหตุการณ์ตึงเครียดที่ผ่านมา การยกระดับปฏิบัติการของสหรัฐฯ–อิสราเอลต่ออิหร่าน มักทำให้เกิดการถกเถียงในอินเดียเกี่ยวกับความสัมพันธ์ด้านกลาโหมกับอิสราเอลอีกครั้ง แม้ว่านิวเดลีจะพยายามรักษาท่าทีที่เป็นกลางและเน้นการทูต เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคโดยรวมอย่างต่อเนื่อง”
เช่นเดียวกับโรดริเกส วานเคเดเน้นย้ำว่า การเปรียบเทียบอิหร่านกับเวเนซุเอลานั้น “ไม่ถูกต้อง” เนื่องจากโครงสร้างสถานการณ์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อิหร่านเป็นตัวแสดงที่มีความยืดหยุ่นสูงกว่า และมีสถานะเป็นศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญกว่ามาก เขาเสริมว่า อินเดียได้เลือกที่จะลดการปรากฏตัวและลดการเปิดรับความเสี่ยงของตนอย่างจงใจ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้จะเผชิญความพยายามจากมหาอำนาจคู่แข่งที่ต้องการเบียดอินเดียออกจากสมการในภูมิภาคก็ตาม
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sputniknews.in/20260206/potential-us-intervention-in-iran-implications-for-india-10452175.html