อิสราเอลเดินหน้ากระชับการควบคุมเวสต์แบงก์
อิสราเอลเดินหน้ากระชับการควบคุมเวสต์แบงก์
11-2-2026
อิสราเอลได้ดำเนินการกระชับการควบคุมเหนือเขตเวสต์แบงก์มากยิ่งขึ้น หลังจากอนุมัติการปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญ ซึ่งก่อให้เกิดเสียงประณามจากรัฐบาลปาเลสไตน์ (PA) รวมถึงประเทศอาหรับ ประเทศมุสลิม และสหภาพยุโรป (EU)
พื้นที่ส่วนใหญ่ของเวสต์แบงก์อยู่ภายใต้การควบคุมทางทหารของอิสราเอล ขณะที่การปกครองตนเองของชาวปาเลสไตน์มีอยู่อย่างจำกัดในบางพื้นที่ที่บริหารโดย PA ดินแดนดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็นพื้นที่ A, B และ C โดยอิสราเอลควบคุมด้านความมั่นคงและกิจการพลเรือนในพื้นที่ C เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลจำนวนมาก
การปฏิรูปที่คณะรัฐมนตรีอิสราเอลอนุมัติเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จะเอื้อให้ผู้ตั้งถิ่นฐานในเวสต์แบงก์สามารถซื้อที่ดินได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มอำนาจการบังคับใช้กฎหมายของทางการอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์ โดยอ้างอิงถ้อยแถลงของรัฐมนตรีกลาโหม อิสราเอล แคตซ์ และรัฐมนตรีคลัง เบซาเลล สมอทริช หนังสือพิมพ์ The Times of Israel รายงานว่า มาตรการดังกล่าวรวมถึงการยกเลิกกฎระเบียบที่มีมานานหลายทศวรรษ ซึ่งห้ามพลเรือนชาวยิวซื้อที่ดินในเวสต์แบงก์
รายงานยังระบุว่า การปฏิรูปดังกล่าวจะเปิดทางให้ทางการอิสราเอลสามารถกำกับดูแลสถานที่ทางศาสนาบางแห่ง รวมถึงเพิ่มการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การบริหารของ PA โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม การละเมิดด้านทรัพยากรน้ำ และความเสียหายต่อแหล่งโบราณคดี
การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้เกิดขึ้นแม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเสนอแผนสันติภาพที่ให้การบริหารกิจการประจำวันในฉนวนกาซาอยู่ภายใต้คณะเทคโนแครตชาวปาเลสไตน์จำนวน 15 คน ภายใต้กลไกที่เรียกว่า “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ซึ่งถูกเปิดตัวเมื่อเดือนที่แล้วในฐานะส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลางระหว่างฮามาสและอิสราเอล ทั้งนี้ ทรัมป์ได้ย้ำว่าเขาจะไม่อนุญาตให้อิสราเอลผนวกเวสต์แบงก์
รัฐบาลปาเลสไตน์ได้ประณามการตัดสินใจของอิสราเอลว่าเป็นการกระทำที่ “ไร้ความชอบธรรมและผิดกฎหมาย” พร้อมเรียกร้องให้สหประชาชาติและสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซง ขณะที่กลุ่มฮามาสเรียกร้องให้มีการ “ยกระดับ” ความขัดแย้ง “ด้วยทุกวิถีทางที่มีอยู่” และขอให้ประเทศอาหรับและมุสลิมตัดความสัมพันธ์กับอิสราเอล
มาตรการดังกล่าวยังถูกประณามจากสหภาพยุโรป รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศของอียิปต์ จอร์แดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินโดนีเซีย ปากีสถาน ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ โดยในแถลงการณ์ร่วม รัฐมนตรีเหล่านี้เตือนถึงนโยบาย “ขยายอำนาจอย่างต่อเนื่อง” ของอิสราเอล และเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศดำเนินการ
การเคลื่อนไหวของอิสราเอลครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการอนุมัติการก่อสร้างนิคมตั้งถิ่นฐานหลายครั้งก่อนหน้านี้ รวมถึงมาตรการที่ประกาศในเดือนธันวาคม รายงานระบุว่าปัจจุบันมีชาวอิสราเอลมากกว่า 700,000 คนอาศัยอยู่ในนิคมตั้งถิ่นฐานทั่วเวสต์แบงก์และเยรูซาเล็มตะวันออก ซึ่งเป็นดินแดนที่อิสราเอลยึดครองจากจอร์แดนในปี 1967 และเป็นพื้นที่ที่ชาวปาเลสไตน์ต้องการใช้เป็นรัฐในอนาคต นักวิจารณ์เตือนว่า การขยายตัวของนิคมอย่างต่อเนื่องอาจบั่นทอนโอกาสของแนวทางแก้ไขปัญหาแบบสองรัฐอย่างถาวร
ที่มา RT