.
'เนทันยาฮู' ต้องการ "ดีลใหม่" ของทรัมป์ต่ออิหร่าน หวังล็อกข้อจำกัดนิวเคลียร์–ขีปนาวุธเกินกว่าที่ทรัมป์ต้องการ
12-2-2026
Newsweek รายงานว่า เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เดินทางเข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เป็นครั้งที่ 7 นับตั้งแต่ผู้นำสหรัฐฯ เข้ารับตำแหน่ง ท่ามกลางการจับตามองของเหล่านักวิเคราะห์ถึง "ช่องว่าง" ในจุดยืนของสองพันธมิตรต่อความพยายามของทำเนียบขาวในการเจรจาข้อตกลงฉบับใหม่กับประเทศอิหร่าน (Iran) แม้ทรัมป์จะเคยใช้มาตรการทางทหารที่รุนแรงและสั่งระดมกำลังพลเข้าสู่ภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง แต่เขาก็ยังคงเน้นย้ำถึงความปรารถนาในการใช้แนวทางทางการทูต ซึ่งเป็นจุดที่สร้างความกังวลใจให้กับฝ่ายอิสราเอล
ในช่วงที่ผ่านมา ทรัมป์ (Trump) ได้แสดงความเด็ดขาดด้วยการสั่งโจมตีอิหร่านโดยตรงในช่วงสงคราม 12 วันเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว และล่าสุดกองกำลังเดลตาฟอร์ซ (Delta Force) ยังได้สร้างผลงานด้วยการจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) แห่งเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณข่มขู่ไปยังอิหร่านที่กำลังเผชิญกับการประท้วงรุนแรงภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารของทรัมป์ รวมถึงรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ (JD Vance) กลับเริ่มหันไปใช้วิถีทางการทูตผ่านการเจรจาที่โอมาน (Oman) โดยระบุว่า "การบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน"
เนทันยาฮู (Netanyahu) ในฐานะผู้วิจารณ์ข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 อย่างเผ็ดร้อน เตรียมนำเสนอ "หลักการ" ต่อทรัมป์เพื่อให้ข้อตกลงใหม่มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยต้องไม่จำกัดเพียงแค่กิจกรรมทางนิวเคลียร์ แต่ต้องครอบคลุมถึงการระงับโครงการขีปนาวุธนำวิถี (Ballistic missiles) และการยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคที่อิสราเอลเรียกว่า "แกนอักษะของอิหร่าน" (Iranian axis) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันนโยบายอิสราเอลมองว่า ความต้องการของเนทันยาฮูที่ต้องการ "ปิดงาน" ที่เริ่มไว้เมื่อปี 2025 ด้วยการทำลายระบอบการปกครองของอิหร่านหรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาจจะชนกับเป้า หมายของทรัมป์ที่ต้องการเพียงชัยชนะทางการทูตเพื่อนำมาสร้างภาพลักษณ์ผลงานทางการเมือง
ในขณะที่ทรัมป์มักเน้นย้ำถึงการกดดันสูงสุด (Maximum pressure) เพื่อนำไปสู่การเจรจาและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (Transactional) เขายังต้องคำนึงถึงเสียงจากพันธมิตรอาหรับอื่นๆ เช่น ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia), กาตาร์ (Qatar), ตุรกี (Turkey) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่ต่างคัดค้านการใช้กำลังทางทหารที่อาจทำให้ภูมิภาคไร้เสถียรภาพ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความไม่พอใจต่อท่าทีของอิสราเอลในการพยายามผนวกเขตเวสต์แบงก์ (West Bank) ซึ่งเขามองว่าเป็นอุปสรรคต่อแผนการรักษาสันติภาพในฉนวนกาซาของเขา
ทางด้านอิหร่านเองก็ได้จับตาการพบกันของทั้งคู่อย่างใกล้ชิด โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า สหรัฐฯ ควรตัดสินใจด้วยตัวเองอย่างเป็นอิสระจากการกดดันของอิสราเอล ซึ่งอิหร่านมองว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤตปลอมๆ เรื่องนิวเคลียร์มาตลอด 40 ปี อย่างไรก็ตาม เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล ไมก์ ฮักคาบี (Mike Huckabee) และผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายยังเชื่อว่าทั้งสองประเทศยังคงมีความสอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์ในระดับสูง โดยเป้าหมายหลัก 4 ประการที่รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) วางไว้นั้น ไม่ว่าจะเป็นการยุติอาวุธนิวเคลียร์, จำกัดขีปนาวุธ, เลิกหนุนกลุ่มนอมินี และปกป้องชาวอิหร่าน ล้วนเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับจุดยืนของอิสราเอลมาอย่างยาวนาน
ท้ายที่สุดแล้ว ความท้าทายสำคัญคือการที่เนทันยาฮูจะสามารถโน้มน้าวให้ทรัมป์ "เอาจริง" กับอิหร่านจนถึงที่สุดได้หรือไม่ เนื่องจากอิสราเอลหวาดกลัวว่าทรัมป์จะใช้กำลังทหารกดดันเพียงเพื่อให้ได้เข้าสู่โต๊ะเจรจา และเมื่อได้ข้อตกลงที่พอจะประกาศชัยชนะได้แล้วเขาก็จะถอยกลับ (Exit) ทิ้งให้อิสราเอลต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่ยังไม่ถูกขจัดอย่างสิ้นซากเพียงลำพัง ในขณะที่อิหร่านกำลังอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอที่สุดในรอบหลายทศวรรษซึ่งอิสราเอลมองว่าเป็น "โอกาสทอง" ที่ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือไปด้วยเพียงแค่การลงนามในเอกสารสัญญา
----
IMCT NEWS
ที่มา https://www.newsweek.com/why-netanyahu-wants-his-say-in-shaping-a-trump-deal-for-iran-11498760