ยุทธวิธีการ "ทูตแบบอำนาจบาตรใหญ่" ของทรัมป์
ยุทธวิธีการ "ทูตแบบอำนาจบาตรใหญ่" ของทรัมป์ เอื้อประโยชน์จีน ครองความได้เปรียบเศรษฐกิจเอเชียมูลค่า 55 ล้านล้านดอลลาร์
18-2-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า การทุ่มทรัพยากรด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ไปที่ซีกโลกตะวันตกและตะวันออกกลาง ผ่านการส่งเรือรบ (armadas) ไปประจำการในทะเลแคริบเบียนและนอกชายฝั่งอิหร่าน กำลังเสี่ยงทำให้สหรัฐฯ สูญเสียจุดศูนย์กลางผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ที่แท้จริงคือเอเชีย ซึ่งคาดว่าขนาดเศรษฐกิจจะขยายจาก 38 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็นราว 55 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2035
ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา นักยุทธศาสตร์สหรัฐฯ เรียกร้องให้ “หันหมุดเอเชีย” เพราะเป็นภูมิภาคที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก หากสหรัฐฯ ให้ความสำคัญจริง จะนำไปสู่สองเงื่อนไขหลักคือ จำเป็นต้องพึ่งพาพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อถ่วงดุลจีน และต้องอย่างน้อย “รักษาหน้ากติกาโลก” หากหวังให้ชาติอื่นยอมเล่นตามกติกาที่สหรัฐฯ วางไว้
แต่ในทางปฏิบัติ ทีมทรัมป์กลับใช้ยุทธศาสตร์ “ปืนเรือรบ” และการต่อรองเชิงแข็งกร้าว แม้กับพันธมิตรของตัวเอง ทั้งการขู่ผนวกกรีนแลนด์ (Greenland) การใช้ภาษีเป็นอาวุธต่อต้านคู่ค้า รวมถึงการพูดถึง “เขตอิทธิพล” ที่มองซีกโลกตะวันตกเป็น “สนามหลังบ้าน” ของสหรัฐฯ ซึ่งเสี่ยงเปิดทางให้จีนอ้างสิทธิ์ในไต้หวันและทะเลจีนใต้ รวมถึงให้รัสเซียใช้อ้างปูทางบนชายแดนตะวันออกของ NATO
สงครามไต้หวัน–ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกเกิน 10 ล้านล้านดอลลาร์
Bloomberg Economics ประเมินว่า สงครามในจุดเปราะบางสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องไต้หวัน (Taiwan) จะทำให้เศรษฐกิจโลกสูญเสียมูลค่ามากกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าผลกระทบรวมของวิกฤตโควิด-19 และวิกฤตการเงินโลกปี 2008 รวมกัน ขณะเดียวกัน ท่าเรือในทะเลจีนใต้รับภาระการค้าระดับราว 4 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี หากเส้นทางนี้ถูกปิดล้อมหรือถูกโจมตี จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างรุนแรง
ส่วนแนวปะทะในยุโรปตะวันออก แม้รัฐบอลติกจะไม่ได้เป็นแกนหลักของการค้าระดับโลก แต่หากอธิปไตยดินแดนถูกละเมิด ก็จะเท่ากับรอยร้าวครั้งใหญ่ในโล่ความมั่นคงที่ทำให้ยุโรปเติบโตในกรอบเสถียรภาพหลังสงครามเย็น ซึ่งท้ายที่สุดสหรัฐฯ จะยากหลีกเลี่ยงการเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรง
Bloomberg เปรียบเทียบ “ราคาของความขัดแย้ง” ผ่านหลายสถานการณ์ ตั้งแต่วิกฤตที่ผ่านมาไปจนถึงสมมติฐานสงครามในจุดร้อน (flashpoints) และพบว่าความวุ่นวายในแคริบเบียนหรือเวเนซุเอลามีผลจำกัดเมื่อเทียบกับเอเชียตะวันออกหรือตะวันออกกลางที่เป็นหัวใจของพลังงานและเทคโนโลยีโลก
โจมตีอิหร่านเสี่ยงดันน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์–เบี่ยงโฟกัสจากเอเชีย
ในตะวันออกกลาง ทรัมป์ถูกวิจารณ์ว่ากำลัง “เล่นเกมเสี่ยง” ด้วยการขู่โจมตีอิหร่าน (Iran) เพิ่มเติม แม้หลายฝ่ายพูดมานานว่าควรลดบทบาทสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ Bloomberg Economics ประเมินว่า ในกรณีรุนแรงสุดที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซและโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาค ราคาน้ำมันอาจทะยานเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์บางส่วนในวอชิงตันมองว่านี่คือ “สงครามตามใจเลือก” ในภูมิภาคที่มีน้ำหนักเชิงยุทธศาสตร์ลดลงเมื่อเทียบกับเอเชีย ท่ามกลางข้อเท็จจริงที่ว่าสหรัฐฯ กำลังเผชิญข้อจำกัดในฐานะมหาอำนาจที่กำลังถดถอยเชิงสัมพัทธ์ จึงจำเป็นต้องเลือกสนามที่พร้อมทุ่มทรัพยากรมากกว่าไล่เปิดแนวปะทะไปทุกทิศ
เอเชียโต 55 ล้านล้าน–ยุโรป 37 ล้านล้าน ขณะที่อเมริกา (ไม่นับสหรัฐฯ) ยังอยู่เพียง 11.5 ล้านล้าน
ประมาณการล่าสุดของ Bloomberg Economics ชี้ว่า เอเชียคือศูนย์กลางการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในสองทศวรรษข้างหน้า โดย GDP ของภูมิภาคคาดว่าจะเพิ่มจาก 38 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 55 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2035 ขณะที่ยุโรปจะขยับสู่ราว 37 ล้านล้านดอลลาร์ ภูมิภาคอเมริกา (ไม่นับสหรัฐฯ) ถูกคาดการณ์ว่าจะถึงเพียง 11.5 ล้านล้านดอลลาร์ และตะวันออกกลาง–แอฟริการวมกันราว 9.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปีเดียวกัน
แม้ทรัมป์และทีมความมั่นคงยืนยันว่าเอเชียยังเป็น “สมรภูมิยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจหลักของศตวรรษหน้า” ตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน ซึ่งระบุว่าการแข่งขันในเอเชียคือเงื่อนไขสำคัญต่อความสามารถของสหรัฐฯ ในการ “เติบโตที่บ้าน” แต่การกระทำหลายอย่างกลับขัดกับถ้อยแถลงดังกล่าว
รัฐบาลทรัมป์เปิดศึกภาษีกับญี่ปุ่น (Japan) เกาหลีใต้ (South Korea) และอินเดีย (India) ซึ่งล้วนเป็นเศรษฐกิจหลักของเอเชียรองจากจีนและเป็นพันธมิตรยาวนานของวอชิงตัน ก่อนเข้ารับตำแหน่ง ทรัมป์ยังเคยระบุว่าไต้หวันควร “จ่ายค่าเบี้ยประกัน” แลกกับการคุ้มครองของสหรัฐฯ ทั้งที่ไต้หวันเป็นฐานผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายสำคัญผ่านบริษัท TSMC ซึ่งเป็นหัวใจของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีสหรัฐฯ
ในด้านขีดความสามารถทางทหาร จีนมีจำนวนเรือรบรวมมากกว่าสหรัฐฯ แล้ว และมีแนวโน้มแซงหน้าทั้งด้านเรือดำน้ำในอนาคต ขณะที่ฐานอุตสาหกรรมกลาโหมสหรัฐฯ ถูกมองว่า “ใช้งานหนักเกินศักยภาพ” และจัดสรรกำลังจำนวนมากไปยังสมรภูมิอื่น ทำให้ “การยับยั้ง” (deterrence) ของสหรัฐฯ ในเอเชียลดลงและเพิ่มความเสี่ยงที่ปักกิ่งอาจเห็น “ช่องว่างโอกาส” ในการขยับเรื่องไต้หวัน
พันธมิตรหันหาปักกิ่ง–โลกแตกเป็น “ป้อมปราการ” ลดพึ่งพาสหรัฐฯ
ความตึงเครียดกับพันธมิตรสะท้อนชัดเมื่อปี 2026 เปิดฉากด้วยการที่นายกรัฐมนตรีแคนาดา (Canada) และสหราชอาณาจักร (UK) เดินทางเยือนปักกิ่ง เพื่อ “กระจายความเสี่ยงทางการเมือง” จากสหรัฐฯ ที่คาดเดายาก นักเศรษฐศาสตร์ชาวแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) ระบุในเวที World Economic Forum ที่ดาวอสว่า “ระเบียบโลกบนฐานกติกา” ที่สหรัฐฯ เคยเป็นผู้นำกำลังกลายเป็นเพียง “เรื่องแต่งที่เคยมีประโยชน์” และโลกกำลังเข้าสู่สภาวะ “แตกหัก ไม่ใช่แค่เปลี่ยนผ่าน”
คาร์นีย์เตือนว่าโลกของ “ป้อมปราการหลายแห่ง” ซึ่งแต่ละขั้วแสวงหาความมั่นคงด้วยการปิดล้อมตัวเอง จะยิ่งทำให้โลกยากจนลง เปราะบางขึ้น และไม่ยั่งยืนทั้งเชิงเศรษฐกิจและภูมิอากาศ
ในละตินอเมริกา การส่งหน่วยรบพิเศษไปโค่นประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) แห่งเวเนซุเอลา และพยายามควบคุมผู้นำใหม่ ตลอดจนความพยายามโดดเดี่ยวคิวบา (Cuba) ยิ่งผลักดันให้เม็กซิโก (Mexico) ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ อยู่ในสถานะยากลำบาก โดย ExxonMobil ถึงขั้นประเมินว่าเวเนซุเอลายังเป็นประเทศที่ “ลงทุนไม่ได้” ในเวลานี้
ยุทธศาสตร์ “ฮีกีมอนนักล่า” อาจเวิร์กระยะสั้น แต่ไม่เหมาะกับโลกหลายขั้ว
สตีเฟน วอลต์ (Stephen M. Walt) ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก Harvard Kennedy School เขียนบทความใน Foreign Affairs ระบุว่า ในเกือบทุกแนวรบต่างประเทศ รัฐบาลทรัมป์ใช้นโยบาย “หาผลประโยชน์ระยะสั้นบนฐานโลกแบบเกมศูนย์รวม” โดยมองว่าผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ต้องมาจากการที่คู่แข่งหรือแม้แต่พันธมิตร “เสีย” ให้สหรัฐฯ
วอลต์เรียกยุทธศาสตร์วาระสองของทรัมป์ว่า “predatory hegemony” หรือภาวะมหาอำนาจจอมล่า และเตือนว่ารูปแบบนี้อาจให้ผลในระยะหนึ่ง แต่จะยืนระยะไม่ได้ในโลกที่กำลังก้าวสู่สภาวะ “มหาอำนาจหลายขั้ว” เพราะเปิดโอกาสให้ประเทศอื่นสร้างทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ทั้งในด้านการเงิน การค้า และความมั่นคง
สำหรับจีน นั่นหมายถึงพื้นที่มากขึ้นในการเสนอ “ทางเลือก” ทั้งด้านตลาด การลงทุน และสกุลเงินสำรอง ทำให้เอเชียซึ่งมีมูลค่าเศรษฐกิจ 55 ล้านล้านดอลลาร์ในอนาคตอาจกลายเป็นเวทีที่สหรัฐฯ “ยกให้” ปักกิ่งโดยไม่รู้ตัว หากยังเดินหน้าปืนเรือรบในพื้นที่ที่ให้ผลตอบแทนเชิงยุทธศาสตร์ค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ยืดเยื้อและต้นทุนโอกาสที่ต้องจ่ายในเอเชีย
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/features/2026-02-10/us-china-trump-s-focus-on-west-hands-xi-economic-edge-in-asia