CEO Mistral ชี้ซอฟต์แวร์องค์กรอาจเปลี่ยนไปใช้ AI
CEO Mistral ชี้ มากกว่า 50% ของซอฟต์แวร์องค์กรอาจเปลี่ยนไปใช้ AI
19-2-2026
มากกว่าร้อยละ 50 ของซอฟต์แวร์ที่องค์กรต่าง ๆ ใช้อยู่ในปัจจุบัน อาจถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ในอนาคต อาร์เธอร์ เมนช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Mistral AI กล่าวกับสถานี CNBC เมื่อวันพุธ ซึ่งอาจยิ่งเพิ่มความกังวลของนักลงทุนต่อหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์
คำกล่าวของเมนช์มีขึ้นหลังจากเกิดแรงเทขายหุ้นบริษัทซอฟต์แวร์รายใหญ่ โดยส่วนหนึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Cowork ของบริษัท Anthropic ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นว่า AI สามารถทำงานได้มากขึ้นในขอบเขตที่ซอฟต์แวร์สำหรับองค์กรแบบเดิมเคยทำอยู่
นักลงทุนกังวลว่า AI อาจกระทบต่อโมเดลธุรกิจที่เรียกว่า “ซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการ” หรือ SaaS โดยกองทุน iShares Expanded Tech-Software Sector ETF ซึ่งมีหุ้นอย่าง Microsoft และ Salesforce เป็นสัดส่วนการถือครองหลัก ปรับตัวลดลงมากกว่าร้อยละ 20 นับตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ในอินเดีย หุ้นซอฟต์แวร์รายใหญ่อย่าง Tata Consultancy Services และ Infosys ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน
“ผมมองว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของซอฟต์แวร์แบบ SaaS ที่ฝ่ายไอทีขององค์กรต่าง ๆ กำลังจัดซื้ออยู่ในปัจจุบัน จะย้ายไปสู่ AI” เมนช์ กล่าวกับ CNBC ในงาน India Accelerates ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับการประชุม AI Impact Summit ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย
“AI ทำให้เราสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ได้รวดเร็วราวกับความเร็วแสง” เมนช์ กล่าวเพิ่มเติม
ซีอีโอของ Mistral AI ระบุว่า ตราบใดที่องค์กรมี “โครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม” ก็จะสามารถเชื่อมต่อข้อมูลของตนเข้ากับระบบ AI เพื่อสร้างแอปพลิเคชันสำหรับดำเนินงานบางส่วนได้
“เราพบกับลูกค้าของเราว่า ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน เราสามารถสร้างแอปพลิเคชันแบบปรับแต่งเฉพาะ (fully custom) เพื่อจัดการเวิร์กโฟลว์ เช่น กระบวนการจัดซื้อ หรือกระบวนการซัพพลายเชน ซึ่งเมื่อห้าปีก่อน คุณอาจต้องใช้ซอฟต์แวร์ SaaS แบบเฉพาะอุตสาหกรรม” เมนช์กล่าว
เมนช์ระบุว่า ขณะนี้กำลังเกิดกระบวนการ “รีแพลตฟอร์ม” (replatforming) ซึ่งภาคธุรกิจกำลังมองหาการใช้ AI มากขึ้น แทนซอฟต์แวร์ SaaS แบบเดิม
“การรีแพลตฟอร์มถือเป็นโอกาสครั้งใหญ่สำหรับเรา เพราะตอนนี้มีลูกค้าองค์กรกว่า 100 รายเข้ามาหาเรา พร้อมกับความตั้งใจที่จะเปลี่ยนและปรับระบบไอทีของตนใหม่ อาจรวมถึงการเลิกใช้ระบบบางอย่างที่ซื้อมาเมื่อ 20 ปีก่อน และกำลังมีต้นทุนสูงขึ้น” เขากล่าว
“พวกเขามองว่า AI เป็นวิธีการรีแพลตฟอร์มระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีต้นทุนต่ำลง”
อย่างไรก็ตาม เมนช์กล่าวว่า ซอฟต์แวร์ประเภท “ระบบบันทึกข้อมูลหลัก” (systems of record) จะ “ไม่เปลี่ยนแปลง” ซอฟต์แวร์ประเภทนี้ทำหน้าที่จัดการและเก็บข้อมูลภายในองค์กร และมักทำงานควบคู่กับ AI
บิพุล ซินหา ซีอีโอของ Rubrik มีมุมมองในทำนองเดียวกัน โดยให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อวันพุธว่า ซอฟต์แวร์ประเภท “เวิร์กโฟลว์” อาจถูก AI “พลิกโฉมอย่างมีนัยสำคัญ” ขณะที่ซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลหรือระบบบันทึกข้อมูล ซึ่งเป็นตัวสนับสนุนการทำงานของ AI จะได้รับผลเชิงบวก
การขยายธุรกิจของ Mistral ในอินเดีย
เมนช์ยังเปิดเผยกับ CNBC ว่า บริษัทมีแผนเปิดสำนักงานแห่งแรกในอินเดียภายในปีนี้ เพื่อขยายเข้าสู่ตลาดที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีทั่วโลกต่างพยายามเข้ามาแบ่งส่วนตลาด ปัจจุบัน Mistral ทำงานร่วมกับบริษัทนานาชาติที่มีฐานธุรกิจในอินเดียอยู่แล้ว และกำลัง “สำรวจตลาด” เพื่อหาลูกค้าในประเทศเพิ่มเติม ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน
แม้ว่า Mistral กำลังก่อสร้างศูนย์ข้อมูลในยุโรป แต่แนวทางในอินเดียจะแตกต่างออกไป โดยบริษัทมีแผนจับมือกับพันธมิตรที่มีโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพอยู่ในประเทศแล้ว
รัฐบาลอินเดียกำลังผลักดันให้บริษัท AI พัฒนาโมเดลที่สามารถทำงานภายในประเทศได้ โดยข้อมูลต้องถูกจัดเก็บภายในประเทศ นอกจากนี้ อินเดียยังมีความหลากหลายทางภาษา เช่น ภาษาฮินดีและปัญจาบ ซึ่ง Mistral ระบุว่า โมเดลภาษาขนาดใหญ่ของบริษัทสามารถรองรับได้
“นี่เป็นสิ่งที่ในระยะยาวจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อตลาดผู้บริโภคในอินเดีย” เมนช์กล่าว
ที่มา CNBC