'ทางรอดเอเชีย' ในศึกกำแพงภาษี
'ทางรอดเอเชีย' ในศึกกำแพงภาษีเมื่อสหรัฐฯ ใช้ ‘ความไม่แน่นอน’ และจีนใช้ ‘เสถียรภาพ’ เป็นอาวุธทางการค้า
24-2-2026
Asia Times รายงานว่า สำหรับผู้ส่งออกในเอเชีย ผู้ประกอบการท่าเรือ หรือผู้จัดการห่วงโซ่อุปทาน “ภูมิรัฐศาสตร์การค้า” ไม่ใช่ข้อถกเถียงที่เป็นนามธรรม แต่มันคือ “เบี้ยประกันความผันผวน” (Volatility Premium) ที่ต้องจ่ายในรูปแบบของค่าขนส่ง สัญญาทางการค้า สินค้าคงคลัง และการตัดสินใจ ลงทุน
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่ยกระดับภาษีศุลกากรโลกขึ้นเป็น 15% หลังจากพ่ายคดีในศาลสูงสุด สะท้อนถึงรูปแบบการบริหารที่มองว่าภาษีคือเครื่องมืออเนกประสงค์ ทั้งในการสร้างรายได้ กำหนดนโยบายอุตสาหกรรม และใช้เป็นชิปต่อรองทางการเมือง
ลำดับเหตุการณ์นี้—ตั้งแต่การแพ้คดี การเปลี่ยนช่องโหว่ทางกฎหมายอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงการตั้งอัตราภาษีใหม่—คือบทเรียนราคาแพงที่ภาคธุรกิจและรัฐบาลทั่วโลกกำลังได้รับ: สหรัฐฯ และจีนกำลังยัดเยียด “คู่มือการใช้งาน” ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงให้แก่โลก
เล่มหนึ่งคือการใช้อำนาจที่เสียงดัง รวดเร็ว และด้นสดทางกฎหมาย ส่วนอีกเล่มคือความสงบนิ่ง มีกลยุทธ์ และผ่านการฉาบเคลือบทางการตลาดมาอย่างดี
วอชิงตัน: ความไม่แน่นอนคืออำนาจต่อรอง
ข้อความจากวอชิงตัน โดยเฉพาะในยุคของทรัมป์นั้นขวานผ่าซาก: “ความคาดเดาไม่ได้คืออำนาจ” (Unpredictability is leverage) เครื่องมือภาษีถูกนำมาใช้เหมือนมีดพับอเนกประสงค์ (Swiss Army knife) เพื่อบีบให้เกิดการเจรจาในประเด็นที่หยุดชะงักมานาน
ความลื่นไหลทางกฎหมายนี้ส่งผลโดยตรงต่อตลาด เมื่ออำนาจในการเรียกเก็บภาษีสามารถกระโดดข้ามจากกฎหมายฉบับหนึ่งไปยังอีกฉบับได้ในชั่วข้ามคืน ภาคธุรกิจจึงไม่ได้แบกรับแค่ภาระภาษี แต่ต้องแบกรับอาการ “แส้ฟาด” (Whiplash) จากนโยบายที่เปลี่ยนทิศทางกะทันหัน ซึ่งทำให้การวางแผนระยะยาวทำได้ยากยิ่ง
ปักกิ่ง: เสถียรภาพที่มีสองด้าน
ในทางกลับกัน ท่าทีของปักกิ่ง (Beijing) คือการแสดงออกถึง “ความมั่นใจที่สมดุล” (Balanced bravado) โดยพยายามชูภาพลักษณ์การเป็นผู้ใหญ่ในห้องที่ยึดถือพหุภาคีและเสถียรภาพ ซึ่งดึงดูดใจพันธมิตรในเอเชีย แอฟริกา และยุโรป ในยามที่การเมืองสหรัฐฯ ดูวุ่นวาย
อย่างไรก็ตาม “เสถียรภาพ” ของจีนมีสองด้าน ด้านหนึ่งคือความคาดการณ์ได้ตามกฎระเบียบ แต่อีกด้านหนึ่งคือ “ความไม่สมดุลที่คงที่” (Stable imbalance) เครื่องจักรส่งออกของจีนยังคงเดินหน้าเต็มสูบแม้ความต้องการในประเทศจะซบเซา ส่งผลให้เกิดปัญหาสินค้าล้นตลาด (Overcapacity) และสร้างความกังวลแก่คู่ค้าว่าตนเองกำลังกลายเป็น “วาล์วระบายความดัน” ให้กับสินค้าส่วนเกินของจีน
ทางออกของเอเชีย: ความหลากหลายคือประกันภัย ไม่ใช่อุดมการณ์
เมื่อเผชิญกับความเสี่ยงสองรูปแบบ—ความผันผวนจากสหรัฐฯ และการพึ่งพาเชิงโครงสร้างจากจีน—ภูมิภาคเอเชียควรดำเนินการในทางปฏิบัติ ดังนี้:
การกระจายความเสี่ยง (Diversification): มองการกระจายตลาดและซัพพลายเออร์เป็นเหมือนการทำประกันภัย ไม่ใช่การเลือกข้างมหาอำนาจ เป้าหมายคือการป้องกันไม่ให้ความผันผวนของภาษีสหรัฐฯ หรือภาวะช็อกของอุปสงค์จากจีนกลายเป็นวิกฤตระดับชาติ
ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ (Traceable Compliance): ในยามที่กฎเกณฑ์เรื่องแหล่งกำเนิดสินค้าเข้มงวดขึ้น ผู้ชนะจะเป็นประเทศหรือบริษัทที่สามารถพิสูจน์แหล่งที่มาและมาตรฐานของสินค้าได้อย่างชัดเจนผ่านระบบดิจิทัล เพื่อให้สามารถเปลี่ยนเส้นทางการค้าได้โดยไม่ต้องรื้อวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกไตรมาส
สร้างตัวกันกระแทกในระดับภูมิภาค (Regional Shock Absorbers): เร่งกระบวนการศุลกากรให้รวดเร็วขึ้น พัฒนาระบบการค้าดิจิทัลที่ทำงานร่วมกันได้ และสนับสนุนเงินทุนการค้าให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและย่อม (SMEs) เพื่อให้รอดพ้นจากมรสุมภาษีโดยไม่ต้องปลดคนงาน
ยึดถือระเบียบวินัยเหนือการแสดงละคร: ในโลกที่เสพติดดราม่าเรื่องภาษี ท่าทีที่รุนแรงที่สุดอาจเป็นการยืนหยัดใน “ความสามารถที่น่าเบื่อ” (Boring competence) นั่นคือการทำให้กฎเกณฑ์การค้าทำงานเหมือนโครงสร้างพื้นฐาน—มีความชัดเจน โปร่งใส และมีวินัยที่น่าเชื่อถือ
หากวอชิงตันกำลังบริหารด้วย “เซอร์ไพรส์” และปักกิ่งกำลังทำทูตด้วย “คำปลอบโยน” ข้อได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของเอเชียควรจะเป็นสิ่งที่เร้าใจน้อยกว่านั้น นั่นคือ “กฎกติกา” ที่พยากรณ์ได้และมั่นคง เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการค้าโลกไม่ให้พังทลายลง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/02/global-trade-trapped-between-us-tantrums-and-chinas-bravado/