.
จีนเตือนพร้อมโต้กลับ หลังทรัมป์ปรับแผนภาษีใหม่ ใช้ Section 122 แทน IEEPA บีบฐานผลิตออกจากจีน สู่ 'เวียดนาม-อินเดีย'
25-2-2026
Asia Times รายงานว่า จีนเตือนตอบโต้หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เดินหน้าวางโครงสร้างภาษีใหม่และสั่งสอบสวนการค้าแบบ Section 301 รอบล่าสุด ที่อาจพุ่งเป้าไปยังอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของจีน ขณะที่แรงกดดันด้านภาษีและความไม่แน่นอนกำลังเร่งให้ฐานการผลิตใช้แรงงานเข้มข้นย้ายจากจีนไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อเนื่อง
จีนเตือนพร้อมโต้กลับ หลังทรัมป์เผยแผนภาษีศุลกากรฉบับใหม่
การย้ายฐานการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นจากจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากความไม่แน่นอนและภาวะความเสี่ยงด้านกำแพงภาษียังคงดำรงอยู่ จีนได้ออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ในการตอบโต้ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณการสอบสวนครั้งใหม่ตามมาตรา 301 (Section 301) ซึ่งอาจพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของจีน รวมถึงแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV), แร่หายาก (Rare Earths) และชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นสูง
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ว่ากฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ให้อำนาจประธานาธิบดีจำกัด และไม่ครอบคลุมถึงการกำหนดพิกัดอัตราภาษีดังกล่าว ทำให้ปักกิ่งเรียกร้องให้วอชิงตันยกเลิกการเก็บภาษีฝ่ายเดียวทันที
โฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีนระบุเมื่อวันจันทร์ว่า ปักกิ่งคัดค้านการขึ้นภาษีฝ่ายเดียวมาโดยตลอด และย้ำมุมมองที่ว่า "สงครามการค้าไม่มีผู้ชนะ"
“เรากำลังทำการประเมินคำตัดสินของศาลฎีกาอย่างรอบด้าน” โฆษกกล่าว “มาตรการฝ่ายเดียวที่สหรัฐฯ นำมาใช้ รวมถึงภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) และภาษีที่เกี่ยวข้องกับปัญหายาฟีนทานิล ไม่เพียงแต่ละเมิดกฎเกณฑ์การค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แต่ยังขัดต่อกฎหมายภายในของสหรัฐฯ เอง และไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดเลย”
โฆษกยังเสริมว่า จีนรับทราบว่าสหรัฐฯ กำลังเตรียมมาตรการทางเลือก เช่น การสอบสวนทางการค้า เพื่อคงกำแพงภาษีต่อคู่ค้าเอาไว้ ซึ่งจีนจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ที่ชอบธรรมของตนอย่างเด็ดขาด
เบื้องลึกพิกัดอัตราภาษี: จาก IEEPA สู่ Section 122
คำตัดสินของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ส่งผลกระทบต่อคำสั่งที่ทรัมป์เคยประกาศใช้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเขาใช้กฎหมาย IEEPA เก็บภาษี "ตอบโต้" ในอัตรา 10% ถึง 50% ต่อเศรษฐกิจหลักๆ โดยเฉพาะสินค้าจีนที่เคยถูกดันขึ้นไปสูงถึง 145% จนปักกิ่งต้องตอบโต้ด้วยภาษี 125% ต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ
แม้ภายหลังทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงพักรบชั่วคราว โดยวอชิงตันลดภาษีตอบโต้เหลือ 10% แต่ยังคงภาษีฟีนทานิลไว้อีก 10% (รวมเป็น 20% ภายใต้ IEEPA) แต่ผู้ส่งออกจีนก็ยังต้องแบกรับภาษีเฉลี่ยเดิมที่ประมาณ 25% มาตั้งแต่สงครามการค้าปี 2018
หลังพ่ายแพ้ในศาล ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งบริหารทันทีเพื่อกำหนดภาษีชั่วคราวใหม่ที่อัตรา 10% สำหรับทุกประเทศเป็นเวลา 150 วัน โดยอ้างมาตรา 122 (Section 122) ของกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) ซึ่งอนุญาตให้ประธานาธิบดีเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษชั่วคราวเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงิน และต่อมาในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เขาประกาศจะปรับเพิ่มอัตราภาษีทั่วโลกนี้เป็น 15%
ทรัมป์ยังสั่งการให้เจ้าหน้าที่เริ่มการสอบสวนตามมาตรา 301 ภายใต้อำนาจกฎหมายอื่นๆ เพื่อปูทางสู่การเก็บภาษีใหม่ เขาระบุว่าภาษีที่เกี่ยวข้องกับ IEEPA ทั้งหมดจะถูกยกเลิกตั้งแต่วันอังคารเป็นต้นไป แต่ศาลจะเป็นผู้ตัดสินในอนาคตว่าภาษีที่เคยจ่ายไปแล้วประมาณ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จะต้องคืนให้ผู้ประกอบการหรือไม่ ทั้งนี้ ทรัมป์มีกำหนดเยือนปักกิ่งในช่วงต้นเดือนเมษายนเพื่อพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง
ในระยะสั้น ผู้ส่งออกจีนจะได้รับประโยชน์จากการลดภาษี 5% เนื่องจากภาษีเดิม 20% (ภายใต้ IEEPA) จะถูกแทนที่ด้วยภาษีชั่วคราว 15% ใหม่นี้
ความเห็นจากนักวิเคราะห์จีน: ชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ที่จืดจาง
ตอนแรกผู้วิเคราะห์ชาวจีนมองว่าคำตัดสินของศาลฎีกาเป็นชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ แต่ความเชื่อมั่นนั้นหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อพบว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีกลไกทางกฎหมายอื่นอีกมาก
Yuyuan Tantian (สื่อในเครือ CCTV): ระบุว่ามาตรา 122 ที่ทรัมป์นำมาใช้นั้นแทบไม่เคยถูกนำมาใช้เลยในรอบหลายทศวรรษ และเกณฑ์ทางกฎหมายในการพิสูจน์ "ปัญหาดุลการชำระเงินระหว่างประเทศขั้นรุนแรง" นั้นค่อนข้างสูง ซึ่งอาจทำให้ภาษีใหม่นี้ถูกฟ้องร้องในศาลได้อีกครั้ง
ศาสตราจารย์ ชุย ฟาน (UIBE): กล่าวว่าหากสหรัฐฯ ลดภาษี จีนอาจปรับตัวตามสถานการณ์ แต่หากสหรัฐฯ ใช้เครื่องมือทางกฎหมายอื่น จีนก็พร้อมจะประเมินมาตรการตอบโต้ที่เหมาะสม
3 เครื่องมือทางกฎหมายหลักที่ทรัมป์ยังถืออยู่ในมือ:
Section 122 (Trade Act of 1974): ใช้เพื่อเติมเต็มช่องว่างหลังคำตัดสินเรื่อง IEEPA อย่างรวดเร็ว เพื่อส่งสัญญาณว่ากำแพงภาษีของสหรัฐฯ ยังคงอยู่
Section 232 (Trade Expansion Act of 1962): ใช้จำกัดการนำเข้าด้วยเหตุผลด้าน "ความมั่นคงแห่งชาติ" (เช่น เหล็กและอะลูมิเนียม) ซึ่งศาลมักจะให้อำนาจประธานาธิบดีอย่างกว้างขวาง ทำให้ท้าทายทางกฎหมายได้ยาก
Section 301 (Trade Act of 1974): ให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) สอบสวนการค้าที่ไม่เป็นธรรมและเก็บภาษีตอบโต้ได้โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
ยุทธศาสตร์ทางรอด: ย้ายฐานสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หวัง เล่ย ผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบข้ามพรมแดน แนะนำบริษัทในจีนให้ใช้กลยุทธ์ 3 ขั้นตอน:
รวบรวมหลักฐานการจ่ายภาษีตั้งแต่ปี 2018 เพื่อขอคืนเงิน (Refund) กับกรมศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ (CBP)
ติดตามคดีฟ้องร้องแบบกลุ่ม (Class-action) ในศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ
ปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน โดยย้ายการผลิตบางส่วนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเลี่ยงภาษีใหม่ที่อาจเกิดขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ส่งออกในอาเซียนและเอเชียอื่นๆ เช่น มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย และไทย อาจได้รับประโยชน์จากอัตราภาษี 15% นี้ เนื่องจากเดิมเคยแบกรับภาษีในระดับ 19% - 25%
กรณีศึกษา: ผู้ประกอบการที่ยอมย้ายฐานตามแรงบีบ
ทรัมป์กล่าวถึงกลุ่มบริษัทที่ฟ้องร้องเขาว่าเป็นพวก "ยึดโยงกับจีน" (China-centric) โดยหนึ่งในโจทก์คือบริษัท Learning Resources Inc. ผู้ผลิตของเล่นเพื่อการศึกษาในชิคาโก ซึ่งเจ้าของบริษัทระบุว่าต้องจ่ายภาษีถึง 10 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เขาเปิดเผยกับ Wall Street Journal ว่าบริษัทได้ย้ายฐานการผลิตส่วนใหญ่จากจีนไปยัง เวียดนามและอินเดีย เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเท่ากับว่าเขาได้ทำตามสิ่งที่ทรัมป์ต้องการ คือการย้ายออกจากจีน ดูดซับภาษี และกลับมาจ้างงานในสหรัฐฯ อีกครั้ง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/02/china-warns-of-retaliation-as-trump-unveils-new-tariff-plan/