.
'จีนเร่งสปีดต่อเรือดำน้ำนิวเคลียร์' หวังแซงหน้าสหรัฐฯ' จ่อพลิกโฉมดุลอำนาจใต้น้ำ-'ยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ในแปซิฟิก'
21-2-2026
Asia Times รายงานว่า การเร่งขยายกองเรือดำน้ำของจีนกับบททดสอบดุลอำนาจใต้น้ำในแปซิฟิก การขยายตัวอย่างรวดเร็วของกองเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของประเทศจีน (China) ไม่ใช่เพียงเรื่องราวของการผลิตในอู่ต่อเรืออีกต่อไป แต่เป็นบททดสอบเชิงยุทธศาสตร์ว่า อัตราการผลิตที่รวดเร็วขึ้นจะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจต่อรองที่แท้จริงต่อกองกำลังทางเรือของประเทศสหรัฐฯ (US) ในมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific) ได้หรือไม่
การก้าวกระโดดด้านกำลังการผลิต
รายงานจากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ (IISS) ระบุว่าจีนได้เร่งการผลิตเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์อย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราการปล่อยเรือลงน้ำต่อปีแซงหน้าสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก หลังจากการขยายอู่ต่อเรือ Bohai Shipbuilding Heavy Industry Co. ในเมืองฮู่หลู่เต่า (Huludao)
ข้อมูลระบุว่าในช่วงปี 2021–2025 จีนปล่อยเรือดำน้ำลงน้ำมากกว่าในรอบทศวรรษก่อนหน้าทั้งหมด ซึ่งรวมถึงเรือดำน้ำบรรทุกขีปนาวุธนิวเคลียร์ (SSBN) แบบ Type-094 ชั้น Jin ลำที่ 7 และ 8 พร้อมด้วยเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ (SSN) แบบ Type-093B ชั้น Shang III ที่ติดตั้งระบบยิงแนวดิ่ง (VLS) โดยคาดว่าจีนมีขีดความสามารถในการผลิตที่ระดับ "1+2" (เรือดำน้ำนิวเคลียร์ยุทธศาสตร์ 1 ลำ และเรือดำน้ำโจมตี 2 ลำต่อปี) ซึ่งเทียบเท่ากับแผนงานของสหรัฐฯ
วิกฤตการผลิตของสหรัฐฯ และช่องว่างที่กว้างขึ้น
ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงครองตำแหน่งกองเรือดำน้ำนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยจำนวน 71 ลำ (ข้อมูลจาก Statista มกราคม 2026) แต่ประเทศจีนซึ่งมี 32 ลำ กำลังไล่ตามมาด้วยอัตราการผลิตที่สูงกว่า รายงานจากหน่วยบริการวิจัยของรัฐสภาสหรัฐฯ (CRS) ระบุว่าการผลิตเรือดำน้ำชั้น Virginia ของสหรัฐฯ ประสบภาวะล่าช้า โดยผลิตได้เพียง 1.1–1.2 ลำต่อปี ตั้งแต่ปี 2022 แม้จะมีแผนจัดซื้อปีละ 2 ลำก็ตาม เช่นเดียวกับโครงการเรือดำน้ำชั้น Columbia ที่เผชิญความล่าช้ากว่า 17 เดือน
เขี้ยวเล็บใหม่และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์
เรือดำน้ำโจมตี Type-093B ของจีนคาดว่าถูกติดตั้งด้วยขีปนาวุธร่อนโจมตีภาคพื้นดิน CJ-10 ที่มีระยะยิง 2,000 กิโลเมตร ซึ่งสามารถคุกคามฐานทัพสหรัฐฯ ในแปซิฟิกที่อยู่ไกลออกไปเกินกว่าแนวเกาะชั้นที่หนึ่ง (First Island Chain) เช่น กวม (Guam), ไซปัน (Saipan), ฮาวาย (Hawaii) ไปจนถึงฐานทัพในออสเตรเลีย (Australia) และนิวซีแลนด์ (New Zealand)
นอกจากนี้ เรือดำน้ำโจมตี (SSN) ของจีนยังถูกมองว่าเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการต่อต้านเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ โดยสามารถปฏิบัติการได้ไกลและนานกว่าเรือดำน้ำพลังงานไฟฟ้า-ดีเซลแบบดั้งเดิม ทำให้สามารถกดดันกองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ให้ต้องปฏิบัติการห่างจากชายฝั่งจีนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในสถานการณ์ช่องแคบไต้หวัน (Taiwan)
ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และความท้าทายด้านเทคโนโลยี
แม้จำนวนเรือจะเพิ่มขึ้น แต่จีนยังคงเผชิญกับความท้าทายพื้นฐานทางภูมิศาสตร์ เรือดำน้ำของจีนต้องผ่านจุดยุทธศาสตร์ที่หนาแน่นด้วยเซนเซอร์ในแนวเกาะชั้นที่หนึ่ง เช่น ช่องแคบมิยาโกะ (Miyako Strait) และช่องแคบบาชิ (Bashi Channel) ซึ่งการจะผ่านจุดเหล่านี้โดยไม่ถูกตรวจพบจำเป็นต้องใช้เรือดำน้ำที่มีความเงียบเป็นพิเศษ (Stealth technology) ซึ่งปัจจุบันยังไม่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีของจีนพัฒนาไปถึงระดับที่ทัดเทียมกับสหรัฐฯ แล้วหรือไม่
ในภาพรวม แม้การผลิตที่รวดเร็วของจีนจะสร้างแรงกดดันต่อฐานอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ในระยะยาว แต่ความสำเร็จเชิงยุทธศาสตร์ที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับความสามารถของจีนในการส่งเรือดำน้ำออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิกตอนลึกได้อย่างเงียบเชียบและน่าเชื่อถือ มากกว่าเพียงแค่การนับจำนวนลำเรือเพียงอย่างเดียว
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/02/chinas-submarine-surge-testing-pacifics-undersea-balance/