.
ศาลสูงสหรัฐเพิกถอนมาตรการภาษีของทรัมป์ ตักเตือนนโยบายเศรษฐหลักของประธานาธิบดี
21-2-2026
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯมีคำวินิจฉัยเพิกถอนส่วนสำคัญของนโยบายภาษีศุลกากรในวงกว้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ซึ่งถือเป็นการตักเตือนครั้งใหญ่ต่อนโยบายเศรษฐกิจหลักของผู้นำสหรัฐฯ เสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยในคำตัดสินที่รอคอยมานานว่า กฎหมายที่ใช้รองรับมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าดังกล่าว “มิได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีศุลกากร”
คำวินิจฉัยครั้งนี้นับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของทรัมป์ ซึ่งได้ทำให้มาตรการภาษี — รวมถึงอำนาจที่เขาอ้างว่าสามารถกำหนดภาษีกับประเทศใดก็ได้ เมื่อใดก็ได้ โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส — เป็นแกนกลางของนโยบายเศรษฐกิจและการต่างประเทศของรัฐบาล
ประธานศาลฎีกา John Roberts เป็นผู้เขียนคำวินิจฉัยของศาล ขณะที่ผู้พิพากษา Clarence Thomas, Samuel Alito และ Brett Kavanaugh แสดงความเห็นแย้ง เสียงข้างมากสรุปว่า แนวทางทางกฎหมายของทรัมป์ “จะถือเป็นการขยายอำนาจของประธานาธิบดีเหนือการกำหนดนโยบายภาษีอย่างเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง”
ศาลยังระบุว่า ก่อนหน้าทรัมป์ ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดใช้กฎหมายฉบับที่เป็นประเด็น “เพื่อกำหนดภาษีใด ๆ เลย นับประสาอะไรกับภาษีที่มีขนาดและขอบเขตกว้างขวางเช่นนี้” ในการอ้างอำนาจภาษีที่ “พิเศษอย่างยิ่ง” ดังกล่าว ทรัมป์จำเป็นต้อง “ชี้ให้เห็นถึงการให้อำนาจจากสภาคองเกรสอย่างชัดแจ้ง” ศาลเขียนไว้ และระบุว่า “เขาไม่สามารถทำได้”
คำวินิจฉัยมิได้กล่าวถึงประเด็นว่าภาษีที่ได้จัดเก็บไปแล้วในอัตราที่สูงขึ้นจะต้องมีการคืนเงินหรือไม่
ในความเห็นแย้ง ผู้พิพากษาคาวานอห์ระบุว่า กระบวนการคืนเงิน “มีแนวโน้มจะกลายเป็นความยุ่งเหยิง” พร้อมคาดการณ์ว่าผลกระทบระยะสั้นจากคำตัดสินของศาลเกี่ยวกับภาษี “อาจมีนัยสำคัญ” นับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้ง ทรัมป์ได้ปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางการค้าที่ยาวนานของสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว ด้วยการกำหนดมาตรการภาษีนำเข้าจำนวนมากที่ส่งผลกระทบต่อเกือบทุกประเทศทั่วโลก
ภาษีจำนวนมากดังกล่าวถูกอ้างอิงภายใต้การตีความใหม่ของกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งรวมถึงภาษี “ตอบโต้แบบต่างตอบแทน” ที่มีลักษณะเกือบครอบคลุมทั่วโลก ตลอดจนภาษีแยกต่างหากที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาการลักลอบนำยาเสพติดร้ายแรงเข้าสู่สหรัฐฯ
IEEPA มิได้ระบุถึง “ภาษีศุลกากร” ไว้อย่างชัดเจน ดังที่ศาลฎีกาชี้เมื่อวันศุกร์ หากแต่ให้อำนาจประธานาธิบดีในการ “กำกับดูแล…การนำเข้า” ทรัพย์สินจากต่างประเทศ ภายหลังการประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามบางประการที่ “ผิดปกติและร้ายแรงเป็นพิเศษ”
รัฐบาลทรัมป์โต้แย้งว่า ถ้อยคำดังกล่าวให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีกับสินค้าจากต่างประเทศได้
ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์เห็นว่า กฎหมายนี้มิได้เปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถกำหนดภาษีฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะมีขนาดเท่าใด กับประเทศใด หรือในเวลาใดก็ตาม ก่อนหน้านี้ ทั้งศาลการค้าของรัฐบาลกลางและศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางต่างวินิจฉัยว่าภาษีภายใต้ IEEPA ของทรัมป์ขัดต่อกฎหมาย ก่อนที่ศาลฎีกาจะรับพิจารณาคดี
รายได้ภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา มาจากภาษีที่จัดเก็บภายใต้ IEEPA
เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ทรัมป์ได้เปิดตัวแผนภาษีตอบโต้แบบครอบคลุมในงานที่ทำเนียบขาว ซึ่งถูกประชาสัมพันธ์อย่างเอิกเกริก โดยเขาเรียกวันดังกล่าวว่า “วันปลดปล่อย” ของอเมริกา
การประกาศดังกล่าวก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในตลาดอย่างฉับพลัน และมาตรการภาษีก็ถูกระงับในเวลาไม่นาน หลังจากนั้น มาตรการเหล่านี้ถูกปรับแก้ เลื่อนออกไป และนำกลับมาใช้อีกหลายครั้ง สร้างความสับสนและเพิ่มความซับซ้อนให้กับนโยบายการค้าที่ทับซ้อนของรัฐบาล
มาตรการภาษีที่อาศัยกฎหมาย IEEPA อื่น ๆ ยังรวมถึงชุดภาษีที่มุ่งเป้าไปยังเม็กซิโก แคนาดา และจีน โดยเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาว่าประเทศเหล่านั้นปล่อยให้ยาเสพติดร้ายแรงอย่างเฟนทานิลไหลเข้าสู่สหรัฐฯ
ทรัมป์ ซึ่งเป็นนักวิจารณ์อย่างแข็งกร้าวต่อประวัติศาสตร์การทำข้อตกลงการค้าเสรีของอเมริกาในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ได้ยกย่องภาษีศุลกากรซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นทั้งแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลกลาง และเป็นเครื่องมือหลักในการเจรจากับทั้งประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง เขาอ้างว่าประเทศต่างชาติเป็นฝ่ายแบกรับต้นทุนของภาษีที่เขากำหนด และลดทอนความกังวลว่าภาษีดังกล่าวจะทำให้ราคาสินค้าในสหรัฐฯ สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของเขายอมรับว่าผู้ที่ชำระภาษีดังกล่าวคือผู้นำเข้าสินค้าในสหรัฐฯ
ทรัมป์ยังกล่าวว่ารายได้จากภาษีมีจำนวนมากจนสามารถนำมาใช้แทนภาษีเงินได้ และยังเสนอแนวคิดการจ่าย “เงินปันผลจากภาษี” ให้ชาวอเมริกันคนละ 2,000 ดอลลาร์ “เราได้จัดเก็บ และจะได้รับในไม่ช้านี้ มากกว่า 600 พันล้านดอลลาร์จากภาษีศุลกากร” เขาเขียนในโพสต์ล่าสุดบน Truth Social
อย่างไรก็ดี ตัวเลขประมาณการอื่น ๆ อยู่ในระดับต่ำกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น Bipartisan Policy Center ประเมินว่ารายได้ภาษีศุลกากรขั้นต้นของสหรัฐฯ ในปี 2025 อยู่ที่ราว 289 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ U.S. Customs and Border Protection ระบุว่าได้จัดเก็บรายได้ประมาณ 200 พันล้านดอลลาร์ ระหว่างวันที่ 20 มกราคม ถึง 15 ธันวาคม
สำหรับภาษีที่เกี่ยวข้องกับ IEEPA โดยเฉพาะ รัฐบาลระบุว่าได้จัดเก็บรายได้ประมาณ 129 พันล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 10 ธันวาคม ก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย ทรัมป์และรัฐบาลของเขาได้กล่าวถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากศาลสูงตัดสินเพิกถอนมาตรการภาษี
“หากศาลฎีกาตัดสินไม่เป็นคุณต่อสหรัฐอเมริกาในประเด็นความมั่นคงแห่งชาติครั้งใหญ่นี้ เราก็จบเห่!” ทรัมป์เขียนเมื่อวันที่ 12 มกราคม ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รวมถึงรัฐมนตรีคลัง Scott Bessent ได้แสดงความเชื่อว่าศาลฎีกาจะไม่ล้มเลิกนโยบายเศรษฐกิจ “เรือธง” ของประธานาธิบดี
ที่มา CNBC
-----------------------------
‘ทรัมป์’ ไม่สนศาลสูง! ประกาศภาษีโลก 10% ล้างบางต่างชาติเอาเปรียบการค้า ท่ามกลางวิกฤตคืนเงินภาษี $1.7 แสนล้าน
21-2-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประกาศเตรียมลงนามคำสั่งพิเศษเพื่อเรียกเก็บภาษีศุลกากร (Tariff) ทั่วโลกในอัตรา 10% หลังจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ (Supreme Court) มีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนมาตรการจัดเก็บภาษีส่วนใหญ่ที่เขาประกาศใช้เมื่อปีที่ผ่านมา พร้อมให้คำมั่นว่าจะดำเนินการตรวจสอบขนานใหญ่เพื่อหาช่องทางทางกฎหมายใหม่ในการบังคับใช้ภาษีนำเข้าเพิ่มเติม
“ศาลสูงสุดไม่ได้สั่งห้ามการเก็บภาษี พวกเขาเพียงแต่สั่งห้ามการใช้กฎหมายอำนาจฉุกเฉิน (IEEPA) ในการจัดเก็บภาษีในรูปแบบที่เฉพาะเจาะจงเท่านั้น” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว (White House) โดยอ้างถึงอำนาจภาษีฉุกเฉินที่ศาลระบุว่าเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหาร “ตอนนี้ผมกำลังจะเดินไปในทิศทางใหม่ ซึ่งเป็นทิศทางที่ผมควรจะเลือกทำตั้งแต่แรก”
งัดมาตรา 122 ยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อเลี่ยงข้อจำกัดศาล
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่าจะหันมาใช้อำนาจตามมาตรา 122 (Section 122) ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) ซึ่งมอบสิทธิ์ให้ประธานาธิบดีสามารถบังคับใช้ภาษีได้โดยฝ่ายเดียวเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดทางกฎหมายนี้ยังไม่เคยได้รับการทดสอบมาก่อนในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยกฎหมายอนุญาตให้ประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีขั้นพื้นฐานได้สูงสุด 15% แต่มีการจำกัดระยะเวลาการบังคับใช้ไว้ไม่เกิน 150 วัน ซึ่งอาจกลายเป็นปมความขัดแย้งทางกฎหมายในอนาคต
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเผยว่าจะเปิดการสอบสวนเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 301 (Section 301) และมาตรา 232 (Section 232) ซึ่งเขาเคยใช้ในวาระก่อนเพื่อจัดเก็บภาษีสินค้าจากจีน (China) รวมถึงกลุ่มสินค้าประเภทรถยนต์และโลหะ โดยทรัมป์ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีใหม่สำหรับรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศในอัตราตั้งแต่ 15% ถึง 30% ทันทีหากการตรวจสอบพบการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของอุตสาหกรรมในประเทศ
ทั้งนี้ ปฏิกิริยาจากตลาดทุนพบว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yields) ได้ลดแรงบวกลงเนื่องจากนักลงทุนเริ่มประเมินความเสี่ยงใหม่ ขณะที่ตลาดหุ้นยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นสะท้อนความคาดหวังต่อมาตรการปกป้องทางการค้า (Protectionism) ของทรัมป์
เปิดศึกวิจารณ์ตุลาการศาลสูงสุด
ทรัมป์เริ่มต้นการแถลงด้วยการวิพากษ์วิจารณ์คณะตุลาการศาลสูงสุดอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเขารู้สึก “อับอายต่อสมาชิกบางคนในศาล” และมองว่าตุลาการบางคน “เป็นความเสื่อมเสียต่อเกียรติภูมิของชาติ”
“พวกเขาขาดความรักชาติและไม่ซื่อสัตย์ต่อรัฐธรรมนูญของเรา” ทรัมป์กล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตโดยไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า คณะตุลาการอาจถูกครอบงำโดยผลประโยชน์จากต่างชาติ ทรัมป์ยังชี้ว่าคำตัดสินของศาลเป็นเรื่องที่ย้อนแย้ง เพราะเขามีอำนาจเต็มในการสั่งคว่ำบาตรทางการค้า (Embargo) กับบริษัทต่างชาติได้ แต่กลับถูกจำกัดอำนาจในการเรียกเก็บภาษีเพื่อปกป้องเศรษฐกิจ
รอยร้าวในคณะตุลาการและระเบิดเวลาทางการเงิน $1.7 แสนล้าน
ศาลสูงสุดมีมติ 6 ต่อ 3 เสียงว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตจากการอ้างกฎหมายอำนาจฉุกเฉินระดับเฟเดอรัลเพื่อจัดเก็บภาษี “ต่างตอบแทน” (Reciprocal tariffs) ทั่วโลก รวมถึงภาษีนำเข้าที่พุ่งเป้าไปที่การจัดการปัญหาลักลอบค้ายาเสพติดเฟนทานิล (Fentanyl) โดยที่น่าสนใจคือ ตุลาการสองท่านที่ทรัมป์เป็นผู้แต่งตั้งเอง ได้แก่ นีล กอร์ซัช (Neil Gorsuch) และ เอมี โคนีย์ แบร์เรตต์ (Amy Coney Barrett) ได้ลงมติเข้าร่วมกับฝ่ายเสียงข้างมากเพื่อเพิกถอนมาตรการดังกล่าว
ประเด็นที่สร้างความกังวลสูงสุดต่อสถานะการคลังคือ ตุลาการไม่ได้ระบุถึงขอบเขตที่ผู้นำเข้ามีสิทธิ์จะได้รับเงินภาษีคืน (Refunds) ซึ่งหากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนเงินเต็มจำนวน มูลค่าอาจสูงถึง 1.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดที่รัฐจัดเก็บได้จากนโยบายภาษีของทรัมป์ที่ผ่านมา
บรรยากาศการค้าโลก: จาก ‘การแยกตัว’ สู่ ‘กำแพงภาษีถาวร’
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวให้คำมั่นว่าจะหาเครื่องมือทางกฎหมายอื่นมาทดแทน แม้จะยอมรับว่าการนำภาษีกลับมาบังคับใช้อีกครั้งภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่จะมีความซับซ้อนและเผชิญข้อจำกัดด้านระยะเวลามากขึ้น
“ประเทศต่าง ๆ ที่แสวงหาความได้เปรียบจากสหรัฐฯ มานานหลายปีต่างกำลังดีใจ พวกเขากำลังเต้นระบำอยู่บนถนน แต่ผมขอบอกว่าพวกเขาจะเต้นอยู่ได้ไม่นาน” ทรัมป์กล่าวทิ้งท้าย
บทวิเคราะห์จาก Bloomberg Economics ชี้ให้เห็นว่า หากมาตรการภาษีเดิมถูกยกเลิกถาวร อัตราภาษีศุลกากรเฉลี่ย (Effective tariff rate) ของสหรัฐฯ จะลดลงจาก 13.6% เหลือเพียง 6.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายปี สถานการณ์นี้บีบให้ทรัมป์ต้องเร่งงัดมาตรา 122 มาใช้เพื่อรักษาเครื่องมือในการต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์และดึงฐานการผลิตกลับสู่สหรัฐฯ ตามนโยบาย America First ที่เขายึดถือมาตลอด
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-02-20/trump-to-hold-press-briefing-following-court-s-tariff-ruling?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy