.
รู้หรือไม่ว่าครั้งหนึ่งแอฟริกาเคยมีอาวุธนิวเคลียร์?
10-3-2026
สำนักข่าว RT รายงานว่า แอฟริกากับรอยต่อประวัติศาสตร์นิวเคลียร์: จากการครอบครองสู่การเป็นเขตปลอดอาวุธและบทพิสูจน์อำนาจโลก ในท่ามกลางพลวัตของมหาอำนาจโลกที่การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องปรามศัตรู แอฟริกาเป็นทวีปเดียวในประวัติศาสตร์ที่เคยครอบครองอาวุธทำลายล้างสูงนี้แต่กลับเลือกที่จะละทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง เส้นทางนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการปลดอาวุธ แต่เป็นบททดสอบสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์ว่า การยึดมั่นในสันติภาพตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศนั้นเป็น "ดอกผลแห่งสันติภาพ" ที่ยั่งยืน หรือเป็นเพียง "จุดอ่อนทางยุทธศาสตร์" ในโลกที่ยังคงตัดสินกันด้วยกำลังทหาร
แอฟริกาเคยมีช่วงเวลาที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จริง ก่อนที่ทวีปจะเลือกเส้นทางปลอดนิวเคลียร์อย่างเป็นทางการ ภายใต้บริบทโลกที่อาวุธนิวเคลียร์ยังเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ การตัดสินใจดังกล่าวจึงเป็นจุดเปลี่ยนด้านความมั่นคงของภูมิภาคอย่างยิ่งยวด
ประเทศเดียวในแอฟริกาที่เคยมีระเบิดนิวเคลียร์คือแอฟริกาใต้ภายใต้ระบอบอัปาร์ไธต์ ซึ่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์แบบทิ้งจากเครื่องบินจำนวน 6 ลูกในช่วงทศวรรษ 1970–1980 โดยอ้างเหตุผลเพื่อใช้ถ่วงดุลขบวนการปฏิวัติในแอฟริกาที่ได้รับการสนับสนุนจากคิวบาและสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะในโมซัมบิกและแองโกลา อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายสงครามเย็นระบอบอัปาร์ไธต์เผชิญทั้งมาตรการคว่ำบาตรร่วมและความโดดเดี่ยวทางการทูต ขณะเดียวกันต้นทุนการดูแลคลังนิวเคลียร์ก็สูงลิ่ว และที่สำคัญคือความหวาดกลัวว่าหากระบอบล่มสลาย พรรค African National Congress (ANC) จะได้ครอบครองอาวุธเหล่านี้
บนฉากหลังดังกล่าว ประธานาธิบดีเฟรเดอริค วิลเลม เดอ แคลร์ก (Frederik Willem de Klerk) ของรัฐบาลอัปาร์ไธต์จึงค่อย ๆ ผ่อนคลายกฎหมายแบ่งแยกสีผิว ปล่อยตัวเนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) รองประธาน ANC ในเวลานั้น และเดินหน้ารื้อถอนคลังอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างปี 1989–1990 ฝ่าย ANC มองสิ่งนี้เป็นชัยชนะทางศีลธรรมต่ออาวุธทำลายล้างสูง โดยในปี 1998 แมนเดลาขึ้นกล่าวที่สมัชชาใหญ่สหประชาชาติในวาระสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) ตั้งคำถามเชิงท้าทายว่า “เหตุใดประเทศที่ถือครองอาวุธเหล่านี้ยังต้องการมันอยู่” พร้อมวิจารณ์ว่าคำอธิบายทั้งหลายเป็นเพียงมรดกของสงครามเย็นและความยึดติดกับการใช้กำลังเพื่อยืนยันอำนาจของรัฐบางกลุ่มเหนือรัฐอื่น
จุดยืนของ ANC สอดรับกับความคิดแบบแพน‑แอฟริกันที่มองอาวุธนิวเคลียร์ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการทำลายล้างและจักรวรรดินิยมจากภายนอก และเรียกร้องให้เลิกใช้อย่างสิ้นเชิง ควาเม เอ็งกรูมาห์ (Kwame Nkrumah) ประธานาธิบดีคนแรกของกานาเคยเสนอให้ “ประกาศให้แอฟริกาเป็นเขตปลอดนิวเคลียร์และปลดพันธนาการจากแรงกดดันของสงครามเย็น” ตั้งแต่การประชุมสุดยอด Organization of African Unity ครั้งแรกในปี 1963
แนวคิดแพน‑แอฟริกันด้านนิวเคลียร์มีอย่างน้อยสองสายหลัก สายแรกคือแนวแบบคานธีที่เน้นการรณรงค์ปลดอาวุธโดยสันติในทศวรรษ 1950–1960 นำโดยเอ็งกรูมาห์ ส่วนอีกสายเกิดในทศวรรษ 1970 นำโดยศาสตราจารย์ อาลี มัซรูอี (Ali Mazrui) นักรัฐศาสตร์ชื่อดังชาวเคนยา ซึ่งให้เหตุผลว่า การปลดอาวุธนิวเคลียร์จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีการแพร่ขยายนิวเคลียร์ไปยังประเทศในแอฟริกาและโลกที่สามเสียก่อน เพราะมหาอำนาจตะวันตกจะยอมเจรจาลดอาวุธอย่างจริงจังก็ต่อเมื่อไม่สามารถผูกขาดอำนาจชนิดนี้ได้อีก แนวคิดนี้สะท้อนประสบการณ์การปลดแอกที่หลายอาณานิคมต้องใช้กำลังสู้กับเจ้าอาณานิคมจึงจะได้เอกราช
แม้มัซรูอีจะเสนอให้ใช้ “การแพร่ขยายเพื่อไปสู่การปลดอาวุธ” แต่เอ็งกรูมาห์ยังคงยืนหยัดแนวสันติวิธี โดยจัดเวทีอย่างการประชุม “World without bombs” ที่อักกราในปี 1962 และให้กานาเป็นหนึ่งในประเทศแรกที่ลงนาม Partial Nuclear Test Ban Treaty ที่มอสโก เขายืนยันว่าแอฟริกาสนับสนุนการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติเท่านั้น และต่อต้านการแพร่ขยายอาวุธทำลายล้างสูงอย่างต่อเนื่อง
ประสบการณ์จาก “อาณานิคมนิวเคลียร์” ของฝรั่งเศสยิ่งตอกย้ำมุมมองดังกล่าว ระหว่างปี 1960–1966 ฝรั่งเศสทดสอบระเบิดนิวเคลียร์มากกว่า 200 ครั้งในทะเลทรายซาฮารา ก่อนย้ายไปทดสอบต่อในเฟรนช์โปลินีเซีย มีทั้งคนงานและชาวทูอาเร็กหลายหมื่นคนถูกสัมผัสรังสีซึ่งกระจายไกลราว 3,000 กิโลเมตร จากแอลจีเรียไปถึงซูดาน เซเนกัล บูร์กินาฟาโซ และโกตดิวัวร์ ฝรั่งเศสถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าปิดกั้นการสอบสวนและปกปิดข้อมูลผลกระทบจริงมาจนถึงทศวรรษ 2010 เอ็งกรูมาห์มองปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นความพยายาม “แบ่งแยกและทำให้แอฟริกาอ่อนแอ” และย้ำว่า “เราชาวแอฟริกาต้องการมีชีวิตและพัฒนา เราไม่ได้ปลดแอกจากจักรวรรดินิยมเพื่อมาถูกพิการหรือทำลายด้วยอาวุธนิวเคลียร์”
จากแนวคิดและประสบการณ์ร่วมนี้ นำไปสู่สนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์แอฟริกา หรือ African Nuclear‑Weapon‑Free Zone Treaty ที่รู้จักกันในชื่อ Pelindaba Treaty ซึ่งตั้งชื่อตามศูนย์วิจัยนิวเคลียร์หลักของแอฟริกาใต้ “Pelindaba” ที่ในภาษาซูลูหมายถึง “จบเรื่อง” และต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์การสิ้นสุดโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศ สนธิสัญญาถูกรับรองเมื่อ 2 มิถุนายน 1995 เพื่อยืนยันการที่แอฟริกาใต้เลือกเป็นรัฐปลอดอาวุธนิวเคลียร์ และขยายหลักการดังกล่าวไปทั้งทวีป
แม้สนธิสัญญาเปิดให้ลงนามตั้งแต่ปี 1996 แต่มีผลบังคับใช้จริงในวันที่ 15 กรกฎาคม 2009 หลังต้องรอให้มีการให้สัตยาบันครบ 28 ฉบับตามที่ระบุในมาตรา 18 ความล่าช้าเกิดจากความเร่งด่วนด้านนโยบายที่ลดลงหลังสงครามเย็น ตลอดจนปัญหาภายใน เช่น ความขัดแย้งในคองโก เซียร์ราลีโอน ไลบีเรีย และการเปลี่ยนผ่านจาก OAU ไปเป็น African Union ระหว่างปี 1996–2002 ปัจจุบัน Pelindaba Treaty มีภาคีรวม 51 ประเทศ สนธิสัญญาฉบับนี้ห้ามการวิจัย พัฒนา ผลิต สะสม จัดหา ทดลอง ครอบครอง หรือวางกำลังอาวุธนิวเคลียร์ทุกประเภท รวมถึงการขอความช่วยเหลือเพื่อทำกิจกรรมดังกล่าวหรือการทิ้งกากกัมมันตรังสีในดินแดนแอฟริกา
Pelindaba Treaty ทำงานเสริมกับสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายนิวเคลียร์ของสหประชาชาติ (NPT) โดยตอกย้ำสิทธิในการใช้พลังงานนิวเคลียร์อย่างสันติภายใต้มาตรา IV ปัจจุบัน NPT มีภาคี 191 ประเทศ รวมถึงรัฐแอฟริกา 53 ประเทศ และมหาอำนาจนิวเคลียร์ทั้งห้า (สหรัฐฯ รัสเซีย จีน ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร)
อย่างไรก็ตาม แม้จุดยืนด้านกฎหมายของแอฟริกาจะชัดเจน ระเบียบนิวเคลียร์โลกกลับเต็มไปด้วยความคลุมเครือ ตัวอย่างคือข้อตกลงแบ่งปันอาวุธนิวเคลียร์ภายใต้ NATO ระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศในยุโรปอย่างเยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และตุรกี ซึ่งล้วนเป็นภาคี NPT ในฐานะรัฐไร้อาวุธนิวเคลียร์ แต่กลับมีการเก็บรักษาระเบิดนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ มากกว่า 100 ลูกในฐานทัพยุโรปหลายแห่ง ทั้งที่ NPT กำหนดให้รัฐไร้อาวุธห้ามรับหรือควบคุมอาวุธนิวเคลียร์โดยตรงหรือโดยอ้อม และกำหนดให้รัฐที่มีอาวุธห้ามโอนย้ายไปยังรัฐอื่น
ความกำกวมยังปรากฏในกรณีที่รัฐมีอาวุธนิวเคลียร์แต่ไม่เข้าร่วม NPT เช่น อินเดียและปากีสถาน หรือกรณีเกาหลีเหนือที่ถอนตัวจากสนธิสัญญาในปี 2003 และประกาศตนเป็นรัฐนิวเคลียร์ รวมถึงกรณีอิสราเอลที่ไม่ลงนาม NPT และไม่เปิดให้ IAEA ตรวจสอบครบทุกโรงงาน โดยเฉพาะเตาปฏิกรณ์วิจัย IRR‑2 ที่ศูนย์นิวเคลียร์เนเกฟ ทั้งยังคงนโยบาย “คลุมเครือ” ไม่ยืนยันหรือปฏิเสธการมีอาวุธนิวเคลียร์ของตน
ท่ามกลาง “ช่องว่าง” เหล่านี้ นักคิดแอฟริกาบางส่วนจึงตั้งคำถามต่อการยึดมั่นในแนวทางปลอดนิวเคลียร์ ศาสตราจารย์แพทริก โล็อก โอเทียโน ลูมุมบา (Patrick Loch Otieno Lumumba) นักกฎหมายชาวเคนยา เคยกล่าวว่า “บางครั้งผมก็อยากให้เราในแอฟริกามีนิวเคลียร์บ้าง เพราะนั่นคือภาษาเดียวที่ยุโรปและอเมริกาฟังออก” สะท้อนความรู้สึกว่าการแทรกแซงจากภายนอก—เช่นการโจมตีลิเบียโดย NATO ในปี 2011—อาจไม่เกิดขึ้นหากประเทศเหล่านั้นมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ยับยั้ง
แม้จะมีทรัพยากรยูเรเนียมมหาศาลที่ส่งออกไปใช้ในโครงการพลังงานและการป้องกันของยุโรป แอฟริกายังคงเลือกให้ความสำคัญกับสันติภาพและการพัฒนาคุณภาพชีวิตพื้นฐานของประชาชน มากกว่าการเข้าสู่การแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่หลายประเทศยังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางทหารจากต่างชาติซึ่งมีความผันผวนสูง
ความชัดเจนของแอฟริกาต่อการปฏิเสธอาวุธนิวเคลียร์จึงเป็นทั้ง “ภาวะผู้นำทางศีลธรรม” และคำถามเชิงยุทธศาสตร์ว่า ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียดและระเบียบนิวเคลียร์เต็มไปด้วยสองมาตรฐาน การเลือกยืนอยู่ฝั่งปลอดนิวเคลียร์จะกลายเป็นต้นแบบให้การปลดอาวุธจริงเกิดขึ้น หรือกลับทำให้ทวีปนี้เปราะบางต่อแรงกดดันจากมหาอำนาจมากยิ่งขึ้นกันแน่
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.rt.com/africa/634000-africa-without-nuclear-weapons-why/