.
'ทรัมป์เป็นผู้จุดไฟ' เผาตะวันออกกลาง แต่กลับโยนภาระให้โลกช่วยดับวิกฤต 'ช่องแคบฮอร์มุซ'
6-4-2026
Asia Times รายงานว่า มีตรรกะที่แปลกประหลาดบางอย่างกำลังทำงานอยู่ในแนวทางของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ต่อสงครามประเทศอิหร่าน (Iran) ซึ่งเป็นตรรกะที่เกือบจะน่ายกย่องในความกล้าบ้าบิ่น หากมันไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวงระดับหายนะ
หลังจากใช้เวลาเกือบหนึ่งทศวรรษในการทำลาย "โครงสร้างทางการทูต" (Diplomatic Framework) ทุกอย่างที่เคยฉุดรั้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านเอาไว้ ตั้งแต่การสั่งระดมสรรพกำลังกดดันในขณะที่นักเจรจายังคงหาทางออกกันอยู่ในเวทีสากล จนถึงการเฝ้ามองช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เปลี่ยนสภาพจากเส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลกไปสู่สมรภูมิรบที่คุกรุ่น บัดนี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ก้าวมาถึงจุดที่ที่ปรึกษาของเขาเรียกว่า "ความสำเร็จสูงสุดในการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์" นั่นคือการบอกให้ประชาคมโลก "มุ่งหน้าไปที่ช่องแคบนั้น ยึดมันไว้ และปกป้องมันด้วยทรัพยากรของพวกคุณเอง"
พูดให้ชัดก็คือ วอชิงตันเป็นคนจุดไฟเผาบ้าน แต่กลับหันไปยื่นถังน้ำให้เพื่อนบ้านแล้วบอกว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องดับไฟ นี่ไม่ใช่ทั้งนโยบายต่างประเทศที่ชาญฉลาด และไม่ใช่แม้แต่ "การทำข้อตกลง" (Dealmaking) ในความหมายที่วิญญูชนจะเข้าใจได้ แต่มันคือพฤติกรรมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เทียบเท่ากับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่สั่งทุบตึกทิ้งกลางย่านที่พักอาศัยหนาแน่น เฝ้ามองเศษซากปรักหักพังทำลายอาคารรอบข้าง แล้วหันไปบอกคนในชุมชนว่า "การเก็บกวาดเป็นปัญหาของพวกคุณ เพราะผมไม่ได้ใช้ถนนเส้นนี้อยู่แล้ว"
ยุทธศาสตร์ที่วางห่วงโซ่แห่งความล้มเหลวไว้เอง (A Sequence of Self-Inflicted Failure)
เราต้องพิจารณาตามลำดับเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา เพราะรัฐบาลชุดนี้แสดงให้เห็นถึงทักษะอันโดดเด่นในการ "ลืมเลือน" ว่าต้นเหตุของวิกฤตเริ่มมาจากจุดไหน
ย้อนกลับไปในปี 2018 การที่ทรัมป์ตัดสินใจถอนตัวออกจากข้อตกลง JCPOA ซึ่งเป็นกลไกที่แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน สิ่งที่ตามมาไม่ใช่ "ข้อตกลงที่ดียิ่งกว่า" ตามที่เคยโฆษณาชวนเชื่อไว้ แต่กลับเป็นหลายปีของการใช้ "ยุทธศาสตร์กดดันขั้นสูงสุด" (Maximum Pressure) ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนบีบให้เตหะรานเลือกที่จะยกระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และปิดตายทางออกทางการทูตทุกเส้นทางที่อาจช่วยให้เราหลีกเลี่ยงวิกฤตการณ์ในปัจจุบันได้
จนกระทั่งถึงปฏิบัติการ "Operation Midnight Hammer" ในเดือนมิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา แม้จะสามารถสร้างความเสียหายต่อโรงงานนิวเคลียร์หลักของอิหร่านได้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ภัยคุกคามหายไป ในทางตรงกันข้าม มันกลับทำให้โครงการนิวเคลียร์ "ลงใต้ดิน" และหลุดพ้นจากการตรวจสอบโดยสิ้นเชิง ปัจจุบันทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ไม่สามารถยืนยันตำแหน่งที่ตั้งของคลังยูเรเนียมที่เหลืออยู่ได้อีกต่อไป รัฐบาลที่อ้างว่าเข้ามา "กวาดล้าง" ภัยคุกคาม กลับเป็นผู้สร้างเงื่อนไขให้เกิดโครงการนิวเคลียร์ที่ตรวจสอบไม่ได้ กระจัดกระจาย และมีความมุ่งมั่นในการตอบโต้รุนแรงกว่าเดิม
ผลลัพธ์ของ "ความว่างเปล่า" ทางยุทธศาสตร์
เมื่อมองย้อนกลับไป คำว่า "กลไกที่ออกแบบมาเพื่อความล้มเหลว" ดูจะเป็นคำอธิบายที่ใกล้เคียงที่สุดกับสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ทรัมป์เรียกว่า "ชัยชนะ" แท้จริงแล้วคือการทำลายความไว้วางใจระหว่างประเทศ และการทิ้งภาระความมั่นคงไว้ให้พันธมิตรแบกรับเพียงลำพัง
การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ประเทศอื่นส่งกองกำลังเข้าไปรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากที่ตนเองเป็นผู้สร้างสถานการณ์ที่ทำให้พื้นที่นั้นไม่ปลอดภัย คือบทสรุปของความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนที่สุด เมื่อการทูตถูกแทนที่ด้วยการข่มขู่ และการสร้างความร่วมมือถูกแทนที่ด้วยการผลักภาระ ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่สันติภาพ แต่เป็น "หายนะที่เป็นระบบ" (Systemic Catastrophe) ที่วอชิงตันจงใจสร้างขึ้นเองกับมือ
สงครามในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องของอุบัติเหตุทางการเมือง แต่มันคือผลผลิตจากความประมาทเลินเล่อที่ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี และโลกกำลังต้องจ่ายราคาให้กับความผิดพลาดที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้เริ่ม
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/04/trump-lit-the-mideast-fire-now-he-wants-the-world-to-put-it-out/