เมื่อทองคำทำผลตอบแทนแซงดอลลาร์–ยูโร
เมื่อทองคำทำผลตอบแทนแซงดอลลาร์–ยูโร ยุคเงินเฟ้อสูง–หนี้ล้นโลก ธนาคารกลางเร่งโยกสำรองเข้าทอง หนุนราคาทองมีอัพไซด์ต่อ–ผันผวนแต่ยังอยู่ในขาขึ้น
11-3-2026
Money Metals รายงานว่า ไมก์ มาฮาร์รีย์ (Mike Maharrey) ผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ของ Money Metals เปิดเผยบทสัมภาษณ์กับมาร์ก โอไบรน์ (Mark O’Byrne) ผู้ก่อตั้งบริษัท Tara Coins และผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะมีค่ามายาวนาน โดยการสนทนาครั้งนี้ครอบคลุมตั้งแต่สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลังเหรียญทองไอริชของโอไบรน์ บทบาททางประวัติศาสตร์ของทองคำและโลหะเงินในฐานะ “เงินตรา” ตลอดจนประวัติศาสตร์อันยาวนานของการ “ลดค่ามาตรฐานเงิน” (currency debasement) และเหตุผลที่ทำให้โลหะมีค่ายังมีความสำคัญในยุคเงินกระดาษ–เงินดิจิทัลที่ปริมาณเงินถูกขยายอย่างต่อเนื่อง
การสัมภาษณ์มีขึ้นในจังหวะที่ความสนใจของโลกต่อทองคำและเงินเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางระดับหนี้ทั่วโลกที่พุ่งขึ้น การอ่อนค่าของสกุลเงินหลัก และการที่ธนาคารกลางหลายประเทศหันกลับมาซื้อทองคำแท่งจริง (physical bullion) เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ในส่วนของภูมิหลัง โอไบรน์เริ่มต้นอาชีพในอุตสาหกรรมโลหะมีค่ามากว่าสองทศวรรษ โดยในปี 2003 เขาก่อตั้ง GoldCore ซึ่งเติบโตขึ้นเป็นนายหน้าซื้อขายทองรายใหญ่ที่สุดในไอร์แลนด์ (Ireland) บริษัทดังกล่าวเน้นจำหน่ายทองคำแท่ง (gold bars) เงินแท่ง (silver bars) รวมถึงเหรียญทองที่เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก เช่น Krugerrand ของแอฟริกาใต้ และ American Eagle ของสหรัฐฯ
หลังบริหารบริษัทมา 17 ปี โอไบรน์ตัดสินใจถอยออกจาก GoldCore ในปี 2020 แต่ยังคงสังเกตเห็นคำถามจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มคนเชื้อสายไอริชในสหรัฐฯ ที่สงสัยว่าทำไมไอร์แลนด์จึงไม่มีเหรียญทองแบบ bullion ที่ใช้เป็น “เงินตราถูกกฎหมาย” (legal tender) ในสไตล์เดียวกับเหรียญที่ออกโดยแคนาดา (Canada) ออสเตรเลีย (Australia) สหรัฐฯ (US) หรือออสเตรีย (Austria)
แม้ธนาคารกลางของไอร์แลนด์จะเคยผลิตเหรียญที่ระลึกสำหรับนักสะสม แต่ก็ไม่เคยออกเหรียญ bullion สำหรับการลงทุน ช่องว่างดังกล่าวทำให้โอไบรน์ก่อตั้งบริษัท Tara Coins ในปี 2023 ผลิตภัณฑ์หลักคือเหรียญซีรีส์ Tree of Life ซึ่งผลิตจากทองคำบริสุทธิ์ .9999 และโลหะเงินคุณภาพสำหรับการลงทุน เหรียญชุดนี้สามารถนำไปใช้เป็นสินทรัพย์ในแผนเกษียณอายุ (IRA) ในสหรัฐฯ ได้ และได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนเชื้อสายไอริชในอเมริกา
สัญลักษณ์และลวดลายบนเหรียญชุดดังกล่าวถูกเลือกมาเพื่อสะท้อนมิติทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรมของไอร์แลนด์ ควบคู่กับการเชิดชูทองคำและเงินในฐานะ “แหล่งเก็บรักษาความมั่งคั่ง” ที่ยืนยาวเหนือกาลเวลา โอไบรน์ชี้ว่าเหรียญมักทำหน้าที่เป็น “วัตถุประวัติศาสตร์” ที่สะท้อนมุมมองของอารยธรรมที่มีต่อตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์ชาติ ศาสนา หรืออำนาจทางการเมือง
บทสนทนาจึงต่อเนื่องไปสู่บทบาทของเงินเหรียญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ โอไบรน์ยกตัวอย่างเหรียญยุคพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) ที่สะท้อนการขยายตัวของอาณาจักรจากกรีซสู่ตะวันออกกลางและอินเดียในคริสต์ศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล เมื่อดินแดนใหม่ถูกพิชิต ทองคำมักถูกยึดหรือเรียกเก็บเป็นบรรณาการ ก่อนจะถูกนำมาหลอมและตีเป็นเหรียญที่ประทับพระพักตร์ของอเล็กซานเดอร์ ทำให้เกิด “สกุลเงินรวมศูนย์” ทั่วทั้งอาณาจักร
อีกตัวอย่างหนึ่งคือเหรียญทอง sovereign ของสหราชอาณาจักร ซึ่งมีทองคำ 0.2354 ทรอยออนซ์ และเคยมีค่าเท่ากับ 1 ปอนด์สเตอร์ลิง เหรียญนี้ช่วยเปิดมุมมองต่ออัตราส่วนทองคำ–โลหะเงินในอดีต และสะท้อนยุคที่สกุลเงินของชาติผูกโยงโดยตรงกับทองคำและเงินแท่ง
โอไบรน์ยังกล่าวชื่นชมเหรียญดีไซน์คลาสสิกของสหรัฐฯ เช่น Saint-Gaudens Double Eagle และเหรียญที่ใช้สัญลักษณ์เทพีเสรีภาพ (Statue of Liberty) โดยมองว่าดีไซน์เหล่านี้ถ่ายทอดอุดมการณ์ “เสรีภาพและโอกาส” ซึ่งเป็นหัวใจทางประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ
ในมิติประวัติศาสตร์ไอร์แลนด์ โอไบรน์ตั้งข้อสังเกตต่อความเชื่อที่ว่าชาวไอริชยุคโบราณใช้ “วัว” เป็นสกุลเงินหลัก เขาเห็นว่าการตีความเช่นนั้นเป็นการลดทอนภาพจริงมากเกินไป แม้ว่าวัวจะเป็นสัญลักษณ์ความมั่งคั่งในสังคมเกษตรกรรม แต่หลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่าชิ้นโลหะขนาดเล็กก็หมุนเวียนในฐานะ “เงิน” เช่นกัน เอกสารโบราณของไอร์แลนด์มีคำว่า pifosa ใช้เรียกชิ้นโลหะที่ใช้แลกเปลี่ยน
ทองคำ เงิน และทองแดงพบได้มากในไอร์แลนด์โบราณ โดยเฉพาะในลำน้ำ ชุมชนยุคแรก ๆ จึงเก็บโลหะเหล่านี้ขึ้นมาและใช้ค้อนตีเป็นแผ่นกลมเล็ก ๆ ทำหน้าที่เหมือนเงินตราในขั้นต้น ต่อมาจึงพัฒนามาเป็น “ring money” วงแหวนทองหรือบรอนซ์ขนาดเล็กที่ใช้เป็นทั้งเครื่องประดับและสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน หลักฐานจากการขุดค้นพบ ring money เหล่านี้ในกรุสมบัติ (hoard) หลายแห่งอายุนับพันปี บ่งชี้ว่าโลหะมีค่ามีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจนานก่อนเทคโนโลยีการผลิตเหรียญสมัยใหม่จะถือกำเนิด
ไอร์แลนด์เริ่มมีโรงกษาปณ์ (mint) ตามหลักฐานที่แน่ชัดราวปี ค.ศ. 800 เมื่อชาวไวกิ้ง (Viking) เข้ามาตั้งศูนย์การค้าในดับลิน (Dublin) หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือเหรียญเงิน penny ของพระเจ้า Sitric กษัตริย์ไวกิ้งแห่งดับลินที่ยังหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน ต่อมาเมื่อกองกำลังชาวนอร์มัน (Norman) จากตอนเหนือของฝรั่งเศสเข้ามา มีการขยายกิจกรรมการผลิตเหรียญไปยังเมืองอื่น ๆ เช่น ดับลิน คอร์ก (Cork) วอเตอร์ฟอร์ด (Waterford) และลิเมอริก (Limerick)
เมื่อเวลาผ่านไป ราชสำนักอังกฤษเข้าควบคุมการผลิตเหรียญในไอร์แลนด์ โรงกษาปณ์ท้องถิ่นถูกทยอยปิด และอำนาจในการออกเงินตราถูกผูกขาดไว้ภายใต้ Royal Mint ในลอนดอน สะท้อนรูปแบบทางประวัติศาสตร์ที่พบเห็นได้บ่อย ซึ่งผู้มีอำนาจทางการเมืองพยายามผูกขาดการออกเงินตรา เพราะการควบคุมเงินมักเชื่อมโยงกับการควบคุมเศรษฐกิจและอำนาจการเมือง
จากนั้นบทสนทนาจึงขยับมาสู่ระบบการเงินยุคใหม่และการ “ลดค่ามาตรฐานเงิน” ในโลกของ fiat currency โอไบรน์ชี้ให้เห็นการเสื่อมค่าของอำนาจซื้อในสกุลเงินหลัก โดยระบุว่าตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ก่อตั้งในปี 1913 ดอลลาร์สหรัฐฯ สูญเสียอำนาจซื้อไปประมาณ 99% เมื่อเทียบกับทองคำ
เขายังชี้ว่าเงินยูโร (euro) ก็มีรูปแบบคล้ายกัน นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 1999 ในช่วงราว 26 ปีที่ผ่านมา ยูโรสูญเสียมูลค่าราว 93% เมื่อเทียบกับทองคำ และจากการศึกษาของเขา ยูโรมีค่า “ลดลงเมื่อเทียบกับทองคำ” ราว 11.3% ต่อปีโดยเฉลี่ยนับตั้งแต่ถือกำเนิด
แม้ในช่วงเวลาสั้น ๆ การเสื่อมค่าเหล่านี้ก็เด่นชัด ตัวอย่างเช่น ในบางปีที่ผ่านมา ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าประมาณ 66% เมื่อเทียบกับทองคำ ขณะที่ยูโรลดลงราว 46% โอไบรน์ย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ “ราคาทองคำขึ้น” อย่างแท้จริง แต่เป็น “มูลค่าของสกุลเงินกระดาษที่ลดลง”
เขาให้ความเห็นว่า “การแข่งขันลดค่าเงิน” (competitive devaluations) ได้กลายเป็นโครงสร้างถาวรของระบบการเงินโลกยุคปัจจุบันแล้ว
ในประเด็น “การลดบทบาทดอลลาร์” (de-dollarization) โอไบรน์ระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเพิ่มสัดส่วนทองคำสำรอง ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อสกุลเงินกระดาษ เขาระบุว่าปัจจุบันทองคำแซงหน้าระดับยูโรขึ้นมาเป็นสินทรัพย์สำรองอันดับสองในพอร์ตของธนาคารกลางทั่วโลก ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงครองสถานะสกุลเงินสำรองหลัก แต่แนวโน้มการเพิ่มน้ำหนักทองคำบ่งชี้ถึงการ “ปรับสมดุลองค์ประกอบระบบการเงินโลก” ในระยะยาว
ในยุโรป ประเด็น de-dollarization ถูกพูดถึงเช่นกัน แม้มักถูกเล่าในกรอบ “การแข่งขัน” ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป โอไบรน์มองว่าทั้งสองฝั่งเผชิญปัญหาโครงสร้างคล้ายกัน ทั้งหนี้สาธารณะสูงและการขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง หากไม่มีการหันกลับสู่การใช้งบประมาณสมดุลและวินัยการคลัง เขาเชื่อว่ากระบวนการ “ลดค่ามาตรฐานเงิน” จะเดินหน้าต่อไป
โอไบรน์อ้างงานวิจัยของ VanEck ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณเงิน M2 ทั่วโลกกับทองคำ ผลการคำนวณระบุว่า หากสมมติให้ปริมาณเงิน M2 ทั่วโลกได้รับการหนุนหลังด้วยทองคำ 100% ราคาทองคำเชิงทฤษฎีอาจสูงถึงราว 184,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และหากรวมภูมิภาคอื่นอย่างอินเดีย (India) บราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) และเศรษฐกิจตะวันออกกลางเข้าไป ตัวเลขเชิงทฤษฎีอาจทะลุ 225,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เขาเน้นว่านี่ไม่ใช่ “เป้าระยะสั้น” แต่เป็นการชี้ให้เห็นขนาดการขยายตัวของปริมาณเงินโลก
ในมุมมองของโอไบรน์ ทองคำควรถูกมองเป็น “แหล่งเก็บรักษาความมั่งคั่งระยะยาว” มากกว่ากลไกเก็งกำไรเพื่อหากำไรระยะสั้น เขาและมาฮาร์รีย์ร่วมกันเน้นว่าทองคำและโลหะเงินทำหน้าที่ต่างจากสินทรัพย์ลงทุนทั่วไป จุดมุ่งหมายไม่จำเป็นต้องขายออกเร็วเพื่อทำกำไร แต่เป็นการปกป้องความมั่งคั่งจากการกร่อนตัวของอำนาจซื้อที่เกิดจากเงินเฟ้อและการลดค่ามาตรฐานเงิน
ในอดีต รัฐบาลลดปริมาณทองคำหรือเงินในเหรียญลงเพื่อยืดทรัพยากรทางการคลัง คำว่า debasement เดิมหมายถึงการผสม “โลหะด้อยคุณภาพ” ลงในเหรียญ ปัจจุบันกระบวนการนี้เกิดขึ้นในเชิงดิจิทัลผ่านการขยายฐานเงินของธนาคารกลางและการก่อหนี้ภาครัฐในวงกว้าง โอไบรน์มองว่าการสร้างเงินในระบบปัจจุบันเกิดขึ้นในระดับที่ “ประวัติศาสตร์ไม่เคยเห็นมาก่อน”
แม้โลกจะยังอยู่ภายใต้ระบบเงินกระดาษ แต่โอไบรน์เชื่อว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคฟื้นตัวของ “การถือครองทองคำและโลหะเงินจริง” เขาชี้ไปที่การเกิดขึ้นของโรงกษาปณ์เอกชนแห่งใหม่ ความต้องการของนักลงทุนรายย่อยที่เพิ่มสูง และการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางที่แข็งแกร่ง ว่าเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างระยะยาว แม้แนวโน้มนี้จะยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่บทบาททางประวัติศาสตร์ของทองคำและโลหะเงินในฐานะเงินตรายังคงสะท้อนกับนักลงทุนที่มองหาความมั่นคง
สำหรับโอไบรน์ บทเรียนทางประวัติศาสตร์มีความชัดเจน: อาณาจักรผงาดขึ้นแล้วล่มสลาย สกุลเงินถูกลดค่ามาตรฐาน และระบบการเงินถูกปรับโครงสร้างใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ทองคำและโลหะเงินยังคงทำหน้าที่เป็น “ที่เก็บมูลค่า” ที่เชื่อถือได้ต่อเนื่องมานานนับพันปี
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.moneymetals.com/news/2026/03/07/why-gold-keeps-beating-the-dollar-and-euro-004747