มีเพียง “จีนเท่านั้น” ที่อาจหยุดสงครามอิหร่านได้
มีเพียง “จีนเท่านั้น” ที่อาจหยุดสงครามอิหร่านได้ เมื่อสหรัฐฯ ไร้ความน่าเชื่อถือในภูมิภาค
2-4-2026
Asia Times รายงานว่า ท่ามกลางความสูญเสียมหาศาลของสงครามระหว่างสหรัฐฯ (US) กับอิหร่าน (Iran) ซึ่งดำเนินมายาวนานจนกลายเป็นทางตัน ทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ “สาธารณรัฐประชาชนจีน (China)” กลับกลายเป็นตัวแปรเดียวที่อาจมีศักยภาพพอจะยุติความขัดแย้งได้
สถานการณ์สะท้อนภาพลักษณ์เดิมที่สหรัฐฯ เคยเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า — เริ่มสงครามด้วยวาทกรรมเรื่อง “การเปลี่ยนระบอบ” และ “ชัยชนะที่ชัดเจน” ก่อนจะจบลงด้วยต้นทุนที่บานปลายและความล้มเหลวในการควบคุมสถานการณ์
ถือเป็นเรื่องตลกที่เจ็บปวดเมื่อต้องเฝ้าดูวอชิงตัน (Washington) กลับมาตระหนักความจริงอีกครั้ง หลังจากที่มีการสูญเสียชีวิตจำนวนมากและงบประมาณมหาศาลถูกเผาผลาญไป ว่าสงครามที่ตนเป็นผู้จุดชนวนนั้นไม่สามารถคว้าชัยชนะได้ในสนามรบเพียงอย่างเดียว
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (Iran) เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในอดีตหลายครั้งในภูมิภาค เริ่มต้นขึ้นด้วยวาทกรรมที่มัวเมาเกี่ยวกับอำนาจเผด็จศึกและการเปลี่ยนระบอบปกครอง (Regime Change) แต่สุดท้ายกลับติดหล่มอยู่ในวงจรเดิม ๆ ทั้งต้นทุนที่พุ่งสูง การขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ และศัตรูที่ปฏิเสธจะเล่นตามบทบาทที่เพนตากอน (Pentagon) กำหนดไว้
ท่ามกลางความล้มเหลวนี้ ตัวกลางสันติภาพที่ไม่มีใครคาดคิด และอาจเป็นฝ่ายที่วอชิงตันไม่ค่อยเต็มใจจะยอมรับได้ปรากฏตัวขึ้น นั่นคือ สาธารณรัฐประชาชนจีน (China)
นี่คือความย้อนแย้งที่น่าสนใจ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มผู้นิยมความรุนแรงในอเมริกาต่างยืนกรานว่าการเผชิญหน้ากับอิหร่านนั้นแยกไม่ออกจากการคานอำนาจจีน โดยมองว่าเตหะราน (Tehran) เป็นเพียงฐานปฏิบัติการส่วนหน้าสำหรับเครือข่ายต่อต้านอเมริกันของปักกิ่ง (Beijing)
ทว่าความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและได้รับการวางรากฐานอย่างระมัดระวังของจีนที่มีต่อทั้งวอชิงตันและเตหะราน กลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนเป็นตัวกลางรายเดียวที่มีน้ำหนักพอจะสร้างทางลงจากความขัดแย้งนี้ โครงสร้างเครือข่ายทางการทูต ที่กลุ่มอนุรักษนิยมใหม่ (Neoconservatives) เคยใช้เป็นข้ออ้างในการโจมตี กลับกลายเป็นกลไกสำคัญที่อาจช่วยฉุดสหรัฐฯ ออกจากความพ่ายแพ้ของตัวเอง
ผลประโยชน์ของปักกิ่ง (Beijing) ไม่ใช่ศัตรูของวอชิงตัน (Washington)
เราต้องเลิกจินตนาการว่าจีนต้องการให้สงครามนี้ดำเนินต่อไป ปักกิ่งมุ่งเน้นการแสวงหาทรัพยากรมากกว่าการส่งออกอุดมการณ์ปฏิวัติ จีนให้ความสำคัญกับการนำเข้าทรัพยากรและส่งออกสินค้าเป็นหลัก
ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ในมุมมองของจีน คืออุปสรรคสำคัญที่สร้างความเสียหายต่อตลาดพลังงานที่จีนต้องพึ่งพา เป็นต้นเหตุของปัญหาผู้อพยพที่อาจสร้างความไม่มั่นคงต่อพรมแดนตะวันตกของตน และเป็นไฟสงครามที่อาจลุกลามไปทั่วอ่าวเปอร์เซีย (Gulf) ซึ่งรัฐวิสาหกิจของจีนได้เข้าไปลงทุนไว้มหาศาล
การที่จีนเป็นตัวกลางประสานรอยร้าวระหว่างซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) และอิหร่านในปี 2023 ไม่ได้เกิดขึ้นจากความมีเมตตา แต่เกิดจากการคำนวณที่เยือกเย็นว่าเสถียรภาพในภูมิภาคจะส่งผลดีต่อผลประโยชน์ของจีนเอง ข้อตกลงดังกล่าวซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกวอชิงตันสบประมาทว่าเป็นเพียงการสร้างภาพทางการเมือง กลับยังคงยืนหยัดได้จริงมาจนถึงทุกวันนี้
สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันในสิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายอเมริกันมักจะไม่ยอมรับ นั่นคือ จีนได้สร้างความเชื่อถือทางการทูตในภูมิภาคที่สหรัฐอเมริกาได้ทำลายมันทิ้งไปอย่างย่อยยับ
สิ่งที่จีนมอบให้ได้ แต่อเมริกาให้ไม่ได้
ปัญหาสำคัญของการทูตโดยสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียคือ วอชิงตันได้กลายเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงในทุกปัญหาที่ตนพยายามจะไกล่เกลี่ย สหรัฐฯ ไม่สามารถสวมบทบาทนายหน้าที่น่าเชื่อถือได้ ในขณะที่มือข้างหนึ่งกำลังทิ้งระเบิดใส่โครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านและอีกข้างกำลังคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แต่ปักกิ่งไม่มีข้อจำกัดที่ย้อนแย้งเช่นนั้น
จีนสามารถยื่นข้อเสนอที่วอชิงตันให้ไม่ได้ นั่นคือ "เส้นทางความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ" ปัจจุบันน้ำมันอิหร่านถูกส่งไปยังโรงกลั่นในจีนผ่านตลาดนอกระบบที่มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ปิดกั้นไม่สำเร็จ
หากมีการทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการภายใต้การประสานงานของจีน การค้าในเงามืดเหล่านั้นจะถูกเปลี่ยนให้เป็นพาณิชย์ที่ถูกกฎหมาย ซึ่งจะทำให้ผู้นำอิหร่านมีเหตุผลที่เป็นรูปธรรมในการยุติความขัดแย้ง และยังมีประเด็นทางการเมืองเพื่อรักษาหน้าต่อประชาชนในประเทศได้อีกด้วย
ขณะเดียวกัน จีนมีอำนาจต่อรองเหนืออิหร่านอย่างมหาศาล ทั้งในด้านการเงินและการทูต เพื่อกดดันให้เกิดการโอนอ่อนตามข้อตกลง ผู้นำในเตหะรานไม่ใช่พวกที่ไร้สติ พวกเขาเห็นชะตากรรมของ ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) และ มูอัมมาร์ กัดดาฟี (Muammar Gaddafi) มาแล้ว และพวกเขาก็เห็นเช่นกันว่าเกาหลีเหนือ (North Korea) ยังอยู่รอดได้ บทเรียนที่ได้รับจึงไม่ใช่การ "ยอมแพ้" แต่เป็นการ "อยู่รอด" การที่จีนเป็นตัวกลางช่วยรักษาอำนาจของระบอบการปกครองไว้พร้อมกับจำกัดพฤติกรรมที่เป็นอันตราย จึงไม่ใช่การอ่อนข้อที่ไร้หลักการ แต่มันคือการยอมรับความจริง (Realism)
บทเรียนจากอดีตที่กลับด้าน
ในปี 1972 เฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) เข้าใจดีว่ามีเพียง ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) เท่านั้นที่สามารถไปเปิดความสัมพันธ์กับจีนได้ เนื่องจากเขามีภาพลักษณ์ของนักต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่แข็งกร้าวพอที่จะคุ้มครองตนเองทางการเมือง
ในวันนี้ สถานการณ์กลับด้านกันอย่างสิ้นเชิง มีเพียงจีนเท่านั้นที่สามารถเข้าหาอิหร่านได้ เพราะมีเพียงจีนที่มีความเชื่อถือ มีความผูกพันทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีประวัติการนองเลือดในแบบที่เตหะรานจะยอมรับได้ที่โต๊ะเจรจา
เรื่องนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นความอัปยศของอเมริกา แม้มันจะถูกนำเสนอในแง่นั้นโดยเหล่านักวิเคราะห์ที่เคยสนับสนุนสงครามก็ตาม มหาอำนาจมักใช้ตัวกลางในการยุติสงครามที่ตนไม่สามารถเอาชนะได้อย่างเบ็ดเสร็จอยู่เสมอ เช่น การเจรจาจบสงครามเวียดนาม (Vietnam War) ที่ผ่านช่องทางลับในมอสโก (Moscow) และปักกิ่ง (Beijing) ไม่มีความน่าอายในการหาทางออก มีเพียงความน่าอายในการดื้อรั้นที่จะจมอยู่กับปัญหาเดิม ๆ
สิ่งที่วอชิงตัน (Washington) ต้องเผชิญ
เพื่อให้จีนประสบความสำเร็จในการเป็นตัวกลาง วอชิงตันต้องทำในสิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศมักจะทำได้ยาก นั่นคือการ "ลดละทิฐิ"
อเมริกาต้องส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าตนพร้อมยอมรับผลการเจรจาที่ไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนระบอบปกครอง ไม่ต้องรื้อถอนศักยภาพทางทหารของอิหร่านทั้งหมด และไม่บังคับให้อิหร่านต้องประกาศยอมจำนนอย่างเป็นทางการในรูปแบบที่รัฐบาลใด ๆ ก็ไม่อาจยอมรับได้
ในแง่หนึ่ง สหรัฐฯ ต้องยอมรับผลที่ดูเหมือนการ "เสมอ" เพื่อแลกกับการ "รอดพ้นจากหายนะ"
ทางเลือกอื่นคือการทำสงครามบั่นทอนกำลังต่อประเทศที่มีประชากรเก้าสิบล้านคนและมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการต้านทานศัตรูต่างชาติ สิ่งนั้นไม่ใชุยุทธศาสตร์ แต่มันคือหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างช้า ๆ ภายใต้คำลวงว่ามันคือความเด็ดเดี่ยว
จีนไม่ใช่พันธมิตรของอเมริกา แต่ในนาทีนี้ จีนอาจเป็นผู้ช่วยที่สำคัญที่สุด ยิ่งวอชิงตันเข้าใจเรื่องนี้ได้เร็วเท่าใด การสูญเสียชีวิต—ทั้งของชาวอเมริกันและชาวอิหร่าน—ก็จะน้อยลงเท่านั้น
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/04/only-china-can-end-the-iran-war/