.
Thailand
กรีนพีซแฉ 'บริษัทน้ำมันยุโรปกวาดกำไรมหาศาลจากสงคราม' หลังส่วนต่างราคาเชื้อเพลิงพุ่งแซงน้ำมันดิบ 'จี้ EU เก็บภาษีกำไรส่วนเกินบริษัทน้ำมัน'
3-4-2026
TRT WORLD รายงานว่า รายงานผลการศึกษาที่ได้รับมอบหมายจากกลุ่มกรีนพีซ (Greenpeace) เปิดเผยเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า บรรดาบริษัทน้ำมันต่างตักตวง "กำไรจากสงคราม" (War profits) ในสหภาพยุโรป (EU) ได้มากกว่าวันละ 92.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่เริ่มเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล (Israel) ต่ออิหร่าน (Iran) ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
รายงานระบุว่า "หากสถานการณ์ยังคงดำเนินไปในระดับนี้ บริษัทน้ำมันอาจมีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มเติมรวมประมาณ 2,500 ล้านยูโร (2,900 ล้านดอลลาร์) สำหรับเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียว" โดยผลการศึกษานี้ได้ตรวจสอบความแตกต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบและราคาขายปลีกเชื้อเพลิงที่สถานีบริการในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2026 เปรียบเทียบกับช่วง 3 สัปดาห์แรกของสงครามในเดือนมีนาคม
กรีนพีซระบุในแถลงการณ์ว่า "รายงานแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของราคาขายปลีกที่สถานีบริการนั้น สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบที่เป็นต้นทุนหลักอย่างมาก" โดยเฉพาะส่วนต่างกำไรของน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงกว่าน้ำมันเบนซินอย่างชัดเจน รายงานระบุเสริมว่า "เมื่อเทียบกับช่วงหลายเดือนก่อนสงคราม บริษัทน้ำมันได้รับกำไรส่วนเกินรายวันถึง 75.3 ล้านยูโร (87.3 ล้านดอลลาร์) จากการขายน้ำมันดีเซลให้กับรถยนต์และรถบรรทุก ขณะที่การขายน้ำมันเบนซินช่วยทำกำไรส่วนเกินได้ 6.1 ล้านยูโร (7.1 ล้านดอลลาร์) ต่อวัน"
การขยายตัวของส่วนต่างกำไรนี้เกิดขึ้นอย่างโดดเด่นในกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อสูง เช่น เนเธอร์แลนด์ (Netherlands) สวีเดน (Sweden) เดนมาร์ก (Denmark) ออสเตรีย (Austria) และเยอรมนี (Germany) โดยในเยอรมนีมีกำไรส่วนเกินอยู่ที่ประมาณ 25.9 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ตามมาด้วยฝรั่งเศส (France) ที่ประมาณ 12.6 ล้านดอลลาร์ต่อวัน
"กรีนพีซฝรั่งเศสขอเรียกร้องให้รัฐบาลในยุโรปนำมาตรการเก็บภาษีเพิ่มเติมเป็นการถาวรต่อผลกำไรของบริษัทน้ำมันและก๊าซ โดยให้นำรายได้ดังกล่าวไปใช้ในการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน และเร่งสร้างเอกราชด้านพลังงานให้แก่ยุโรป" กลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมระบุ
ทั้งนี้ สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งได้จุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งระดับภูมิภาค ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น และสร้างความกังวลเรื่องการขาดแคลนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างหนัก โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ราคาน้ำมันดีเซลในฝรั่งเศสพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1985 ซึ่งสูงกว่าระดับสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นหลังจากการบุกยูเครน (Ukraine) ของรัสเซียในปี 2022 ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นทำให้หลายรัฐบาลต้องเริ่มดำเนินมาตรการเพื่อจำกัดผลกระทบจากความยากลำบากในการจัดหาและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.trtworld.com/article/c6af53f5e501
© Copyright 2020, All Rights Reserved