โกลด์แมนฯชี้ "จีน" แกร่งกว่า "สหรัฐฯ"ในวิกฤตน้ำมัน
โกลด์แมนฯ ชี้ "จีน" แกร่งกว่า "สหรัฐฯ" ในการรับมือวิกฤตน้ำมัน น้ำมันพุ่ง 50% จากศึกอิหร่าน จากยุทธศาสตร์พลังงานสะสมนานนับกว่า 10 ปี
1-4-2026
Yahoo Finance รายงานว่า Goldman Sachs -โกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่า ในจังหวะที่ราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นราว 50% จากสงครามในอิหร่าน เศรษฐกิจจีนกลับมีความพร้อมรับมือแรงกระแทกดีกว่าประเทศหลักอื่น รวมถึงสหรัฐฯ โดยอาศัยโครงสร้างพลังงานที่พึ่งพาน้ำมันลดลง การขยายบทบาทพลังงานหมุนเวียน และการสะสมคลังสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
ท่ามกลางสภาวะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นกว่า 50% อันเนื่องมาจากสงครามอิหร่าน นักยุทธศาสตร์จาก Goldman Sachs ระบุว่าเศรษฐกิจจีนมีความพร้อมในการรับมือกับสภาวะ "ช็อก" ของราคาน้ำมันได้ดีกว่าประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ รวมถึงสหรัฐอเมริกา
คิงเกอร์ เหลา (Kinger Lau) นักยุทธศาสตร์จาก Goldman Sachs ระบุในบันทึกวิเคราะห์เมื่อวันจันทร์ว่า "จีนดูเหมือนจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าประเทศส่วนใหญ่ในวิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้" โดยความได้เปรียบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมที่ดำเนินมานานกว่า 10 ปี
ความแตกต่างเชิงโครงสร้าง
ในขณะที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (EU) ยังคงพึ่งพาปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงเหลวในสัดส่วนที่สูงถึง 40% และ 44% ของการใช้พลังงานหลักตามลำดับ แต่จีนประสบความสำเร็จในการลดสัดส่วนนี้ลงเหลือเพียง 28% เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าเมื่อราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) แตะระดับ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล "ภาษีเงินเฟ้อ" โดยตรงที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจจีนจะต่ำกว่าที่ชาติตะวันตกต้องเผชิญอย่างมีนัยสำคัญ
3 เกราะคุ้มกัน (Shields) ของเศรษฐกิจจีน
Goldman Sachs ระบุถึงปัจจัยเฉพาะ 3 ประการที่ช่วยปกป้องจีนจากวิกฤตครั้งนี้:
การครอบงำด้านพลังงานหมุนเวียน: แหล่งพลังงานทางเลือก ซึ่งรวมถึงนิวเคลียร์ ลม โซลาร์ และพลังงานน้ำ คิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของการผลิตไฟฟ้าในจีน เพิ่มขึ้นจาก 26% เมื่อหนึ่งทศวรรษก่อน
คลังสำรองยุทธศาสตร์มหาศาล: จีนได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า "กำแพงน้ำมัน" (Great Wall of Oil) โดยมีการสะสมน้ำมันสำรองทั้งทางยุทธศาสตร์และเชิงพาณิชย์รวมกันประมาณ 1,200 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในประเทศนานกว่า 110 วัน แม้ว่าการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดจะกลายเป็นศูนย์ในทันทีก็ตาม
ห่วงโซ่อุปทานที่หลากหลาย: ในขณะที่โลกกำลังกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ (ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก) แต่จีนยังคงมีเส้นทางอุปทานที่แข็งแกร่งกับประเทศนอกตะวันออกกลาง เช่น รัสเซีย ออสเตรเลีย และมาเลเซีย
ผลกระทบต่อ GDP และมุมมองการลงทุน
จากวิกฤตราคาพลังงานในครั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ที่แท้จริงของสหรัฐฯ ลง 0.4% ในขณะที่ปรับลดคาดการณ์ของจีนลงเพียง 0.2% ซึ่งถือเป็นการปรับลดที่น้อยที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
อย่างไรก็ตาม คิงเกอร์ เหลา เตือนว่าความทนทานทางเศรษฐกิจไม่ได้หมายความว่าถึงเวลาที่ควรจะทุ่มการลงทุนในหุ้นจีน เนื่องจากทุกระบบเศรษฐกิจล้วนได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยระบุว่า "แม้ผลกระทบโดยตรงจะจัดการได้ แต่ผลกระทบต่อเนื่อง (Spillover effects) จากสภาวะ Stagflation ทั่วโลก, อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ค้างตัวสูง และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า อาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าหุ้นจีนผ่านช่องทางกำไรและการไหลเวียนของเงินทุนได้"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.yahoo.com/finance/news/why-goldman-sachs-says-chinas-economy-is-better-than-the-us-in-handling-oil-shock-142610418.html