รัสเซียจะส่งทหารช่วยอิหร่านหรือไม่?
รัสเซียจะส่งทหารช่วยอิหร่านหรือไม่? ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ-อังกฤษมองว่า “มอสโกยังไม่เปิดแนวรบที่สอง”
2-4-2026
Forbes รายงานว่า สืบเนื่องจาก ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelensky) แห่งยูเครน ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลการยกระดับความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซีย (Russia) และรัฐบาลอิหร่าน (Iran) โดยระบุว่าเป็นความพยายามในการคานอำนาจกับสหรัฐฯ (US) ขณะที่กลุ่มนักวิชาการในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร (UK) กำลังติดตามสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมองว่าอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของกลุ่มประเทศตะวันตก
อย่างไรก็ตาม จากการสัมภาษณ์นักวิชาการจากสถาบันการศึกษาและสถาบันคลังสมองชั้นนำหลายแห่ง พบว่าส่วนใหญ่มองว่าความเป็นไปได้ที่ทำเนียบเครมลิน (Kremlin) จะส่งกองกำลังทหารเข้าไปในอิหร่านเพื่อเผชิญหน้าโดยตรงกับกองทัพอิสราเอล (Israel) และสหรัฐฯ ตามที่ประธานาธิบดี เซเลนสกี คาดการณ์นั้น ยังคงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากในทางปฏิบัติ
ในแถลงการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม X ประธานาธิบดี เซเลนสกี ระบุว่ารัสเซียได้ร่วมมือกับอิหร่านในการพัฒนาโดรนทิ้งระเบิด และสนับสนุนข้อมูลข่าวกรองขั้นสูงเพื่อระบุเป้าหมายฐานทัพและบุคลากรของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง "เราเห็นความพยายามในการจัดการสถานการณ์ในตะวันออกกลางและภูมิภาคอ่าวเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบายของรัสเซีย" และระบุเสริมว่ารัสเซียกำลังพยายามผลักดันให้เกิด "แนวรบที่สอง" ต่อต้านตะวันตกโดยใช้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นเครื่องมือ
รายงานข่าวระบุว่า รัสเซียได้ให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคในการออกแบบขีปนาวุธและระบบป้องกันภัยทางอากาศให้แก่อิหร่าน โดยก่อนที่กองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลจะเริ่มปฏิบัติการทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ รัสเซียได้ส่งเรือรบเข้าร่วมการซ้อมรบทางทะเลกับกองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ตามข้อมูลของสำนักข่าว Iran International อย่างไรก็ตาม เรือรบรัสเซียไม่ได้มีการเผชิญหน้าโดยตรงกับเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ ในพื้นที่ดังกล่าว
วิกตอเรีย แซมสัน (Victoria Samson) ผู้อำนวยการใหญ่ด้านความมั่นคงทางอวกาศจาก Secure World Foundation ในวอชิงตัน ดี.ซี. ให้ทัศนะที่สอดคล้องกับประธานาธิบดี เซเลนสกี ว่าความขัดแย้งในอิหร่านกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของแนวรบที่ขยายตัวขึ้นระหว่างกลุ่มพันธมิตรรัสเซีย-อิหร่านกับฝ่ายตะวันตก ซึ่งสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ในยูเครนและการเผชิญหน้าในเขตน่านฟ้าของกลุ่มประเทศนาโต (NATO)
อย่างไรก็ตาม แซมสันตั้งข้อสังเกตว่า "หวังว่ารัสเซียจะไม่ส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไป เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังเพิ่มการประจำการในพื้นที่ดังกล่าว" เธอมองว่าความเสี่ยงจากการปะทะกันโดยตรงระหว่างทหารสหรัฐฯ และรัสเซียเป็นสถานการณ์ที่อันตรายกว่าการสู้รบผ่านตัวแทน (Proxy) เช่นในอดีต นอกจากนี้ เธอยังตั้งข้อสงสัยต่อรายงานข่าวที่ว่าอิสราเอลสามารถทำลายโครงการพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ของอิหร่านที่พัฒนาโดยความช่วยเหลือจากรัสเซีย โดยระบุว่าแม้รัสเซียจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโดรน แต่การทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสนับสนุนโครงการ ICBM ของประเทศอื่นนั้นเป็นสิ่งที่รัสเซียอาจไม่มีแรงจูงใจหรือทรัพยากรเพียงพอในขณะนี้
สเปนเซอร์ วอร์เรน (Spenser Warren) ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศและการปรับปรุงอาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซีย จาก Harvard University’s John F. Kennedy School of Government ระบุว่าเขาไม่เห็นความเป็นไปได้ที่ทำเนียบเครมลินจะส่งกองกำลังไปประจำการในอิหร่าน "ผมมองไม่เห็นภาพที่รัสเซียจะประเมินว่าการเผชิญหน้าโดยตรงกับสหรัฐฯ และอิสราเอลจะส่งผลดีต่อยุทธศาสตร์ของตน" เขากล่าวว่าความเสี่ยงในการยกระดับความรุนแรงของสงครามนั้นสูงเกินไป และปัจจุบันกองทัพรัสเซียยังคงมีภารกิจหลักอยู่ในยูเครน ทำให้ขาดกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการเปิดแนวรบใหม่ที่ต้องเผชิญหน้ากับมหาอำนาจทางทหารหลายประเทศพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม วอร์เรนยอมรับว่าการสนับสนุนด้านข่าวกรองแก่เตหะรานเป็นวิธีที่รัสเซียใช้ในการบั่นทอนกำลังของสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการขยายตัวของสงครามโดยตรง นอกจากนี้เขายังวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี ทรัมป์ (Donald Trump) ที่ระงับมาตรการคว่ำบาตรการขายน้ำมันของรัสเซีย โดยมองว่าจะเป็นการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจและการทหารให้แก่มอสโกในช่วงเวลาที่สำคัญ
เอเลนา กรอสเฟลด์ (Elena Grossfeld) ผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิบัติการข่าวกรองจาก King’s College London มองว่าอิหร่านอาจเป็นพื้นที่สำหรับความช่วยเหลือด้านข่าวกรองและ "สงครามไฮบริด" (Hybrid Warfare) มากกว่าการเปิดแนวรบทางทหารเต็มรูปแบบ ข้อมูลดาวเทียมจากรัสเซียอาจช่วยให้อิหร่านสามารถระบุเป้าหมายระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD ของสหรัฐฯ ได้แม่นยำขึ้น ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสงครามอวกาศภายใต้วิกฤตการณ์นี้
กรอสเฟลด์ยังระบุถึงความร่วมมือในการออกแบบระบบเพื่อต่อต้านเครือข่าย Starlink ของบริษัท SpaceX ในอิหร่าน โดยรัสเซียได้ช่วยอิหร่านพัฒนาโดรนเพื่อตรวจจับสถานีรับสัญญาณ Starlink และเทคโนโลยีสงครามอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรบกวนการสื่อสาร ซึ่งเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในอิหร่านมีแนวโน้มจะถูกนำไปปรับใช้ในปฏิบัติการของรัสเซียต่อระบบ Starlink ในยูเครนเช่นเดียวกัน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.yahoo.com/news/articles/russia-send-troops-iran-expand-224743338.html