จีนพลิกโฉม 'BRI' จากโครงสร้างพื้นฐาน
จีนพลิกโฉม 'BRI' จากโครงสร้างพื้นฐานสู่ห่วงโซ่อุปทาน รับมือสงครามการค้า-ฝ่ากำแพงภาษีสหรัฐฯ-ยุโรป
6-4-2026
Foreign Policy รายงานว่า โครงการ BRI ไม่ได้เพียงแค่กลับมา แต่มันถูกปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์ใหม่โดยพื้นฐาน จากที่เคยเป็นพาหนะสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ บัดนี้มันได้พัฒนาไปสู่การเป็นส่วนขยายที่ซับซ้อนของนโยบายอุตสาหกรรมจีน ด้วยแรงขับเคลื่อนจากแรงกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศ โครงการ BRI ยุคใหม่ในปัจจุบันดำเนินการสอดประสานไปกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระดับรัฐ (Economic statecraft) ในภาพกว้างของรัฐบาลปักกิ่ง (Beijing) เพื่อบรรลุเป้าหมายหลัก 3 ประการ ได้แก่ การครอบงำภาคส่วนพรมแดนใหม่ (Frontier sectors) เช่น เทคโนโลยีสะอาด การทำให้ห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญมีความมั่นคงปลอดภัย และการบรรเทาภาวะกำลังการผลิตล้นเกิน (Overcapacity) ภายในประเทศผ่านการขยายการส่งออกอย่างแข็งกร้าว
วาทกรรมของชาติตะวันตกที่ว่าโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ของประเทศจีน (China) กำลังจะตายลงนั้นกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปแล้ว เมื่อความเป็นจริงในปี 2025 พิสูจน์ให้เห็นว่า มูลค่าโครงการ BRI กลับมาฟื้นตัวทำสถิติสูงถึง 213.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าจุดสูงสุดในปี 2016 การฟื้นตัวนี้เกิดขึ้นพร้อมกับมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของจีนที่ทะลุ 6.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างยอดเกินดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์เกือบ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
โครงการ BRI ไม่ได้เพียงแค่กลับมา แต่มันถูกยกเครื่องใหม่ จากเดิมที่เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ บัดนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือนโยบายอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนของรัฐบาลปักกิ่ง (Beijing) เพื่อบรรลุ 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่ 1. ครอบงำเทคโนโลยีพรมแดนใหม่ (Frontier sectors) อย่างพลังงานสะอาด 2. ควบคุมห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ และ 3. ระบายภาวะกำลังการผลิตล้นเกิน (Overcapacity) ในประเทศ
สงครามการค้าและลัทธิกีดกันทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากฝั่งประเทศสหรัฐฯ (US) และสหภาพยุโรป (European Union: EU) กลับกลายเป็นตัวเร่งให้จีนต้องปรับตัว เมื่อต้องเผชิญกับกำแพงภาษีที่สูงลิ่ว บริษัทจีนจึงใช้ BRI เป็นเครื่องมือ "กระโดดข้ามกำแพงภาษี" (Tariff-jumping) ด้วยการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า เพื่อรักษาช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคชาวตะวันตกเอาไว้
ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลปักกิ่งใช้เงินทุนมหาศาลเจาะตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคซีกโลกใต้ (Global South) โดยเฉพาะทวีปแอฟริกา (Africa) และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) เพื่อสร้างตลาดรองรับสินค้าอุตสาหกรรมที่ล้นตลาดในประเทศจีน ซึ่งในปี 2025 บริษัทอุตสาหกรรมจีนราวร้อยละ 24 ต้องแบกรับภาวะขาดทุนจากปัญหาอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ
แม้เศรษฐกิจภายในจะเผชิญปัญหา แต่การส่งออกสินค้าไฮเทคและเทคโนโลยีสะอาดของจีนกลับพุ่งทะยาน โดยการส่งออกยานยนต์ไฟฟ้า (EVs) แบตเตอรี่ลิเธียม และแผงโซลาร์เซลล์ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 27.1 ขณะที่กังหันลมพุ่งขึ้นร้อยละ 48.7 ซึ่งสวนทางกับมาตรการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing duties) ของยุโรป
เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์นี้ โครงการก่อสร้างภายใต้ BRI ด้านเทคโนโลยีและการผลิตในปี 2025 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 28.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การลงทุนด้านเหมืองแร่เพื่อตุนวัตถุดิบสำคัญก็พุ่งถึง 32.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะมุ่งเน้นเทคโนโลยีสะอาด แต่การลงทุนด้านน้ำมันและก๊าซในตะวันออกกลางภายใต้ BRI ยังคงมีมูลค่ามหาศาลถึง 71.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือความอยู่รอดทางธุรกิจ มากกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม
นอกจาก "ฮาร์ดแวร์" อย่างการสร้างโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานแล้ว จีนยังรุกคืบด้าน "ซอฟต์แวร์" ผ่านเครือข่ายข้อตกลงการค้าเสรี (FTAs) เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์และระเบียบการค้าโลกใหม่ โดยความตกลงอย่าง RCEP ช่วยให้จีนสามารถจัดหาชิ้นส่วน นำไปประกอบในประเทศที่สาม และส่งออกไปยังตะวันตกได้อย่างถูกกฎหมาย
ยิ่งไปกว่านั้น การใช้นโยบายการทูตลดภาษีเหลือศูนย์ (Zero-tariff diplomacy) ให้กับ 53 ชาติในแอฟริกา ยังตอกย้ำให้เห็นว่า จีนกำลังบูรณาการภูมิภาค Global South เข้ามาเป็นห่วงโซ่อุปทานและฐานตลาดของตน ซึ่งบริษัทจีนได้ประโยชน์ทั้งสองทาง (Win on both sides)
บทวิเคราะห์สรุปว่า ประเทศกำลังพัฒนาต้องระวังต้นทุนแฝงจากการแข่งขันของสินค้าราคาถูกจากจีนที่อาจทำลายอุตสาหกรรมท้องถิ่น ขณะที่รัฐบาลวอชิงตัน (Washington) จำเป็นต้องตระหนักว่า การตั้งกำแพงภาษีฝ่ายเดียวไม่สามารถหยุดยั้งจีนได้ สหรัฐฯ จะต้องกลับมาใช้นโยบายเศรษฐกิจเชิงบวก และนำเสนอทางเลือกที่เป็นรูปธรรมแก่พันธมิตรใน Global South หากต้องการต้านทานการกลับมาของ BRI อย่างแท้จริง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://foreignpolicy.com/2026/04/03/china-belt-and-road-initiative-reinvention-trade/?tpcc=recirc_trending062921