.
ทำไมสหรัฐฯ 'ยังตามหลังจีน–รัสเซีย' ในสนามอาวุธไฮเปอร์โซนิก ทั้งที่เพิ่งขอส่ง Dark Eagle ไปตะวันออกกลาง
2-5-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า อาวุธความเร็วเหนือเสียงระดับไฮเปอร์โซนิก (hypersonic weapons) กำลังกลายเป็นสมรภูมิสำคัญในเกมชิงความเป็นใหญ่ทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับจีนและรัสเซีย โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาวุธชนิดนี้อาจพลิกโฉมสงครามสมัยใหม่ เนื่องจากสามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ บินต่ำ และยากต่อการตรวจจับ แต่ถึงแม้จีนและรัสเซียจะเริ่มประจำการระบบไฮเปอร์โซนิกแล้ว สหรัฐฯ กลับถูกมองว่า “ตามหลัง” และเพิ่งเร่งขยับตาม
เหตุใดสหรัฐฯ จึงต้องเร่งไล่กวดในเทคโนโลยีไฮเปอร์โซนิก
อาวุธไฮเปอร์โซนิกมีความเร็วสูงมากจนสามารถเปลี่ยนแปลงโมเลกุลของอากาศรอบข้างได้ โดยสามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ บินในระดับต่ำ และตรวจจับได้ยาก ด้วยศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำสงครามสมัยใหม่ อาวุธเหล่านี้จึงกลายเป็นประเด็นหลักในการแย่งชิงความได้เปรียบทางการทหาร ในขณะที่จีนและรัสเซียได้เริ่มประจำการขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกไปแล้ว สหรัฐฯ ยังคงล้าหลังอยู่ ล่าสุด เจ้าหน้าที่ทหารของสหรัฐฯ ได้ร้องขอให้มีการส่งอาวุธไฮเปอร์โซนิก "Dark Eagle" ของกองทัพบกที่ล่าช้ามานานไปยังตะวันออกกลางเพื่อความเป็นไปได้ในการใช้งานต่อต้านอิหร่าน (Iran) ซึ่งจะถือเป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ มีการประจำการระบบดังกล่าว
นิยามของอาวุธไฮเปอร์โซนิก
โดยปกติอาวุธประเภทนี้จะถูกนิยามว่ามีความเร็วสูง บินระดับต่ำ และมีความคล่องตัวสูง ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้รวดเร็วและว่องไวเกินกว่าที่ระบบป้องกันขีปนาวุธแบบดั้งเดิมจะตรวจจับได้ทัน ข้อมูลจากหน่วยบริการวิจัยของสภาคองเกรส (Congressional Research Service) ระบุว่า อาวุธไฮเปอร์โซนิกต่างจากขีปนาวุธวิถีโค้ง (Ballistic missiles) ตรงที่ไม่ได้โคจรตามเส้นทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางในระหว่างมุ่งหน้าสู่เป้าหมายได้
คำว่า "ไฮเปอร์โซนิก" หมายถึงความเร็วที่มากกว่า 5 เท่าของเสียง หรือประมาณ 760 ไมล์ (1,220 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมงที่ระดับน้ำทะเล ซึ่งหมายความว่าอาวุธเหล่านี้สามารถเดินทางได้ด้วยความเร็วอย่างน้อย 3,800 ไมล์ต่อชั่วโมง ที่ความเร็วระดับนี้ โมเลกุลของอากาศรอบยานพาหนะจะเริ่มเปลี่ยนสภาพ แตกตัวออก หรือเกิดประจุไฟฟ้าในกระบวนการที่เรียกว่า "ไอออไนเซชัน" (Ionization) ส่งผลให้ยานพาหนะต้องเผชิญกับความเค้น (Stresses) มหาศาลขณะพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศ
ประเภทของอาวุธไฮเปอร์โซนิก
อาวุธประเภทนี้แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ ยานร่อน (Glide vehicles) และขีปนาวุธร่อน (Cruise missiles) โดยความสนใจส่วนใหญ่มักพุ่งไปที่ยานร่อนซึ่งมักจะถูกปล่อยจากขีปนาวุธวิถีโค้งก่อนจะร่อนเข้าหาเป้าหมาย ส่วนขีปนาวุธร่อนไฮเปอร์โซนิกสามารถปล่อยได้จากทั้งทางอากาศ ทางทะเล หรือฐานยิงบนบก โดยใช้เครื่องยนต์ที่เรียกว่า "สแครมเจ็ต" (Scramjets) ซึ่งใช้ออกซิเจนในอากาศและสร้างแรงขับระหว่างการบิน ทำให้สามารถรักษาความเร็วและระดับความสูงที่คงที่ได้
ประวัติการใช้งานในสมรภูมิจริง
ยูเครน (Ukraine) อ้างว่าในช่วงต้นปี 2024 รัสเซียได้โจมตีกรุงเคียฟด้วยขีปนาวุธ Tsirkon ซึ่งเป็นขีปนาวุธร่อนไฮเปอร์โซนิกที่ยิงจากเรือ มีความเร็วสูงถึง 6-8 เท่าของเสียง ก่อนหน้านี้รัสเซียเคยระบุว่าได้ใช้ขีปนาวุธ Kinzhal (Dagger) ในสงคราม แม้ Kinzhal จะมีความเร็วไฮเปอร์โซนิก แต่นักวิชาการด้านอาวุธมองว่าเป็นเพียงขีปนาวุธวิถีโค้งที่ทำความเร็วได้ถึงระดับนั้นในบางช่วงของการบินเท่านั้น
ขณะที่กลุ่มกบฏฮูตี (Houthi) ในเยเมน (Yemen) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน อ้างว่าได้ใช้ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกโจมตีอิสราเอล (Israel) แต่คำกล่าวอ้างดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยัน
สถานะคลังอาวุธโลก
หน่วยข่าวกรองป้องกันประเทศของสหรัฐฯ (DIA) ประเมินว่า จีนและรัสเซียมีขีดความสามารถที่ก้าวหน้าที่สุด โดยจีนมีอาวุธไฮเปอร์โซนิกในคลังประมาณ 600 รายการ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 4,000 รายการในปี 2035 ส่วนรัสเซียมีประมาณ 200-300 รายการ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1,000 รายการ โดยรัสเซียมีศักยภาพในการโจมตีแผ่นดินสหรัฐฯ ได้จากอากาศ เรือ และฐานยิงบนบก ขณะที่จีนอาจสามารถโจมตีรัฐอลาสก้า (Alaska) ได้โดยใช้ยานร่อนไฮเปอร์โซนิกแบบหัวรบธรรมดา ทั้งนี้ สหราชอาณาจักร (UK) ออสเตรเลีย (Australia) และสหรัฐฯ ได้ร่วมลงนามในข้อตกลง Aukus เมื่อปี 2024 เพื่อพัฒนาร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีประเทศอื่นๆ เช่น อินเดีย (India) ญี่ปุ่น (Japan) ฝรั่งเศส (France) เยอรมนี (Germany) เกาหลีเหนือ (North Korea) และอิหร่าน ที่กำลังศึกษาเทคโนโลยีนี้
โครงการ Dark Eagle ของสหรัฐฯ
Dark Eagle หรือที่รู้จักในชื่อ Long-Range Hypersonic Weapon (LRHW) เป็นหัวหอกหลักของกองทัพบกสหรัฐฯ โดยมีระยะยิงไกลกว่า 1,725 ไมล์ ในปี 2023 และ 2024 การทดสอบประสบปัญหาด้านคุณภาพการผลิตและขั้นตอนการยิง แต่ในเดือนสิงหาคม 2024 ระบบสามารถผ่านการทดสอบเที่ยวบินแบบครบวงจร (End-to-end) ครั้งแรกได้สำเร็จ แม้จะยังไม่ถูกประกาศว่าพร้อมปฏิบัติการเต็มรูปแบบก็ตาม นอกจากนี้ กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังกำลังพัฒนายานร่อนในชื่อ Conventional Prompt Strike (CPS) ซึ่งใช้เทคโนโลยีเดียวกับ Dark Eagle แต่ยิงจากเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ
ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
อาวุธไฮเปอร์โซนิกยากต่อการต่อต้านด้วยระบบป้องกันที่มีอยู่ในปัจจุบัน การที่สหรัฐฯ ประจำการอาวุธนี้จะเป็นการส่งสัญญาณถึงรัสเซียและจีนว่าสหรัฐฯ สามารถบรรลุขีดความสามารถที่คู่แข่งชำนาญมานานได้แล้ว พลเอก มาร์ก มิลลีย์ (General Mark Milley) อดีตประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม เคยเปรียบเทียบการทดสอบของจีนว่าเป็น "โมเมนต์สปุตนิก" (Sputnik moment) ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับสหรัฐฯ เช่นเดียวกับการส่งดาวเทียมของโซเวียตในปี 1957
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ย้ำว่าอาวุธไฮเปอร์โซนิกของตนถูกออกแบบมาเพื่อบรรทุกหัวรบธรรมดา ไม่ใช่หัวรบนิวเคลียร์เหมือนของจีนและรัสเซีย แต่อย่างไรก็ตาม คู่แข่งย่อมมีความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจใช้อาวุธนี้ในการโจมตีแบบฉับพลันเพื่อทำลายคลังนิวเคลียร์และโครงสร้างพื้นฐานของตนก่อน (Preemptive strike) ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียขีดความสามารถในการตอบโต้
---
IMCT NEWS
ที่มาhttps://www.bloomberg.com/news/articles/2026-04-30/hypersonic-weapons-which-countries-have-them-why-is-the-us-behind?taid=69f49cce51e09a00017ca51d&utm_campaign=trueanthem&utm_content=business&utm_medium=social&utm_source=twitter