.
ญี่ปุ่นตอบโต้จีนกลางเวที Shangri-La Dialogue ปัดข้อหา ‘ลัทธิทหารนิยมใหม่’ สวนกลับจีนมีคลังอาวุธนิวเคลียร์มหาศาล
1-6-2026
สำนักข่าว SCMP และ BBC รายงานว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น (Shinjiro Koizumi) ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาลปักกิ่งที่ว่า ญี่ปุ่นกำลังก้าวเข้าสู่ยุค“ลัทธินิยมทหารแบบใหม่”พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์จีนในเรื่องการขยายกองกำลังทางทหารและการขาดความโปร่งใสของจีน
นายชินจิโร โคอิซูมิ ได้โต้แย้งว่าแท้จริงแล้วเป็นประเทศจีนและ “คลังแสงขนาดมหึมา” ของจีนต่างหากที่เป็นประเด็น ที่น่ากังวลอย่างมากของประชาคมโลก
การแถลงของเขาในวันสุดท้ายของการประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงที่สิงคโปร์ ถือเป็นหนึ่งในการตอบโต้ที่ตรงไปตรงมา และรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาจากกรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้เพื่อสวนกลับข้อวิพากษ์วิจารณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าของจีนเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังทางทหารของญี่ปุ่นภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Prime Minister Sanae Takaichi)
ทั้งสองประเทศมีความตึงเครียดที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์ ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการที่ญี่ปุ่นส่งกองทัพบุกรุกรานจีนในช่วงสงครามโลกครั้งที่2
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก่อนการเปิดฉากประชุมสุดยอดที่สิงคโปร์เพียง1วัน เจียง ปิน (Jiang Bin) ผู้ดำรงตำแหน่งโฆษกกระทรวงกลาโหมของจีนได้ออกมาเตือนว่า“ภัยเงียบที่คาดเดาได้อย่างแรดสีเทาของการกลับมาเป็นรัฐนิยมทหารของญี่ปุ่นกำลังเร่งความเร็วขึ้น” พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาคมโลก 'ร่วมมือกันเพื่อสกัดกั้นลัทธินิยมทหารแบบใหม่ของญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นได้เดินหน้าเพิ่มงบประมาณด้านการกลาโหมอย่างต่อเนื่อง จนทุบสถิติยอดใช้จ่ายสูงสุดติดต่อกันเป็นปีที่ 12 โดยงบประมาณล่าสุดซึ่งผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีมูลค่าสูงกว่า 9 ล้านล้านเยน (ราว 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ส่งผลให้ประเทศขยับเข้าใกล้เป้าหมายการจัดสรรงบประมาณทางการทหารให้ถึง 2% ของ GDP ภายในประเทศ
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยืนกรานมาโดยตลอดว่าประเทศไม่ได้แสวงหาการทำสงคราม และเพียงต้องการเสริมสร้างศักยภาพด้านการป้องกันประเทศ
โดยในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ณ การประชุมแชงกรี-ลา ไดอะล็อก (Shangri-La Dialogue) นายโคอิซูมิ (Koizumi) ระบุว่า เป็น “เรื่องธรรมชาติอย่างยิ่ง ที่ทุกประเทศรวมถึงญี่ปุ่น จะต้องปรับปรุงระบบป้องกันประเทศให้ทันสมัย เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ และเพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพในภูมิภาค”
เขาพยายามที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับบรรดาเจ้าหน้าที่จากประเทศต่างๆ ในเอเชียที่อยู่ห้องประชุม รวมถึงหลายประเทศที่เคยถูกญี่ปุ่นรุกรานในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 โดยให้คำมั่นว่าญี่ปุ่นจะดำเนินการต่างๆ “ด้วยความโปร่งใสในระดับสูง” และจะเปิดการเจรจาหารือกับประเทศอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เขากล่าวว่า “เราพัฒนาขีดความสามารถเหล่านี้ไปเพื่ออะไร และอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดแบบไหน ญี่ปุ่นจะเดินหน้าต่อไปควบคู่ไปกับการชี้แจงอย่างชัดเจนต่อประชาคมโลก”
นายโคอิซูมิปฏิเสธแนวคิดที่ว่าญี่ปุ่นกำลังก้าวเข้าสู่ ลัทธินิยมทหารแบบใหม่ โดยระบุว่ามันเป็นเรื่องที่ห่างไกลความจริงอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้เขายังได้กล่าวว่า “มีประเทศหนึ่งที่มีทั้งคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์ขนาดมหึมา และเครื่องบินทิ้งระเบิด โดยญี่ปุ่นไม่มีอาวุธเหล่านี้เลยสักอย่าง แต่ว่าญี่ปุ่นกลับถูกตราหน้าว่าเป็นพวกลัทธินิยมทหารแบบใหม่ มันไม่แปลกไปหน่อยหรือ” โดยเป็นการพาดพิงถึงจีน
หลังสิ้นสุดการกล่าวสุนทรพจน์ ตัวแทนจากกองทัพจีนได้ตั้งคำถามว่า ญี่ปุ่นจะกล่าวคำขอโทษต่อจีน เกาหลีใต้ และบรรดาเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2หรือไม่ แต่นายชินจิโร โคอิซูมิ ได้เลี่ยงที่จะตอบคำถามของผู้เข้าร่วมการหารือรายดังกล่าว แต่เลือกหันไปโจมตีที่ประเทศจีนแทนโดยเขากล่าวว่า “จีนยังคงเดินหน้าเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศในระดับที่สูงมาก และกำลังขยายขีดความสามารถทางทหารอย่างรวดเร็วในหลากหลายด้าน โดยขาดความโปร่งใสที่มากพอ”
แนวทางการทูตเชิงรุกและกิจกรรมทางทหารในต่างประเทศของจีน ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับญี่ปุ่น และประชาคมโลก นอกจากนี้ เขายังกล่าวเสริมว่า “ประตูของญี่ปุ่นเปิดกว้างเสมอ” สำหรับการสื่อสารพูดคุยกับจีน
ประเด็นเรื่องการขอโทษของญี่ปุ่นต่อการก่ออาชญากรรมในยุคสงคราม ถือเป็นจุดติดขัดในความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศมาอย่างยาวนาน โดยในอดีตจีนมักจะวิพากษ์วิจารณ์ว่าคำขอโทษบางครั้งยังไม่มีความจริงใจหรือหนักแน่นมากพอ ทั้งนี้ นายจุนอิจิโร โคอิซูมิ (Junichiro Koizumi) บิดาของนายชินจิโร โคอิซูมิ ก็เคยกล่าวคำขอโทษมาแล้วหลายครั้งในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ด้านนายกรัฐมนตรี ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น ได้ดำเนินมาตรการครั้งใหญ่เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการป้องกันประเทศ นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่อำนาจเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ด้วยงบประมาณทางทหารที่เพิ่มขึ้นนี้ ญี่ปุ่นมีแผนที่จะลงทุนในขีปนาวุธต่อต้านเรือจากภาคพื้นสู่ทะเลรุ่นใหม่ รวมถึงโดรนไร้คนขับที่จะนำมาประจำการทั้งบนบกและใต้น้ำ
นอกจากนี้ เมื่อไม่นานมานี้ญี่ปุ่นได้ผ่อนปรนกฎระเบียบเพื่อให้สามารถขายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Lethal weapons) ให้แก่ประเทศอื่นได้ ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้จะช่วยสร้างฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีกำหนดจะปรับปรุงเอกสารความมั่นคงหลักๆ ของประเทศให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ด้วย
นางทาคาอิจิ(Takaichi) ยังได้ผลักดันให้มีการแก้ไขมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบทบัญญัติใฝ่สันติที่กำหนดให้ประเทศสละสิทธิ์ในการทำสงคราม ความตึงเครียดกับจีนได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงขีดสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลปักกิ่งออกมาคัดค้านอย่างหนักต่อข้อเสนอของนางทาคาอิจิที่ระบุว่า ญี่ปุ่นอาจตอบโต้ด้วยกองกำลังป้องกันตนเองหากจีนเปิดฉากโจมตีไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวทั้งหมดของนางทาคาอิจิได้สร้างความแตกแยกทางความคิดอย่างลึกซึ้งภายในประเทศญี่ปุ่นเองเช่นกัน
ประชาชนบางส่วนสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น เช่น ประเทศจีน ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งมีความกังวลว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการเผชิญหน้ากันมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังเกิดข้อถกเถียงอย่างรุนแรงว่า ญี่ปุ่นกำลังเดินออกห่างจาก “ลัทธิใฝ่สันติยุคหลังสงคราม” (Post-war Pacifism) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของอัตลักษณ์แห่งชาติหรือไม่
โดยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ได้มีการจัดกิจกรรมประท้วงต่อต้านสงครามขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งการชุมนุมบางจุดได้ขยายตัวจนกลายเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นในรอบหลายทศวรรษ
---
รมว.กลาโหมญี่ปุ่น โต้จีนกลางเวที Shangri-La Dialogue ปฏิเสธข้อหา ‘ลัทธิทหารใหม่’ ย้ำทุกประเทศมีสิทธิ์เลือกอนาคต
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า ประเทศของเขากำลังฟื้นฟูอดีตอันเป็นลัทธิทหาร โดยได้แถลงต่อที่ประชุมด้านความมั่นคงระดับภูมิภาคว่า การเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศของญี่ปุ่นนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดทางให้ประเทศได้มีบทบาทใหม่ในลักษณะของความร่วมมือ
นายชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ได้ใช้โอกาสในการกล่าวสุนทรพจน์ในเวทีการประชุม Shangri-La Dialogue เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อแสดงจุดยืนว่า รัฐบาลโตเกียว (Tokyo) ขอคัดค้าน "การเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ฝ่ายเดียวด้วยกำลังและการบีบบังคับ" ซึ่งเป็นถ้อยคำที่เชื่อกันว่าหมายถึงกิจกรรมทางทะเลของรัฐบาลปักกิ่ง (Beijing) รวมถึงในพื้นที่ทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ ตลอดจนความเป็นไปได้ในการดำเนินการทางทหารเพื่อรวมไต้หวัน (Taiwan) เข้ากับจีนแผ่นดินใหญ่ โดยนายชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi) ระบุว่า "ทุกประเทศต้องสามารถเลือกอนาคตของตนเองได้ด้วยความสมัครใจ และภูมิภาคนี้จะต้องยังคงเปิดกว้างสำหรับทุกประเทศที่เคารพกฎเกณฑ์และหลักการที่เรามีร่วมกัน"
แม้ว่าเขาจะไม่ได้ระบุอย่างเจาะจงว่าความเห็นดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่ประเทศใด ทว่าความตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่นนั้นได้ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นพิเศษนับตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา
เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ (Sanae Takaichi) แห่งญี่ปุ่น ได้แสดงความเห็นต่อรัฐสภาโดยบ่งชี้ว่า ความขัดแย้งในช่องแคบไต้หวันอาจกลายเป็นสถานการณ์ที่ "คุกคามต่อความอยู่รอด" ของประเทศ ซึ่งถือเป็นเหตุผลที่เพียงพอสำหรับการเข้าแทรกแซงทางทหารของญี่ปุ่น นอกจากนี้ คณะรัฐบาลของนางซานาเอะ ทากาอิจิ (Sanae Takaichi) ยังกำลังผลักดันให้มีการแก้ไขกรอบนโยบายของประเทศ เพื่อเปิดทางให้กองทัพมีท่าทีที่เชิงรุกมากขึ้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนดังกล่าวถูกจีนประณามว่าเป็นความพยายามในการฟื้นฟูอุดมการณ์ลัทธิทหารที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการรุกรานของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลปักกิ่งยังได้แสดงการคัดค้านต่อการตัดสินใจของรัฐบาลโตเกียวในการส่งเรือรบแล่นผ่านช่องแคบไต้หวันเมื่อเดือนที่ผ่านมาอีกด้วย
ในการแถลงเมื่อวันอาทิตย์ นายชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi) ได้กล่าวโดยนัยซึ่งสื่อถึงประเทศจีนว่า ญี่ปุ่นนั้นไม่มีทั้งอาวุธนิวเคลียร์และเครื่องบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ โดยระบุว่า "มีประเทศหนึ่งที่มีคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์และเครื่องบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ขนาดมหึมา ในขณะที่ญี่ปุ่นไม่มีอาวุธประเภทดังกล่าวเลย แต่กระนั้นญี่ปุ่นกลับถูกตราหน้าว่าเป็น 'ลัทธิทหารใหม่' มันไม่แปลกไปหน่อยหรือ?" ทั้งนี้ รัฐบาลปักกิ่งมองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน และไม่เคยประกาศสละสิทธิ์ในการใช้กำลังเพื่อรวมเกาะดังกล่าวเข้ากับแผ่นดินใหญ่
สุนทรพจน์ของนายชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi) ได้วางแนวทางสำหรับบทบาทที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นของกองทัพและอุตสาหกรรมอาวุธของญี่ปุ่น โดยเขาอธิบายถึงการตัดสินใจของประเทศในการแก้ไขกรอบการทำงานด้านยุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยีภายในประเทศว่าเป็นการ "แสดงบทบาทใหม่ในความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศทั่วทั้งภูมิภาค" ซึ่งตามรัฐธรรมนูญรักสงบหลังสงครามของญี่ปุ่นนั้น บัญญัติให้ประเทศสละสิทธิ์ในการใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการยุติข้อพิพาท และห้ามมิให้ญี่ปุ่นเป็นผู้เปิดฉากยิงก่อนในความขัดแย้งใดๆ ทว่าการแก้ไขกรอบนโยบายดังกล่าวจะอนุญาตให้ญี่ปุ่นสามารถส่งออกอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงได้
"การเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของเราอย่างเป็นรากฐาน การสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานการผลิตและเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศ ตลอดจนการทบทวนเอกสารเชิงยุทธศาสตร์ 3 ฉบับที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นในช่วงปลายปีนี้ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามนี้" นายชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi) กล่าว พร้อมระบุเสริมว่า "หากเกิดช่องว่างขึ้นระหว่างสหรัฐฯ ยุโรป ตลอดจนกลุ่มพันธมิตรและประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน บรรดากองกำลังที่มองเห็นโอกาสนี้จะเข้ามาแทรกซึมอย่างแน่นอน ซึ่งเราต้องป้องกันไม่ให้สถานการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/china/diplomacy/article/3355447/japanese-defence-minister-rejects-new-militarism-label-china-shangri-la-speech?module=top_story&pgtype=homepage
ที่มา : https://www.bbc.com/news/articles/cp8p4ejy8ppo