EU ตรึงเพดานราคาน้ำมันรัสเซีย หวังสกัดรายได้
EU ตรึงเพดานราคาน้ำมันรัสเซีย หวังสกัดรายได้จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง คงการแช่แข็งสินทรัพย์รัสเซีย 2.1 แสนล้านยูโร จนกว่าสงครามจะยุติ
1-6-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สหภาพยุโรป หรือ อียู (EU) กำลังพิจารณามาตรการแช่แข็งเพดานราคาน้ำมัน (price cap) ของประเทศรัสเซีย (Russia) เป็นการชั่วคราว ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่สี่ ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญในประเด็นดังกล่าว
กลุ่มพันธมิตรอียูได้บังคับใช้กลไกแบบยืดหยุ่น (dynamic mechanism) ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เพื่อรับประกันว่าเพดานราคาน้ำมันจะถูกปรับตั้งโดยอัตโนมัติในทุก ๆ 6 เดือน ให้ต่ำกว่าราคาตลาดเฉลี่ยของน้ำมันดิบอูราล (Urals) ของรัสเซียในระดับ 15% โดยเกณฑ์ราคาน้ำมันในปัจจุบันถูกกำหนดไว้ที่ $44.10 ต่อบาร์เรล และมีกำหนดที่จะต้องทบทวนอีกครั้งในช่วงปลายฤดูร้อนนี้ ซึ่งภายใต้มาตรการจำกัดราคานี้ บริษัทสัญชาติยุโรปจะถูกสั่งห้ามไม่ให้ให้บริการต่าง ๆ อาทิ การประกันภัยและการขนส่ง แก่น้ำมันรัสเซียที่มีการซื้อขายในราคาที่สูงเกินกว่าเกณฑ์ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันโลกได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงอันเป็นผลมาจากสงครามอิหร่าน (Iran) และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ในทางปฏิบัติ ส่งผลให้การทบทวนเพดานราคาในเดือนกรกฎาคมที่กำลังจะถึงนี้ มีแนวโน้มที่จะบีบให้เกณฑ์ราคาต้องปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ระดับอย่างน้อย $65 ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์เดิมที่ $60 ที่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้งเจ็ด หรือ จีเจ็ด (G7) เคยกำหนดร่วมกัน แหล่งข่าวผู้ไม่ประสงค์ออกนามระบุว่า การสั่งแช่แข็งราคาจะช่วยรักษาเพดานราคาให้อยู่ในระดับปัจจุบัน ซึ่งเป็นการจำกัดรายได้มหาศาลที่รัสเซียกำลังกอบโกยจากภาวะราคาน้ำมันแพง นอกจากนี้ อียูยังพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ เช่น การระงับการปรับขึ้นราคาแบบอัตโนมัติไปจนถึงสิ้นปีเนื่องจากสถานการณ์พิเศษในตะวันออกกลาง หรือการจำกัดการขึ้นราคาไว้ที่ไม่เกิน $60 เพื่อให้สอดคล้องกับระดับเดิมของ G7
มาตรการดังกล่าวจะถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจคว่ำบาตรรอบล่าสุด ซึ่งถือเป็นชุดมาตรการรอบที่ 21 ของอียูนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกโจมตียูเครน (Ukraine) เต็มรูปแบบในปี 2022 โดยอียูตั้งเป้าที่จะสรุปและเสนอชุดมาตรการใหม่อย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนมิถุนายน หลังจากที่มีการ บรรยายสรุปแผนการให้แก่เอกอัครราชทูตของประเทศสมาชิกรับทราบไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
สำหรับมาตรการอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการหารือในแพ็กเกจคว่ำบาตรฉบับใหม่ ประกอบด้วยการมุ่งเป้าไปที่กลุ่มธนาคาร ผู้ค้าน้ำมัน โรงกลั่น และผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล (crypto operators) ในประเทศที่สาม ซึ่งมอสโก (Moscow) ใช้เป็นช่องทางในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของอียู นอกจากนี้ จะมีการคว่ำบาตรเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่มเติมอีกประมาณ 20 ลำในกลุ่มกองเรือลับ (covert fleet) ที่รัสเซียใช้พึ่งพาในการขนส่งน้ำมัน และจะขยายผลมาตรการนี้ไปยังเรือขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ แอลเอ็นจี (LNG) เพื่อจำกัดขีดความสามารถของทำเนียบเครมลิน (Kremlin) ในการสร้างกองเรือเงาสำหรับ LNG โดยที่ผ่านมาอียูได้คว่ำบาตรเรือไปแล้วหลายร้อยลำ และมีเจตนาที่จะมุ่งเป้าไปยังเรือที่ให้บริการแก่เรือบรรทุกน้ำมันเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ดี มาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่นี้จะไม่รวมถึงการสั่งห้ามให้บริการทางทะเลอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากประเทศสมาชิกหลายรายยังคงคัดค้านทางเลือกดังกล่าวอันเกิดจากความผันผวนในตะวันออกกลาง ยกรวมถึงกรณีที่มาตรการนี้ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม G7 ในวงกว้าง โดยแหล่งข่าวระบุว่า เป้าหมายหลักของแพ็กเกจใหม่คือการเพิ่มแรงกดดันต่อรายได้ด้านพลังงานและภาคการเงินของรัสเซีย ตลอดจนการตัดลดเสบียงและสิ่งจำเป็นในอุตสาหกรรมทหาร ทั้งนี้ มาตรการคว่ำบาตรจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิกทุกรายก่อนจะถูกบังคับใช้ ซึ่งแผนการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะประเทศที่มีเศรษฐกิจผูกพันกับกิจการทางทะเลอย่างประเทศกรีซ (Greece) ที่มักจะแสดงท่าทีไม่พอใจต่อการปรับเปลี่ยนเพดานราคาน้ำมัน ขณะที่รัฐบาลบางประเทศก็มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อประเด็นที่พวกเขาระบุว่าเป็นผลประโยชน์ทางด้านพลังงานและการค้าของตนเอง
นอกจากนี้ ข้อเสนออื่น ๆ ในแพ็กเกจถัดไป ยังรวมถึงข้อจำกัดทางการค้าต่อแร่ธาตุ โลหะ และสินแร่สำคัญบางประเภทที่ใช้ในภาคการบินและอวกาศของรัสเซีย ตลอดจนการพัฒนาโดรนที่ใช้ในการทิ้งระเบิดใส่เมืองต่าง ๆ ของยูเครน รวมถึงเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น ระบบรบกวนสัญญาณ (jamming) ขณะเดียวกัน อียูกระทำภารกิจพิจารณาควบคุมการส่งออกต่อบริษัทประมาณ 24 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทในประเทศจีน (China) อินเดีย (India) ตุรกี (Turkey) และเอเชียกลาง (Central Asia) ที่ถูกกล่าวหาว่ายังคงจัดส่งสินค้าควบคุมที่พบในอาวุธหรือสิ่งจำเป็นในการผลิตอาวุธให้แก่รัสเซีย แม้ว่าอียูจะเพิ่งเผชิญประเด็นที่ต้องพยายามยกเลิกคำสั่งห้ามใช้ชิปของจีนที่เพิ่งประกาศแบนไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยูเครนและชาติพันธมิตรเริ่มมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นว่าการบุกโจมตีของรัสเซียกำลังเริ่มสูญเสียแรงขับเคลื่อนลง
ในขณะเดียวกัน อียูอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นของการประเมินแนวทางช่วยเหลือสำนักหักบัญชียูโรเคลียร์ (Euroclear Ltd.) หลังจากที่ศาลในมอสโกมีคำพิพากษาเปิดทางให้ธนาคารกลางรัสเซียสามารถเข้ายึดทรัพย์สินของยูโรเคลียร์ได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่อียูได้อนุมัติการใช้ยุทธศาสตร์อำนาจฉุกเฉินในการขยายระยะเวลาแช่แข็งสินทรัพย์ของธนาคารกลางรัสเซียที่ถูกอายัดไว้จำนวนสูงถึง 2.1 แสนล้านยูโร (ประมาณ 2.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยเงินทุนส่วนใหญ่ถูกถือครองผ่านยูโรเคลียร์ ทั้งนี้ อียูมีเจตนาที่จะอายัดสินทรัพย์ดังกล่าวไว้จนกว่าสงครามจะสิ้นสุดลงและรัสเซียยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ยูเครน ทว่าประเทศสมาชิกหลายราย รวมถึงประเทศเบลเยียม (Belgium) ได้แสดงท่าทีคัดค้านต่อความพยายามทั้งหมดในการเข้ายึดทรัพย์สินดังกล่าวโดยตรง นอกจากนี้ การหารือเกี่ยวกับการนำมาตรการห้ามออกวีซ่า (visa ban) สำหรับอดีตทหารผ่านศึกมาบังคับใช้ก็ยังคงดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตาม โฆษกของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารที่ทำหน้าที่ประสานงานด้านการคว่ำบาตรของอียู ได้ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าว
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-05-31/eu-weighs-temporary-freeze-on-russia-oil-price-cap-over-iran-war?srnd=phx-politics